นโยบายพรรคการเมืองเรื่องภาวะโลกร้อน
โทรทัศน์ช่อง TV5 MONDE ซึ่งทำข่าวเกี่ยวกับเมืองไทยไม่บ่อยนัก แต่ในวันที่ 21 มีนาคม 2566 มีรายงานข่าวยาวข่าวหนึ่งเกี่ยวกับการกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้หาดหลายแห่งแคบลงหรือไม่เหลือเป็นหาดทราย ส่วนต้นมะพร้าวริมทะเลหลายต้นล้มระเนระนาด ชายหาดอันเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวกำลังสูญหายไปโดยยากที่จะหยุดยั้ง ชายหาดเหล่านี้เป็นสมบัติแห่งชาติที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก การกัดเซาะชายฝั่งคืบคลานไปเรื่อย ๆ อันเป็นผลจากระดับน้ำทะเลที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นและจากลมมรสุมที่รุนแรงขึ้น อันเกิดจากภาวะโลกร้อนนั่นเอง นักท่องเที่ยวหญิงสูงวัยคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าน่าเสียดาย เธอกล่าวว่า “ดิฉันอายุมากแล้ว ในเวลาที่เหลือยังพอชื่นชมกับชายหาดที่นี่ได้ แต่สำหรับลูกหลานจะเป็นปัญหามาก”
ปัญหาคือ ชายทะเลฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยที่ยาวประมาณ 800 กิโลเมตรนั้น มีชายฝั่งประมาณ 200 กิโลเมตรที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้าไปนับเมตรในแต่ละปี รายงานข่าวแจ้งว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2558 ถึง 2565 ได้มีการสร้างทำนบป้องกันการกัดเซาะไปแล้ว 125 แห่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่า ทำนบเหล่านั้นทำได้แต่เพียงย้ายที่ถูกกัดเซาะ “เมื่อสร้างทำนบในที่แห่งหนึ่ง การกัดเซาะจะเคลื่อนไปยังชายหาดข้างเคียง เลยต้องสร้างทำนบเพิ่มอีกแห่งหนึ่งไปไม่รู้จบ” สำหรับชายหาดที่มีชื่อเสียงและมีนักท่องเที่ยวมาก วิธีปกป้องวิธีหนึ่งคือไปขุดทรายจากส่วนที่ลึกหน่อยของทะเลมาถมเป็นชายหาดเพื่อทดแทนส่วนที่น้ำเซาะไป การลงทุนลงแรงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จะคุ้มสำหรับชายหาดบางแห่งเท่านั้น แต่ไม่ได้คำนึงถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว นั่นคือปัญหารภาวะโลกร้อนนั่นเอง
ขออยู่กับข่าวต่างประเทศอีกสักสองข่าว คือข่าวจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change IPCC) และข่าวจากการปราศรัยของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการ IPCC ออกเอกสารประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 เพื่อสรุปรายงานฉบับล่าสุดของ IPCC เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า การกระทำอย่างเร่งด่วนด้านภูมิอากาศสามารถประกันให้ทุกคนมีชีวิตที่น่าอยู่ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์ในคณะกรรมการดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า มีหลายวิธีการที่ทำได้อย่างมีประสิทธิผลและพร้อมใช้งานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อ 5 ปีก่อน IPCC เน้นถึงความท้าทายหลายเรื่องที่เราต้องเผชิญเพื่อให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5°C เมื่อเทียบกับก่อนยุคอุตสาหกรรม มาถึงปีนี้ ปรากฏว่าแผนงานปัจจุบันของเราไม่เพียงพอที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ อุณหภูมิเฉลี่ยได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว 1.1°C และได้ส่งผลอันน่าตระหนกหลายประการ อาทิ คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ฝนที่ตกหนักมากขึ้น และสภาพภูมิอากาศสุดโต่งที่กระทบต่อสุขภาพและทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหารและน้ำ มีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลกที่เสี่ยงอันตราย ในทศวรรษที่แล้ว ผู้เสียชีวิตจากภาวะน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย ในพื้นที่ที่เสี่ยงสูง มีมากกว่าในพื้นที่อื่นถึง 15 เท่า ถ้าเราจะคงเป้าหมายมิให้อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1.5 °C การปล่อยก็าซเรือนกระจกไม่เพียงแต่จะต้องหยุดเพิ่มขึ้น แต่จะต้องลดลงครึ่งหนึ่งในปี ค.ศ. 2030
การศึกษาของ IPCC ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อสุขภาวะของมนุษย์ ใน 4ประเด็นที่สำคัญคือ
1) โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ เช่น โรคติดเชื้อทางเดินอาหารที่มาจากน้ำปนเปื้อน โรคจากสารพิษที่มาจากการเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียน้ำจืด โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
