สมรภูมิการเลือกตั้งทั่วไปในรอบนี้ของพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้นอาจจะไม่ใช่การตัดสินอนาคตทางการเมืองของประเทศเสียทั้งหมด แต่ก็มีนัยสำคัญยิ่ง
แต่ต้องแจ้งท่านผู้อ่านย้อนหลังไว้ก่อนว่าบทความนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะมีการส่งรายชื่อผู้สมัครรายเขตและบัญชีรายชื่อในวันรับสมัครอย่างเป็นทางการ ดังนั้นอาจจะยังมีบางอย่างพลิกผันได้
ที่ผมเขียนว่าสมรภูมิเลือกตั้งทั่วไปในรอบนี้ใน กทม.ไม่ใช่การตัดสินอนาคตทางการเมืองของประเทศทั้งหมดก็เพราะว่า สมรภูมิการเมืองของ กทม.นั้นมีความพิเศษเฉพาะตัวของมันในระดับหนึ่ง
แต่ก็ต้องเตือนสติกันด้วยว่า สนาม กทม.ไม่ใช่สนามการเมืองในอุดมคติทางทฤษฎีที่เชื่อว่าทุกอย่างในการเลือกนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเป็นชนชั้นกลางเสมอไป และเชื่อว่าชนชั้นกลางเป็นพลังประชาธิปไตย
อีกทั้งยังไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงด้วย และไม่มีระบบอุปถัมภ์ ทั้งที่มีแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของเขตเลือกตั้ง และอาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีผลต่อผลการเลือกตั้งทั้งหมด
ประการแรก สนามเลือกตั้ง กทม. นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อครั้งที่แล้ว และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. และสมาชิกสภา กทม. สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่เอาประยุทธ์
ดูคะแนนการเลือกตั้งใหญ่ 2562 จะพบว่ากรุงเทพฯที่เคยเชียร์พรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่การเกิดขึ้นของเสื้อเหลือง ได้หันออกจากการรัฐประหารและการไม่เอาประยุทธ์มาแล้ว

ลองดูคะแนนจากงานวิจัยเก่าของผมที่นำเสนอกับสถาบันพระปกเกล้า (คะแนนนี้อาจมีปรับตัวเลขอีกทีแต่จำนวนสัดส่วนของแต่ละพรรคไม่ได้เปลี่ยน) จะพบว่าพรรคอนาคตใหม่นั้นได้คะแนนมากที่สุด แต่ก็สูสีกับอันดับสองคือพรรคพลังประชารัฐ
อันดับสามคือพรรคเพื่อไทย และอันดับสี่คือพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนอื่นๆ คือร้อยละ 17.81 ซึ่งอาจจะมาจากการเลือกแบบหัวแหลกหัวแตกกับพรรคเล็ก หรืออาจจะรวมพรรคเสรีรวมไทยไปด้วย
สิ่งที่พึงพิจารณาคือ พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ถึง 12 เก้าอี้ พรรคอนาคตใหม่ได้ 9 พรรคเพื่อไทยได้ 9 และพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ ไม่ได้เลย
