หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : บทเพลง ‘ฉู่’ เสนาะใน เสียงปี่ เซี่ยงหวี่ ล่ม

30.03.23 | 12:11 น.

วิถีแห่งกลยุทธ์ : บทเพลง ‘ฉู่’ เสนาะใน เสียงปี่ เซี่ยงหวี่ ล่ม

หากอ่าน “แลหลังแดนมังกร” เล่ม 3 สำนวนแปล ถาวร สิกขโกศล ย่อมประสบเข้ากับบทว่าด้วย “เพลงฉู่รอบด้าน”
เป็นการล้อมปราบ “ฌ้อปาอ๋อง” ด้วย “บทเพลง”
แต่หากอ่านยุทธนิยาย “ไซ่ฮั่น” สำนวนแปลฉบับ “วังหลัง” ก็ย่อมสัมผัสได้ในบทเพลงจาก “ปี่”
เดือนยี่ ฤดูหน้าหนาว
น้ำค้างตกเย็นทั่วไปทั้ง 4 ทิศ จะดูฟ้าก็สูง แม่น้ำก็กว้าง ฤดูนี้คนทั้งปวงได้ความเวทนานัก
ที่จากบ้านเมืองมาต้องกระทำศึกนั้น
บิดา มารดาแลบุตรภรรยาอยู่ภายหลังก็ยืนกอดรออยู่ ถึงมีเรือกสวนแลไร่นาก็จะทิ้งรกร้างไว้ไม่มีผู้ใดจะทำ
เพื่อนบ้านที่ไม่ต้องไปทัพอยู่พรักพร้อมกันก็จะอุ่นสุรากินเล่นเป็นสุข

นั่นคือบรรยากาศในห้วงแห่งเสียงเพลงดังขึ้นในยามราตรี คำถามย่อมอยู่ที่ว่าสภาพการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ย่อมต้องหาคำตอบจาก ถาวร สิกขโกศล
ฌ้ออ๋อง เซี่ยงหวี่ และฮั่นอ๋อง เล่าปัง ทำศึกติดพันกันไม่รู้ผลแพ้ชนะ หลังจากฮั่นอ๋องตีเมืองเฉิงเกาคืนได้แล้ว สั่งทัพอยู่ด้านตะวันออกของภูเขากว่างอู่ซาน ฌ้ออ๋องตั้งทัพอยู่ด้านตะวันตกของภูเขาลูกเดียวกัน
วันหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายนัดเจรจากันที่ริมฝั่งแม่น้ำเชิงเขา
เซี่ยงหวี่กล่าวว่า “บ้านเมืองไม่สงบสุขเพราะทั้งสองสู้รบติดพันกันเป็นเหตุ เพื่อไม่ให้ราษฎรเดือดร้อนต่อไปเราควรมาประลองฝีมือตัดสินแพ้ชนะกัน”
เล่าปังพูดเหน็บแนมว่า “เรายินดีแข่งปัญญากับเจ้า ไม่ใช่แข่งกำลัง”
เซี่ยงหวี่โกรธมาก เอาธนูยิงใส่เล่าปังทันที เล่าปังได้รับบาดเจ็บที่หน้าอก แต่แสร้งทำท้าแล้วร้องด่าว่า
“ไอ้ถ่อย ทำเท้าเราบาดเจ็บ”
เล่าปังได้รับบาดเจ็บ แต่ยังแข็งใจออกตรวจเยี่ยมค่าย บำรุงขวัญทหาร เพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายฉู่ฉวยโอกาสเข้าโจมตี
ออกเยี่ยมราษฎร จัดสุราอาหารเลี้ยงดู ประชาชนจึงรักใคร่ พากันมาสวามิภักดิ์

หากอ่านยุทธนิยาย “ไซ่ฮั่น” สำนวนแปลวังหลังการทั้งหมดเกิดขึ้นจากสมองก้อนโตของหานซิ่นผสานเข้ากับจางเหลียง
เมื่อเชิญจางเหลียงมาหารือ หานซิ่นแจ้งว่า
“ข้าพเจ้าดูพระเจ้าฌ้อปาอ๋องกระทำศึกมากับเราเห็นว่าบรรดาทหารในกองทัพเราไม่มีผู้ใดที่จะต้านทานกำลังของพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ แลกำลังพระเจ้าฌ้อปาอ๋องจำนวน 8,000 นั้นก็รบพุ่งเป็นใจเดียวกันทั้งสิ้น
จะคิดประการใดถึงจะให้แตกแยกออกจากพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้
ข้าพเจ้าคิดยังไม่เห็นก็ให้มีความวิตกนัก นอนตามิหลับ จึงให้เชิญซินแสมาในกลางคืนหวังจะขอความคิดแลกลอุบายบ้าง”
ข้อพิจารณาและข้อเสนอของจางเหลียงคือ

