ประเทศไทยมีผู้ที่อยู่ในภาวะไตเสื่อมเกือบ 8 ล้านคน และเข้าสู่การบำบัดทดแทนไตแล้วประมาณ 150,000 คน ในแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ที่ต้องรับการบำบัดทดแทนไตราว 20,000 คน
แม้ว่าหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท จะให้สิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้อย่างครอบคลุม เปิดทางเลือกให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการบำบัดทดแทนได้โดยพิจารณาร่วมกับแพทย์ผู้ให้การรักษา ซึ่งปัจจุบันมี 3 วิธี คือ 1.ล้างไตทางช่องท้อง (PD) 2.ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) และ 3.ผ่าตัดปลูกถ่ายไต
ทั้งนี้ การผ่าตัดปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการที่ดีที่สุดแต่มีข้อจำกัดการจัดหาอวัยวะเพื่อปลูกถ่าย
ต่อมาคือ การล้างไตทางช่องท้อง คนไข้จะถูกวางสายเข้าทางหน้าท้อง กระบวนการล้างไตคือปล่อยน้ำยาเข้าไปในช่องท้องครั้งละประมาณ 2 ลิตร เพื่อแลกเปลี่ยนกับสารละลายของเสียที่อยู่ในร่างกาย แล้วจึงค่อยถ่ายน้ำยานี้ออกมา เฉลี่ยต้องทำวันละ 4 ครั้ง

วิธีล้างไตทางช่องท้องมีข้อดี คือผู้ป่วยได้รับการล้างของเสียทุกวัน ทำเองที่บ้านได้ ไม่ต้องเดินทางไปไหน ทั้งอัตราการรอดชีวิตในระยะ 2 ปีแรกค่อนข้างดี แต่ทั้งนี้ต้องมีทีมผู้ดูแล (Care giver) ซึ่งหากผู้ป่วยจะเดินทางไปไหนต้องพกน้ำยาไปด้วยให้เพียงพอ และต้องระวังเรื่องการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวิธีการที่ใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติ เรียกว่า APD ทำให้ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องได้สะดวกมากขึ้น สามารถทำการล้างไตผ่านทางช่องท้องในช่วงกลางคืนและช่วงกลางวันสามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่ต้องล้างทางช่องท้อง
ส่วนวิธีต่อมา คือ ล้างไตด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คนไข้ต้องทำเส้นเลือดเพื่อสำหรับดึงออกมาฟอกเลือด ข้อดีวิธีนี้คือคนไข้ไม่ต้องทำเอง แต่มีข้อเสียคืออัตราการรอดชีวิตในระยะแรกค่อนข้างน้อยกว่าการล้างไตทางช่องท้อง ทั้งต้องเดินทางไปฟอกไตที่โรงพยาบาล ใช้เวลามากเพราะการฟอกเลือดแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ทั้งต้องทำสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง ขณะที่วิธีการที่ต้องดึงเลือดออกมาฟอกข้างนอก ยังมีโอกาสทำให้คนไข้ความดันตกและมีผลเสียอื่นตามมา

“ประสิทธิภาพประสิทธิผลของการล้างไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดไม่ต่างกันมาก ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องมีอัตราการรอดชีวิตในระยะ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 15% ส่วนผู้ที่ฟอกเลือดจะอยู่ที่เกือบ 20% แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดคือการผ่าตัดปลูกถ่ายไตซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตในระยะ 10 ปี สูงถึง 40% ดังนั้น ทุกวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน สิ่งที่สำคัญคือการให้ความรู้กับคนไข้แล้วเลือกวิธีที่เหมาะสม”
การที่คนไข้จะเลือกบำบัดทดแทนไตวิธีใดนั้น แนะนำให้พิจารณา 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ปัจจัยทางคลินิกของผู้ป่วย เช่น อายุ อายุยิ่งมากความเสี่ยงต่อการฟอกเลือดจะยิ่งสูง เพราะการดึงเส้นเลือดออกมาข้างนอก ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดความดันต่ำ หัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือดได้ และต้องพิจารณาโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคหัวใจ รวมทั้งผู้ป่วยที่มีโรคร่วมในระยะสุดท้าย เช่น มะเร็ง ตับแข็ง เป็นต้น จะเหมาะกับการล้างไตทางหน้าท้องมากกว่า
ปัจจัยที่ 2.ปัจจัยร่วมในมิติอื่นๆ เช่น มิติด้านเศรษฐศาสตร์ การเดินทาง เพราะหากเลือกวิธีการฟอกเลือดก็ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล เกิดค่าใช้จ่ายทางอ้อม มีผลกระทบต่อคนไข้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ดี ส่งผลให้เกิดการฟอกเลือดได้ไม่เพียงพอ
และ ปัจจัยที่ 3.ความพร้อมของญาติ เช่น หากเลือกการฟอกเลือดก็ต้องให้ญาติขับรถไปส่งเพราะคนไข้ขับรถเองไม่ได้ บางคนขับมาเองแต่ฟอกเลือดเสร็จรู้สึกจะเป็นลม ขับรถกลับไม่ได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง แพทย์ก็เคารพการตัดสินใจของคนไข้และญาติ โดยอธิบายความเสี่ยงต่างๆ ให้เข้าใจ หากผู้ป่วยและญาติยอมรับได้ แพทย์และโรงพยาบาลก็จะดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงด้วยความระมัดระวังตามไกด์ไลน์ที่กำหนด
ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตนั้น ต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำต้นน้ำก็คือการป้องกันภาวะไตเสื่อม ก่อนสู่ปลายน้ำที่เป็นเรื่องการรักษา ทั้งนี้ ก็เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งเป็นทิศทางของกระทรวงสาธารณสุข สมาคมวิชาชีพโรคไต และ สปสช.มีการจัดทำโครงการทศวรรษชะลอไตเสื่อม สร้างการตระหนักรับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต อันจะนำไปสู่ภาวะไตเสื่อม โดยมีเป้าหมายทำให้ผู้ป่วยโรคไตมีจำนวนลดลง