ดูตรงนี้อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป เพราะพรรคเพื่อไทยส่งยี่สิบเขต อีกสิบเขตเป็นพรรคไทยรักษาชาติ แต่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนจึงไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตัวคะแนนพรรคอนาคตใหม่ว่าเป็นคะแนนพรรคอนาคตใหม่จริงไหม
บอกได้แค่ว่า พรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยนั้นสูสีและแข่งกันเดือด ดังที่ลองไปพิจารณาการแข่งกันของการเลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่แทนคุณสิระของพรรคพลังประชารัฐ ที่อันดับหนึ่งคือพรรคเพื่อไทย และอันดับสองคือพรรคก้าวไกล
ไม่ต้องนับเรื่องคะแนนเลือกตั้ง กทม.ในระดับ ส.ก. ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เห็น
สิ่งที่ควรคาดเดาและไม่เป็นที่สงสัยคือ กทม.เขาไม่เอาประยุทธ์มาแต่ไหนแต่ไร (แต่อย่าลืมว่า การเลือกตั้งเมื่อ 2544 และ 2548 นั้นไทยรักไทยก็ชนะ กทม.ถล่มทลายมาแล้ว)
พูดง่ายๆ คือ เมื่อ 2562 คนไม่เอาประยุทธ์ใน กทม.คือ ร้อยละ 73.77
สำคัญเพราะพรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยอภิสิทธิ์นั้นประกาศไม่เอาประยุทธ์ (อย่างน้อยก็มาร่วมรัฐบาลกับประยุทธ์ เหมือนที่อภิสิทธิ์ทำ)
ถามว่าในรอบนี้ ฝั่งของระบอบเอง มีทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคอย่างหมอวรงค์อีก ก็คงจะแย่งคะแนนกันมากอยู่ และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทยยิ่งสงวนท่าทีว่าจะเอาประยุทธ์แน่หรือเปล่าด้วย
สรุปอีกด้านคือ คะแนนพรรคพลังประรัฐเดิมคือคะแนนที่ฝ่ายที่ร่วมรัฐบาลเดิมจะมาตักตวงแบ่งกันไป ทำให้หัวแหลกหัวแตกเข้าไปอีก และเหลือไปพรรครวมไทยสร้างชาติเท่าไหร่ก็คือคะแนนของประยุทธ์นั่นแหละครับ
พูดง่ายๆ คือ คะแนนของพลังประชารัฐรอบที่แล้วก็จะต้องถูกแบ่งออกไปอีก รวมทั้งคะแนนพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังไม่แน่ไม่นอน เพราะ มีทั้งสายอภิสิทธิ์ สายชวน สายจุรินทร์ และสายพี่เอ้
มิพักต้องกล่าวถึงว่า ส.ส.เดิมทั้งหมดใน กทม.ของพรรคพลังประชารัฐนั้นแยกย้ายไปพรรคอื่นแล้ว ส่วนมากไปพรรคภูมิใจไทยกับพุฒิพงศ์แม่ทัพเก่า และยังกระจายไปพรรคอื่นด้วย
คราวนี้พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเป็นพรรคเดียวที่ชัดเจนถึงความนิยมของประยุทธ์ ซึ่งคงไม่มีอนาคตทางการเมืองใน กทม.
ส่วนต่อมาที่ต้องวิเคราะห์คือคู่ชกสำคัญใน กทม.จึงเป็นคู่ชกของพรรคก้าวไกล กับพรรคเพื่อไทย
ถ้ายังไม่นำเอาระบบเลือกตั้งใหม่มาพิจารณาเรื่องคะแนนบัญชีรายชื่อ เอาแค่เขตอย่างเดียว จะพบว่าพรรคก้าวไกลเองก็จะต้องเจอความเป็นจริงทางการเมืองที่ชัดเจนว่ารอบนี้พรรคเพื่อไทยนั้นลงเต็มทุกเขต เหมือนรอบ ส.ก.และหนักกว่า ส.ก.ตรงที่คราวนี้มีหัวขบวนอย่างแพทองธาร เศรษฐา และนายใหญ่จากดูไบมาเติมสีสันผ่านรายการออนไลน์