2) อากาศร้อนจัดและภาวะทุพโภชนาการ อากาศที่ร้อนจัดทำให้เกิดไฟป่าบ่อยครั้งขึ้น ฝุ่นละอองในบรรยากาศและสารก่อภูมิแพ้ในอากาศส่งผลให้เกิดโรคหัวใจและโรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น อากาศที่ร้อนจัดอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย นำมาสู่การขาดแคลนอาหารและการขาดสารอาหาร
3) ปัญหาสุขภาพจิต อันเกิดจากการประสบภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจากสภาพอากาศสุดขั้ว
4) การพลัดถิ่น ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่งหรือในพื้นที่แห้งแล้ง ที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซากและรุนแรงมากจนจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน
นอกจากนี้ อุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย ที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในหลายพื้นที่ ยังส่งผลให้การให้บริการด้านสาธารณสุขต้องหยุดชะงัก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงและความเปราะบางอีกทอดหนึ่ง ต่อการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
แล้วคนธรรมดาอย่างเราจะทำอะไรได้บ้างเล่า แนวคิดที่สำคัญแนวหนึ่งคือทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีผลประโยชน์ที่กว้างขวางขึ้น เช่น การส่งเสริมการเดิน การขี่จักรยาน การใช้รถประจำทาง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มคุณภาพของอากาศแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ส่วนการลดการบริโภคเกินจำเป็นจะส่งผลดีในทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วิธีที่ได้ผลนั้นจะต้องสอดคล้องกับคุณค่า โลกทัศน์ ความรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะจะช่วยให้เราปรับวิถีชีวิตให้เป็นแบบคาร์บอนต่ำได้ง่ายขึ้น
เลขาธิการองค์การสหประชาชาติกล่าวสุนทรพจน์นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อกระตุ้นเตือนว่า ถ้ารัฐบาลทุกรัฐบาล ถ้าคนทั้งโลกไม่ทำอะไรในตอนนี้ หายนภัยจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้น ถ้าเราไม่ถอดสลักระเบิดเวลาในตอนนี้ มันจะระเบิดขึ้นอย่างแน่นอนในปี ค.ศ. 2050 ถึงตอนนั้นหากเราจะคิดแก้โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ก็ต้องใช้เวลาอีก 50 ปี กว่าจะมีผลอย่างมีนัยสำคัญ การมีเวลาประวิง (delay time) อันยาวนานเช่นนี้ อาจทำให้หลายคนไม่ตระหนักรู้ถึงภัยในอนาคต กว่าจะตระหนักรู้ก็สายเสียแล้ว และคนรุ่นต่อ ๆ ไป จะเผชิญกับภัยอันตรายในศตวรรษที่อาจสูญหายไปกับโศกนาฏกรรมต่าง ๆ
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 เลขาธิการย้ำข้อเสนอที่มีอยู่ในรายงานของ IPCC ว่า เพื่อหยุดการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก เราต้องละทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันไปลงทุนในพลังงานสะอาด พร้อมทั้งเสริมให้เห็นภาพว่า “มนุษยชาติกำลังยืนอยู่บนน้ำแข็งแผ่นบาง ซึ่งกำลังละลายอย่างรวดเร็ว” เขายังกล่าวคำคม โดยยืมวลีจากชื่อของภาพยนตร์ที่ทำให้ มีแชล โหย่วได้รับรางวัลออสการ์ล่าสุดว่า “ขอให้เราทำทุกอย่าง ทุกแห่ง และทำทั้งหมดในทันที” (Everything Everywhere All at Once) เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มสุทธิของก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net 0)
ประเทศไทยทำอะไรไปแล้วบ้างในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ปีที่แล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 13 ว่าด้วยการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
กระทรวงได้ชวนเยาวชนให้เป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก ให้รู้จักคัดแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะพิษ โดยจัดถังขยะสำหรับขยะทั้ง 3 ชนิดไว้แล้วถึง 10.5 ล้านครัวเรือนจากทั้งหมด 17.8 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 60% ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กระทรวงยังส่งเสริมให้ทุกพื้นที่ทำกสิกรรมธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยหมักจากขยะเปียกแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ไใช้ยาฆ่าแมลง และไม่เผาทำลายซากเศษใด ๆ ทั้งนี้ เป็นการลดภาวะฝุ่นควันและปัญหา PM 2.5 ตั้งแต่ต้นเหตุ และได้ปลูกไม้ยืนต้นมากกว่า 10 ล้านต้นที่จะช่วยทำให้สภาพดินฟ้าอากาศมีความร่มเย็น แล้วจะปลูกทดแทนต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืน
