หน้าแรก คอลัมนิสต์ เริ่มรัชกาลปั...

เริ่มรัชกาลปัจจุบัน : โดย วีรพงษ์ รามางกูร

8.12.16 | 19:30 น.

วันที่ประชาชนคนไทยจดจ่อรอฟังและชมภาพการรับขึ้นทรงราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย อัญเชิญองค์รัชทายาทสยามมกุฎราชกุมารขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราช สันตติวงศ์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2559 ขึ้น 2 ค่ำ เดือนอ้าย ปีวอก อัฐศก จุลศักราช 1378 ร.ศ.235 เวลา 19.16 นาฬิกา จันทร์เสวยมูลนักษัตรบูรณฤกษ์ และได้อัญเชิญธงมหาราชขึ้นที่พระที่นั่งอัมพรสถานเรียบร้อยแล้ว

เป็นวันเวลาที่คนไทยทุกคนปลื้มปีติ ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยจากการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน ที่ได้ยินพระสุรเสียงทรงกล่าวต้อนรับการขึ้นทรงราชย์เป็นรัชกาลที่ 10 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน จึงเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 ทรงใช้พระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จนกว่าจะได้เฉลิมพระปรมาภิไธย ที่จะจารึกในพระสุพรรณบัฏในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจะกำหนดขึ้นภายหลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชผ่านพ้นไปแล้ว

หลังจากนั้นประชาชนก็ได้ฟังประกาศพระบรมราชโองการ ประกาศตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี โดยมีประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ ต่อไปประธานองคมนตรีก็คงจะได้ลงนามสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีต่อไป ประธานองคมนตรีแม้ได้เปลี่ยนรัชกาลไปแล้วยังเป็นคนเดิม ก็แสดงถึงความต่อเนื่องของพระราชกรณียกิจ ที่จะยังคงดำเนินต่อไปและคงจะมีประกาศพระบรมราชโองการอื่นๆ ต่อไป

การที่ประชาชนให้ความสนใจและตั้งใจ ติดตามฟังประกาศสำนักพระราชวังอย่างจดจ่อ ก็แสดงว่าประชาชนคนไทยยังเคารพรักและยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์
และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไม่เสื่อมคลาย

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม วันที่ทรงรับการขึ้นทรงราชย์ของรัชกาลปัจจุบัน วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใส อากาศเย็นสบายด้วยสายลมหนาวจากประเทศจีน กรุงเทพมหานครอากาศเย็น ลมเย็นพัดเอื่อยๆ ตอนบ่ายมีฝนตกเล็กน้อย เสมือนน้ำเทพมนต์ที่โปรยปราย นับว่าเป็นฤกษ์ที่ประเสริฐที่สุดในปลายปี 2559 ประชาชนโดยทั่วไปก็ถามไถ่กันว่าตนเป็นคน 2 แผ่นดินบ้าง 3 แผ่นดินบ้าง 4-5 แผ่นดินบ้าง แล้วแต่ว่าตนจะมีอายุเท่าใด เพราะการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินย่อมมีความสำคัญสำหรับคนไทยทุกคนเป็นอันมาก ทุกบ้านย่อมมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลปัจจุบันไว้สักการะ เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลก็ต้องหาพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลใหม่ขึ้นบูชาหากยังไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์เดิมอยู่แล้ว

Advertisement

ขณะนี้ในโรงมหรสพเช่นโรงภาพยนตร์ เมื่อบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์และภาพพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 แล้ว ต่อไปเราก็จะได้เก็บสะสมเหรียญที่ระลึกต่างๆ เช่น เหรียญและธนบัตรที่ระลึก ในงานพิธีออกพระเมรุถวายพระเพลิง งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งทั้งเหรียญที่ระลึก เหรียญกษาปณ์และธนบัตรทั้ง 2 งาน ก็จะเป็นของที่สมควรเก็บสะสมไว้เป็นที่ระลึกของทุกบ้านต่อไป

บรรยากาศของการเปลี่ยนผ่านจากรัชกาลที่ 9 เป็นรัชกาลที่ 10 เป็นบรรยากาศที่เรียบง่ายเคร่งขรึม แต่ก็เป็นบรรยากาศที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่พสกนิกรแห่งสยามประเทศจะได้จดจำภาพการอัญเชิญและภาพการตอบรับคำอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ไปชั่วกาลนาน เป็นภาพที่สวยงามเป็นที่ประทับใจ เมื่อมองไปข้างหน้าก็จะเป็นภาพที่จะได้ชื่นชมภิรมย์ยินดีตลอดไป