แต่สิ่งที่พรรคก้าวไกลเชื่อว่ามีก็คือคะแนน first time voter หรือผู้เลือกตั้งที่เลือกครั้งแรกโดยเฉพาะที่ผ่านเหตุการณ์ม็อบเยาวชนมาแล้ว น่าจะเติมเข้ามาในฝั่งพรรคก้าวไกล
คะแนนคนที่ผิดหวังจากพรรคเพื่อไทยก็อาจจะย้ายมาที่พรรคก้าวไกล
และคะแนนจากพรรคประชาธิปัตย์เดิมที่ผิดหวังกับจุรินทร์ก็คงจะตามมาด้วย
ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นก็พยายามยืนยันในการเลือกตั้งทางยุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไรให้ first time voter คราวที่แล้วไม่เลือกพรรคก้าวไกลต่อ ซึ่งทางสองแพร่งของพรรคเพื่อไทยก็คือ พยายามชี้ให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยก็ยังมีอุดมการณ์ก้าวหน้าทางการเมือง ไม่ต่างจากพรรคอนาคตใหม่ หรือจะเลือกไปในทางเศรษฐกิจ คือทำให้ first time voter คราวที่แล้วเป็น first jobber แล้วสนใจปากท้องมากกว่าเรื่องการเมืองฮาร์ดคอร์
การเปิดตัวแคนดิเดตคนที่สองของเพื่ือไทยยิ่งเป็นแรงเหวี่ยงกลับไปที่พรรคก้าวไกลให้เข้มข้นเรื่องการเมืองมากขึ้น เพื่อรักษาฐานคะแนนของตนไม่ให้ย้ายไปพรรคเพื่อไทย
เพราะพรรคเพื่อไทยต้องดึงคะแนนที่เขาเชื่อว่าเป็นของเขาคืนมาจากคราวที่แล้วที่เสียไปกับการยุบพรรคไทยรักษาชาติ และต้องสร้างคะแนนใหม่โดยดึงคะแนนมาจากพรรคก้าวไกล
ไม่แปลกหรอกครับที่ความรุนแรงในการปะทะกันทางความคิดปัจจุบันกลายเป็นพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายรัฐประหาร เพราะขั้วรัฐประหารตอนนี้ตัวใครตัวมันกันหมด ได้คะแนนหลังเลือกตั้งแล้วค่อยมาเจรจากัน เพราะยังไงก็มี ส.ว.อยู่ในมือ
การหยิบคะแนนไปมากันนี้เองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เห็นว่าคะแนนของชัชชาติเมื่อครั้งเป็นผู้ว่าฯนั้นไม่ได้สะท้อนคะแนนแค่ของพรรคเพื่อไทย แต่สะท้อนคะแนนพรรคก้าวไกลบางส่วน และยังสะท้อนคะแนนของฝ่ายไม่เอาทักษิณ เพราะชัชชาติมีทุนทางการเมืองในหลายมิติที่ฝ่ายไม่เอาทักษิณก็รับได้


แม้ว่าเขตเลือกตั้งจะไม่เท่ากัน คือ เมื่อเลือกตั้งปี 2562 มี 30 เขต ส.ก.มี 50 และในรอบนี้มี 33 สิ่งที่จะเห็นก็คือ พรรคเพื่อไทยดูจะรักษาพื้นที่เดิมได้แน่นหนาที่สุด พรรคก้าวไกลแทบจะรักษาพื้นที่เดิมไม่ได้มาก แต่ต้องไม่เชื่อเรื่องนี้ไปทั้งหมด เพราะพรรคก้าวไกลไม่ได้เน้นทำพื้นที่เท่ากับภาพรวมของ กทม.และการเมืองระดับประเทศ และ ส.ส.พรรคก้าวไกลบางคนก็ไม่ได้ไปต่อกับพรรคก้าวไกล
จาก 9 เก้าอี้มีทั้งย้ายและไม่ลงสมัคร ตอนนี้คนเก่าเหลือลงพื้นที่แค่ 3 คนในรอบนี้ และเทรนนี้เป็นทั้งประเทศ คือพรรคก้าวไกลเอาคนใหม่มาเติมในศึกครั้งนี้