ปลัดกระทรวงย้ำว่า ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2065 อันจะทำให้ประเทศไทยอยู่คู่กับโลก คู่กับมวลมนุษยชาติ ซึ่งมันจะไม่มีทางเป็นไปได้ “ถ้าวันนี้เราไม่ทำทันที”
เรากำลังไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ประเทศไทยจะทำเป้าหมาย net 0 ให้เป็นจริงได้หรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง จึงขอเสนอให้พรรคการเมืองมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขอเสนอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ศึกษานโยบายในการหาเสียงของพรรคต่าง ๆ ให้ดี รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศด้วย ในที่นี้ ขอนำนโยบายของพรรคการเมืองสองพรรคมาเสนอประกอบการพิจารณาด้วย
เนื่องจากในปัจจุบัน เจ้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แก่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จึงขอเริ่มด้วยการกล่าวถึงนโยบายของพรรคนี้ซึ่งมีทั้งหมด 6 ข้อ ดังนี้
1.คุ้มครอง อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ อากาศ แร่ธาตุ ทะเล และชายฝั่ง บนพื้นฐานของความสมดุลของธรรมชาติ
2.บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการไปสู่ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น
3.ควบคุมและแก้ไขปัญหามลพิษ โดยปรับปรุงกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติในการจัดการมลพิษให้เคร่งครัด ชัดเจน และทันสมัย.
4.วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อความยั่งยืน โดยปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่สถาบันการศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อม
5.พัฒนาคุณภาพการผลิตพลังงาน และแสวงหาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรธรรมชาติ โดยส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งพลังงานทดแทน โดยเน้นการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่มีอยู่ในประเทศเป็นหลัก พัฒนาระบบการผลิตให้มีปริมาณของกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ
6.ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ โดยส่งเสริมการรวมตัวกันของชุมชนและองค์กรเอกชนในการทำกิจกรรมและรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง
หัวหน้าพรรคก้าวไกลประกาศนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยขณะประกาศได้ลงแรงไปยืนในคลอง เขาประกาศศึกกับภาวะโลกร้อน โดยมีนโยบายทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ในเชิงรุกจะมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหา เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้จริง ควบคู่กับสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้
1)นโยบายเชิงรุก
1.ด้านพลังงาน จะเปิดตลาดเสรีด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้า และส่งเสริมไฟฟ้าสะอาด โดย
– “หลังคาสร้างรายได้” เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ครัวเรือน
– “ปลดล็อกระเบียบ” สร้างตลาดซื้อ-ขายไฟฟ้าเสรีของประชาชน
– “ประกันราคา” ไฟฟ้าพลังงานสะอาด สำหรับครัวเรือน
– “ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด” ภายใน พ.ศ. 2578
2.ด้านการเกษตร จะป้องกันการเผา และเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกเป็นรายได้ โดย
– กำจัดการเผาภายใน 3 ปี มีงบปรับตัวให้แก่ตำบล ๆ ละ 3 ล้านบาท สำหรับ 1,000 ตำบล
– มีงบอุดหนุนปลูกข้าว “เปียกสลับแห้ง” แทนการเผา สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปฟางข้าว-ซังข้าวโพดแทนการเผา
– สนับสนุนให้ฟาร์มปศุสัตว์แต่ละแห่งมีบ่อหมักก๊าซชีวภาพ 1 บ่อเป็นอย่างน้อย เพื่อเปลี่ยนมีเทนเหลือทิ้งให้เป็นพลังงาน
3.ด้านอุตสาหกรรม จะจำกัดการปล่อยมลพิษอุตสาหกรรม โดย
– กำหนดเพดานและเปิดตลาด (Cap & Trade) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม เปิดตลาดค้าขายเครดิตคาร์บอนและแลกเปลี่ยนโควตา
– ใช้กฎหมาย (Pollutant Release and Transfer Register – PRTR) บังคับให้ทุกโรงงานเปิดเผยข้อมูลสารพิษอันตรายและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
4.ด้านการขนส่ง จะปรับปรุงการขนส่งให้สะอาดที่สุด โดย
– จัดให้มีรถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด ภายใน 7 ปี
– จัดให้มี “วันขนส่งฟรี” รณรงค์ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
– เปลี่ยนรถไฟดีเซลเก่าเป็นรถไฟไฟฟ้า
– ตรวจสภาพรถยนต์ฟรี ปีละครั้ง
– ควบคุมปริมาณรถบรรทุกในเขตเมือง
