เลือกพรรค เลือกคน ด้วยเหตุผลทางการศึกษา ข้อเสนอจาก TEP
ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership) เครือข่ายองค์กรภาคเอกชน ภาครัฐและสังคม ติดตามปัญหาการศึกษาไทยติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2560
ในโอกาสการเลือกตั้งที่จะมาถึงวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ก่อนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ TEP ยื่น 5 ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ว่าควรมีนโยบายอย่างไร
ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ผมเห็นว่าข้อเสนอน่าฟัง น่าได้รับคำตอบและนำไปสู่การปฏิบัติ เลยนำมากระทุ้งอีกแรงหนึ่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ว่าที่ ส.ส. และพรรคการเมืองทุกค่าย ทุกมุ้ง จะรับไปกำหนดเป็นนโยบายและผลักดันให้เป็นจริงหรือไม่ภายใต้เงื่อนไขใด ต้องร่วมกันติดตามคำแถลงทั้งที่เป็นเอกสารและเปิดเวทีปราศรัย เวทีดีเบตต่างๆ กันอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกันข้อเสนอเหล่านี้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้อย่างดี เมื่อเทียบเคียงกับนโยบายของแต่ละพรรค ได้เรื่องได้ราว จับประเด็นหลัก รองตรงจุดหรือไม่ เรียงลำดับความสำคัญและเร่งด่วนเหมาะสมแค่ไหน
ทั้งหมด 9 หน้า ผมเก็บเอาแต่หัวข้อสำคัญมาเล่าสู่กันฟัง TEP จั่วหัวว่า ชวนพรรคร่วมคิด ฟื้นชีวิตเรียนรู้ใหม่ หนุนเด็กไทยก้าวทันโลก ว้าว ผมอุทานเอง
เริ่มจาก ความท้าทาย 4 ประการในการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ได้แก่ 1 การปรับหลักสูตรแกนกลางครั้งใหญ่ให้เอื้อต่อการเรียนรู้สมรรถนะ 2 การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและบุคลากรครูเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 3 การป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนักเรียน 4 การปรับวัฒนธรรมการทำงานให้กล้าทำสิ่งใหม่
ปิดท้ายด้วย ข้อเสนอแนะเพื่อก้าวข้ามความท้าทาย 5 ประการ
หนึ่ง ควรเร่งปรับให้มีหลักสูตรแกนกลางใหม่ภายใน 3 ปี โดยออกแบบให้เป็นหลักสูตรที่อิงกับฐานสมรรถนะ จากการเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร และไม่ยอมให้กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มสามารถยับยั้งการปรับหลักสูตรได้
ทั้งนี้ การจัดทำหลักสูตรแกนกลางใหม่อาจทำได้โดยการนำเอาร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะที่มีการพัฒนามาก่อนหน้านี้มาปรับใช้ และทดลองนำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งอนุญาตให้โรงเรียนนำร่องสามารถใช้หลักสูตรที่แตกต่างจากหลักสูตรแกนกลางที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการควรใช้ “คูปองครู” เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะของครูได้สามารถนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถออกแบบการจัดประสบการณ์เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการลงมือทำจริง ให้พ่อแม่ผู้ปกครองหรือชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ และให้นักเรียนร่วมตัดสินใจกับการเรียนรู้ของตนเอง ตลอดจนสามารถประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) ได้
สอง กำหนดนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายและแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่ชัดเจน โดยอาจนำข้อเสนอของธนาคารโลกเป็นจุดตั้งต้น และเสริมด้วยการให้แรงจูงใจแก่ครูในการย้ายไปสอนในโรงเรียนฮับ (Hub School) หรือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (Small Protected School) โดยพิจารณาปรับเกณฑ์การประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือวิทยฐานะของครู ตลอดจนยินยอมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำที่ดินหรือทรัพย์สินของโรงเรียนที่ถูกยุบหรือควบรวมไปใช้ประโยชน์ตามความต้องการของชุมชน
สาม กำหนดนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการและประสานหน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษาอื่น ให้ทบทวนและยกเลิกโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของนักเรียนหรือการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการสอนของครูตามหลักสูตรใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ควรเปิดให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูเข้ามาร่วมตัดสินใจ หลังจากนั้นควรจัดสรรงบประมาณที่ได้มาจากการทบทวนและยกเลิกโครงการต่างๆ เหล่านั้นอีกครั้งให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามหลักสูตรใหม่ โดยนำมากระจายลงสู่โรงเรียนและนักเรียนมากขึ้น เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอในการสร้างสมรรถนะสำคัญที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่
สี่ ประกาศนโยบายไม่ยอมรับความรุนแรงในสถานศึกษาในทันทีที่รับตำแหน่ง และรณรงค์ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของเด็ก ตระหนักถึงผลเสียจากการถูกละเมิดเสรีภาพต่อพัฒนาการของเด็ก และให้เด็กทราบแนวทางปกป้องตนเองหากมีการละเมิด ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการสามารถบูรณาการมาตรการที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกัน
เช่น โครงการสถานศึกษาปลอดภัย และศูนย์บริการประชาชน (กระทรวงศึกษาธิการ) เป็นต้น เสริมด้วยกลไกเพิ่มเติม เช่น ระบบการร้องเรียนที่ไม่เปิดเผยตัวตนผู้ร้อง ระบบการตรวจสอบเหตุ ระบบการส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นในกรณีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ภายในโรงเรียน และกำหนดให้ความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นหนึ่งในเกณฑ์การประเมินภายนอกของสถานศึกษา เป็นต้น
ห้า สร้างตัวอย่างให้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการมีวัฒนธรรมแบบใหม่ในการทำงานที่เปิดกว้างในการรับฟังความเห็น กล้าทดลองสิ่งใหม่ ไม่สั่งการจากเบื้องบนลงไปโดยไม่เข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโรงเรียน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอาจแสดงตัวอย่างโดยการไปรับฟังสภาพปัญหาของโรงเรียน ให้กำลังใจและสนับสนุนการดำเนินการของโรงเรียน และอาจจัดให้มีพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่นวัตกรรมของครู จัดช่องทางประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้เมื่อครูกล้าทดลองสิ่งใหม่เพื่อพัฒนาสมรรถนะของเด็ก และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด โดยไม่นำความผิดพลาดมาลงโทษ หากไม่ใช่กรณีที่ร้ายแรง
ครับ ต้องการศึกษาโดยละเอียด รวมทั้งอยากรู้จัก TEP กับผลงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร พบกันได้ www.tepform.org โดยเฉพาะคณะทำงานด้านการศึกษาของทุกพรรค ห้ามพลาดเด็ดขาด