งานรัฐพิธีและงานราชพิธีต่างๆ ที่จะมีขึ้นในปี 2560 คงจะยังมีให้ได้ยินได้ชมอีกมาก

งานวันที่ 5 ธันวาคม ที่เราเคยถือว่าเป็นวันชาติด้วย ตลอดจนงานคริสต์มาสและงานขึ้นปีใหม่ปีนี้ บรรยากาศก็คงจะเปลี่ยนไป เพราะยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ยังคงแต่งกายด้วยสีดำ สีขาว หรือสีขรึมๆ ไม่ใช่สีฉูดฉาด แม้แต่วันตรุษจีนก็คงจะเปลี่ยนไปงานจุดพลุนับถอยหลัง งานนับถอยหลังรื่นเริงก็คงจะต้องระงับไปโดยปริยาย เพราะบรรยากาศรวมทั้งจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่ายังอยู่ในช่วงเวลาการถวายอาลัยต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของรัชกาลก่อน

หมายกำหนดการงานพระราชพิธี รวมทั้งวันหยุดราชการประจำปีก็คงต้องมีการกำหนดกันใหม่ คงต้องรอจนกว่าปฏิทินสำหรับปี 2560 จะออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็คงจะกระทบการนัดหมาย การประชุมการเริ่มงานการทำงาน อื่นๆ ต่อไป บรรยากาศหลายสิ่งหลายอย่างคงจะเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างคงดำเนินไปตามยุคสมัยซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามปกติอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในบรมราชจักรีวงศ์

ภาพที่ทรงฉายร่วมกับสมเด็จเจ้าฟ้าอีก 3 พระองค์หน้าพระบรมโกศ ก็เป็นภาพที่สวยงามที่แพร่ไปทั่วโลก จะเป็นภาพประวัติศาสตร์และเป็นภาพที่ประชาชนชื่นชมโสมนัสเป็นที่ยิ่ง ต่อไปเราคงจะได้ชมภาพต่างๆ ที่พระองค์ท่านทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในฐานะองค์รัชทายาทสยามมกุฎราชกุมาร อันเป็นเวลายาวนานกว่า 44 ปี ยาวนานกว่ามกุฎราชกุมารองค์ใดๆ ในโลก การจะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยจึงไม่ใช่ของใหม่สำหรับพระองค์ท่าน เพราะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบรมชนกนาถในเกือบจะทุกเรื่องมาแล้ว แม้แต่การตรวจเยี่ยมโครงการหลวงและโครงการอันสืบเนื่องจากพระราชดำริ รวมทั้งการเสด็จพระราชดำเนินไปในที่ห่างไกลทุรกันดาร เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร ก็เสด็จฯเสมอมาโดยตลอด อีกทั้งทรงเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาทุกศาสนามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมของศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ ซิกข์ และอื่นๆ

สิ่งหนึ่งที่หลายคนรวมทั้งญาติพี่น้องพ่อแม่ของผู้ต้องโทษคุมขังต่างเฝ้ารอคอยก็คือ การอภัยโทษให้กับนักโทษผู้ถูกคำพิพากษาให้จำคุกในคดีอาญาต่างๆ ในวาระการเฉลิมฉลองการขึ้นทรงราชย์ การออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ และในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก งานเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบนักษัตร ซึ่งได้เคยรับพระมหากรุณาธิคุณมาแล้ว

ต่อไปก็คงจะได้เห็นการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์เองหรือที่จะได้ทรงมอบหมายให้เจ้านายพระองค์อื่นหรือองคมนตรี ทรงปฏิบัติหรือปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ต่อไป เพราะพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงปฏิบัตินั้นมีอยู่มากมาย และเป็นงานที่หนักกว่างานของประมุขแห่งรัฐของประเทศอื่นๆ เพราะไม่มีถิ่นที่ใดที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันจะไม่เคยเสด็จฯไป ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งด้านความมั่นคง การเข้าถึงประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการเจริญสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศทั่วโลก

ถ้าประชาชนเป็นเสมือนร่างกายพระมหากษัตริย์ย่อมทรงเป็นวิญญาณของชาติ ประชาชนถ้วนทั่วทุกคนย่อมปีติยินดีเมื่อได้ทราบข่าวการเสด็จขึ้นทรงราชย์ของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ซึ่งจะมีผลย้อนหลังเป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบันเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

เป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเทศชาติที่จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

วีรพงษ์ รามางกูร