การจ้างงานเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงแพร่หลาย เพราะเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงานกว่าสิบล้านคนและผลต่อฐานะเศรษฐกิจของหลายล้านครอบครัว สำนักงานประกันสังคมได้จัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่บันทึกสถิติสถานประกอบการและการจ้างงาน (เป็นบัญชีรายคน) จำแนกออกเป็นรายจังหวัด/รายปี ในโอกาสนี้ขอนำสถิติการจ้างงานจากทุกจังหวัดในช่วงปี 2550-2565 มาวิเคราะห์พร้อมกับบันทึกข้อสังเกตและวิจารณ์ตามสมควร
ก่อนอื่นต้องแสดงความขอบคุณและชื่นชมสำนักงานประกันสังคม ที่จัดทำฐานข้อมูลที่ดีครบถ้วนรวดเร็วและสื่อสารต่อสาธารณะ ทีมวิจัยได้ประมวลข้อมูลเป็นรายจังหวัดและต่อเนื่อง 16 ปี นำมาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤต (ไวรัสโควิด-19 ระบาดเมื่อสองปีก่อน และถ้าย้อนอดีตไกลถึงปี 2551/2552 เมื่อภาวะเศรษฐกิจซบเซา)
ตารางที่ 1 แสดงสถิติสถานประกอบการและการจ้างงาน รวมทั้งประเทศ ได้ข้อสังเกตดังต่อไปนี้ หนึ่ง มีสี่ปีที่การจ้างงานลดลงเพราะปัญหาวิกฤต ในช่วงแรก 2551-2552 ช่วงที่สอง 2563-2564 เพราะโรคไวรัสระบาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวกระทบมากที่สุด สอง แต่หากดูสถิติสถานประกอบการจะไม่เห็นการลดลงหรือปิดกิจการในภาพรวม จริงอยู่หน่วยธุรกิจอาจจะขาดทุนแต่ปรับตัวโดยลดการจ้างมากกว่าจะปิดตัว สะท้อนว่าสถานประกอบการต้อง “อึด” และ “รอคอยเวลาฟื้นตัว” เพราะว่าการตั้งกิจการใหม่ไม่ใช่ง่ายแม้ขาดทุนยังคงกิจการและรักษา “พนักงาน” คนสำคัญหรือฝีมือดีไว้ก่อน (ดูตารางที่ 1)

การกระจุกตัวของสถานประกอบการและการจ้างงาน-ไม่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ความจริงเป็นเรื่องรู้ๆ กันและขอยืนยันด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ปี 2565 อีกคำรบหนึ่งว่ากระจุกตัวอย่างไร? สถิติการจ้างงานทั่วประเทศ 11.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ 8.2 ล้านคนทำงานในสิบจังหวัด ส่วนอีก 67 จังหวัดที่เหลือมีแรงงานที่เป็นสมาชิกประกันสังคมเพียง 3.4 ล้านคน เมื่อคำนวณเป็นดัชนีการกระจุกตัว (concentration index) เท่ากับ 0.74 ถือว่าสูงมากๆ รูปกราฟแท่งแสดงสิบจังหวัดที่มีการจ้างงานสูงสุด (ไม่แสดงภาพของกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหลักหลายล้านคน) ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นจุดด้อยหนึ่งของเศรษฐกิจไทย-นโยบายกระจายความเจริญไม่ประสบความสำเร็จ และข้อกังขาว่ารัฐบาลและหน่วยราชการของเราเอาจริงเอาจังกับการกระจายความเจริญหรือไม่?

ลำดับต่อมานักวิจัยค้นคว้าข้อมูลเป็นรายจังหวัด-เพื่อตรวจสอบความอ่อนไหวหรือความผันผวน โดยแสดงการจ้างงานของจังหวัดภูเก็ต-เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่อิงฐานการท่องเที่ยว ภาพยืนยันว่าการจ้างงานลดลงจริง-แต่เริ่มฟื้นตัวแล้วในปี 2565 แปลว่าถ้ารักจะใช้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวต้องตระหนักว่าความเสี่ยงสูง เข้าทำนอง “ผลตอบแทนสูง-เสี่ยงสูง” จังหวัดสมุทรปราการเป็นตัวแทนจังหวัดที่อิงฐานอุตสาหกรรม เราเห็นภาวะซบเซาในช่วงปี 2551-2552 การเติบโตอย่างรวดเร็วต่อจากนั้นและลดลงในช่วงโรคไวรัสระบาด-แต่อัตราความรุนแรงน้อยกว่าภูเก็ต

ใกล้ถึงกำหนดเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมนี้ พรรคการเมืองชูนโยบายหาเสียงมากมาย ค่อนข้างหนักไปด้านสวัสดิการและให้รางวัลแก่ประชาชนกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ เป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่ากัน แต่ถ้านักวิชาการของพรรคการเมืองจะช่วยคิดนโยบายสำคัญที่เกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจจังหวัด กระจายความเจริญและอำนาจการบริหารลงไปท้องถิ่น นำมาแสดงหรือถกเถียงกันก็น่าจะดีไม่น้อย
ข้อมูลที่นำมาแสดงนี้บ่งชี้จุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย หนึ่ง การกระจุกตัวสูงในบางพื้นที่ ส.ส.ภาคอีสาน-ภาคเหนือ-ภาคใต้ น่าจะมีบทบาทส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม สอง การอิงภาคการท่องเที่ยวในหลายจังหวัดของประเทศ หมายถึงการยอมรับสถานการณ์ “ผลตอบแทนสูง-ความเสี่ยง” น่าจะถึงเวลาไตร่ตรองให้มีกองทุนเพื่อดูแลเสถียรภาพสำหรับภาคการท่องเที่ยว-ในยามเศรษฐกิจดีต้องเก็บออมเงินเข้ากองทุนไว้ นำมาใช้จ่ายจุนเจือพื้นที่เปราะบางในยามเศรษฐกิจขาลง