5. ด้านขยะอาหาร จะกำจัดขยะอาหารเหลือทิ้ง โดย
– เพิ่มค่าขยะอาหารในห้างใหญ่ บังคับแยกขยะ-เก็บข้อมูล-ทำบัญชีขยะอาหาร
– อาหารเหลือทิ้งแลกสินค้าเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมให้ชุมชนทำปุ๋ยจากอาหารเหลือทิ้ง เพื่อเป็นคูปองซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ ขยะเหลือทิ้ง 1 กิโล แลกได้ 1 บาท
6.ด้านพื้นที่สีเขียว ปลูกป่าแลกเงิน เพิ่มพื้นที่สีเขียว โดย
– ต้นไม้ปลดหนี้ รัฐจ่ายหนี้ค้างให้เกษตรกร ในฐานะค่าเช่า แลกกับการใช้ที่ดินของเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น
– ต้นไม้บำนาญ คนปลูกได้รับรายได้เป็นรายเดือน 1,200 บาท/ไร่/เดือน เป็นเวลา 20 ปี
– ต้นไม้ทุนรัฐบาล อุดหนุนงบเกษตรกรปลูกป่า 4,000 บาท/ไร่ ในช่วงเวลา 3 ปี
– ต้นไม้ชุมชน อุดหนุนปลูกป่าชุมชน 4,000 บาท/ไร่/ปี จำนวน 1,000 ชุมชน
– เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ด้วยการเพิ่มงบท้องถิ่น
พรรคยังประกาศ
2)นโยบายเชิงรับ ดังต่อไปนี้
1.ช่วยประชาชนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นแล้ว
2.มีกองทุนปรับตัวรับมือภัยพิบัติ-น้ำท่วม
3.เตือนภัยทั่วถึง ครอบคลุมทุกท้องถิ่น
4.ท้องถิ่นประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติได้
5.ทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดรายลุ่มน้ำ
6.มีศูนย์พักพิง-อพยพที่มีมาตรฐาน โดยท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณ
7.ชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและทันควัน
8.ประกันภัยพืชผล ฟรี ในทุกพื้นที่รับน้ำ
นอกเหนือจากนโยบายด้านโลกร้อนแล้ว พรรคก้าวไกลยังมีนโยบายสิ่งแวดล้อมในมิติอื่น ๆ อีก เช่น การจัดการขยะ ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาช้างป่า ปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหามลพิษทางแสง
ยังมีพรรคการเมืองอีกหลายพรรคที่นำเสนอนโยบายในเรื่องนี้ ที่นำเสนอนโยบายของพรรคเพียงสองพรรคข้างต้น เพราะเห็นว่าเป็นพรรคหนึ่งที่กำลังรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนอีกพรรคหนึ่งมีรายละเอียดในเชิงนโยบายมากพอสมควร บทความนี้คงไม่สามารถนำนโยบายของพรรคต่าง ๆ มาเสนออย่างครบถ้วนได้ จึงขอทดแทนโดยเสนอบทวิเคราะห์นโยบายโลกร้อนของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยสังเขปดังนี้
ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลกตามการประเมินของ Global Climate Risk Index แสดงว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญสำหรับเรา มีพรรคการเมืองบางพรรคเสนอให้เลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินภายในปี พ.ศ. 2580 หรือส่งเสริมการใช้มอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่ดี แต่นโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ถูกบางพรรคการเมืองลดทอนลง จนเหลือเพียงการสร้างรายได้จาก “คาร์บอนเครดิต” ของเกษตรกร ซึ่งเป็นการแปลงนโยบาย “สิ่งแวดล้อม” เป็นนโยบาย “ปากท้อง” ทั้งที่การจะสร้างรายได้ดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง และทำให้คุณภาพคาร์บอนเครดิตไทยสูงขึ้นนั้น จะต้องพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะต้องดำเนินการในด้านต่าง ๆ อีกมาก
นโยบายที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่พรรคการเมืองหลายพรรคนำเสนอคือ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยแผงโซล่าร์ หรือเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ในขณะเดียวกันก็มีพรรคการเมืองหลายพรรคเสนอนโยบายลดค่าไฟฟ้าหรืออุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม เช่น เกษตรกร หรือแก่ประชาชนทั่วไปทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้
ปัญหา PM2.5 เป็นปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนปีละกว่า 3 หมื่นคนและยังมีผลกระทบด้านสุขภาพต่อประชาชนจำนวนมาก มีพรรคการเมืองหลายพรรคที่เสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น นโยบายในการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า การห้ามเผาป่าและแปลงเกษตร
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะเกิดผลสำเร็จได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือของหลายกระทรวง ซึ่งจะเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองจึงควรสร้างฉันทามติร่วมกัน รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
โคทม อารียา