ขณะที่พรรคเพื่อไทยนั้น เดิมมี 9 มาได้สุรชาติ เทียนทอง เพิ่มจากเลือกตั้งซ่อมเป็น 10 รอบนี้เสียออกไปสาม คือ ประเดิมชัยไปพรรคภูมิใจไทย เก่ง การุณ และอนุดิษฐ์ แต่ได้เติมเข้ามาคือ กานต์กนิษฐ์ และจิรวัฒน์ และเดิมที่เหลือคือเจ็ด ฉะนั้นคือ เพื่อไทยมีอดีต ส.ส.พื้นที่ลงรักษาพื้นที่แล้วสิบ
แต่ข้อมูลนี้ยังต้องนำมาพิจารณาอีกว่าในบางพื้นที่ทั้งพรรคอนาคตใหม่เดิม และพรรคเพื่อไทยนั้นอาจจะได้ที่สองมาก่อน ดังนั้นรอบนี้ก็ยังมีลุ้นกันอีกหลายที่หากคะแนนเสียงพลังประชารัฐแตกออกมา และบางพื้นที่ที่ประชาธิปัตย์เคยจ่ออยู่ก็อาจจะมีลุ้น (แต่ต้องระวังว่ารอบนี้พื้นที่แบ่งใหม่กันอีกหลายเขต)
และเมื่อดูให้ดี พื้นที่ที่น่าสนใจในรอบนี้จากการพยายามสับซอยพื้นที่เขตเลือกตั้งใหม่ของ กทม. จะพบความน่าสนใจอยู่สามพื้นที่หลัก คือ ฝั่งธน และ กทม.ตอนเหนือคือ บางเขน จตุจักร ลาดพร้าว และ กทม.ตะวันออกใกล้ คือ แถวสะพานสูง บางกะปิ ประเวศ
ตัวผมเองไม่ได้คิดว่าการสับเขตของ กกต.รอบนี้เป็น gerrymandering ในแง่ของการแบ่งเขตให้ใครได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ เพราะพื้นที่ กทม.ไม่ใช่ของประยุทธ์แน่ๆ และพรรครัฐบาลก็ได้พื้นที่คืนยาก เว้นแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามเอาพื้นที่เก่าแถวบางขุนเทียน จอมทอง บางบอน บางส่วนคืนมาได้
ส่วนสำคัญคือการไม่เข้าใจของ กกต.เองที่เชื่อว่าจะต้องแบ่งเขตให้มีความเสมอกันมากที่สุด และไม่ค่อยได้คำนึงถึงความเป็นจริงทางสังคมวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่
เพราะเขต กทม.นั้นไม่ค่อยได้เท่ากันมากนัก โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าและฝั่งธนชั้นใน เพราะเป็นเขตเก่า พื้นที่น้อย
ขณะที่เขตกลางๆ นั้นจะถูกหั่นออกเละเทะเป็นการผสมแขวงขึ้นมาเอง ทำให้ ส.ส.นั้นยังงงว่ารอบหน้านี้จะดูแลพื้นที่ไหน
หัวคะแนนก็งง
และที่สำคัญคือไม่เข้าใจหลักการว่า การเป็น ส.ส.ก็ต้องดูแลพื้นที่อย่างเป็นระบบเพราะเขาคือคนที่จะเข้าไปในสภาเพื่อตั้งกระทู้ถามกับรัฐส่วนกลางว่าพื้นที่ต่างๆ ที่เขาดูแลทำไมถึงเกิดปัญหา
สิ่งนี้คือสิ่งที่ ส.ก.และ ผู้ว่าฯกทม.ทำไม่ได้
ในเรื่องสุดท้ายที่ผมคิดว่ายังมีความสำคัญคือ เราไม่ควรวิเคราะห์กันแค่ตัวเลข เราควรวิเคราะห์ต่อเนื่องไปในพื้นที่จริงว่ามีสภาพภูมิศาสตร์เศรษฐกิจสังคมอย่างไร (บ้านมีรั้ว ชุมชน ตึกแถว คอนโด) พรรคได้กุมคะแนนส่วนไหน
และตั้งคำถามท้าทายว่าความเป็นตัวแทนของผู้สมัครที่ชนะหรือแพ้นั้นสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