เมื่อข้าพเจ้าเที่ยวไป ณ เมืองเหนือพบผู้วิเศษคนหนึ่งชำนาญเป่าปี่แก้ว ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงปี่แล้วก็ให้คิดสลดใจ
มาตรว่าผู้ใดน้ำใจกระด้างดุจดังหนึ่งเหล็กแลศิลาก็มิอาจแข็งขืนได้
แต่คนผู้นั้นก็มักพอใจเสพสุรานัก ข้าพเจ้าก็ปรนนิบัติให้ชอบน้ำใจจึงเข้าร่ำเรียนวิชาอันนี้ได้
อันเสียงปี่อันนี้ถ้ามนุษย์ได้ฟังแล้วให้คิดถึงมารดาและบุตรภรรยานัก
ครั้งนี้ข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นหน้าใบไม้หล่น ลมพัดเสมออยู่เวลากลางคืน ในพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะขึ้นไปเป่าปี่อยู่บนเขากีสัว
ให้ได้ยินมาถึงเขากีสาน
จะให้ทหารพระเจ้าฌ้อปาอ๋องทั้งปวงมีน้ำใจสลดลงรำลึกถึงบ้านช่องของตัว ละทิ้งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเสียให้จงได้
ไม่ให้ท่านแม่ทัพต้องรบพุ่งเสียลูกเกาทัณฑ์ด้วยเลย

Advertisement

ข้อเสนอของจางเหลียงต่อหานซิ่นเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ “แลหลังแดนมังกร” ระบุตามสำนวนแปล ถาวร สิกขโกศล ว่า
ฝ่ายฮั่นมีไพร่พลและเสบียงอาหารพรั่งพร้อม
ฝ่ายฌ้อเหลือไพร่พลน้อย เสบียงอาหารขาดแคลน เซี่ยงหวี่วิตกกังวลยิ่งนักจึงขอหย่าศึกแบ่งดินแดนกัน
ปล่อยตัวพ่อและเมียเล่าปังซึ่งจับเป็นไว้เป็นเชลยตั้งแต่ศึกเมืองเผิง
จางเหลียงและเฉินผิง แนะเล่าปังว่า “ครั้งนี้เป็นโอกาสทองที่จะทำลายฌ้อ ‘อย่าเลี้ยงเสือไว้กัดตัวเอง’ เป็นอันขาด”
เล่าปังเชิญเจ้าเมืองต่างๆ มารวมกัน แบ่งเป็น 4 ทัพบรรจบที่ไกเซี่ยโอบล้อม
เมื่อเสียงเพลงดังขึ้นจึงกลายเป็นยุทธการโอบล้อมทั้งโดยกองทัพและโดยการตีเข้าที่ใจอย่างหนักหน่วง
เป็นบทเพลงอย่างที่ปรากฏผ่าน “ไซฮั่น”

พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต
ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง
ว่าจากเรือนเหมือนนกมาจากรัง
อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย
ถึงยามค่ำย่ำฆ้องจะร้องไห้
ร่ำพิไรรัญจวนหวนละห้อย
โอ้ ยามศึกดาวก็เคลื่อนเดือนก็คล้อย
น้ำค้างย้อยเย็นฉ่ำที่อัมพร
หนาวอารมณ์ลมเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยชื่น
ระรวยรื่นรวยรินกลิ่นเกสร
แสนสงสารบ้านเรือนเพื่อนที่นอน
จะอาวรณ์อ้างว้างอยู่วังเวง
วิเวกแว่วแผ่วเสียงสำเนียงปี่
พวกโยธีทิ้งทวนชนวนเขนง
คงนั่งโงกโยกเยกหลับทับกันเอง
เสนาะเพลงเพลินหลับระงับไป
จังหรีดหริ่งสิงสัตว์สงัดเงียบ
เย็นยะเยียบหย่อมหญ้าพฤกษาไสว
น้ำค้างพรมลมสงัดไม่กวัดไกว
ทั้งเพลิงไฟโทรมซาบไม่วาบวูฯ

ทั้งหมดนี้ล้วนดำเนินไปตามที่ หานซิ่น กับ จางเหลียง ร่วมกันคิดและวางแผน และดำเนินปฏิบัติการครบถ้วน
กงซิ่นเหวยซ่าง การโจมตีทางใจ
คำว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” มีรากฐานจากการทำศึกโดยมิต้องออกแรง อย่างนี้เองเมื่อสามารถสยบกระทั่งใจของฝ่ายตรงข้ามได้
อาวุธอื่นใดก็เกือบไม่มีความหมาย
ความน่าสนใจของสถานการณ์มิได้อยู่ที่การสยบใจของเหล่าไพร่พลให้ท้อแท้หดหู่ หมดอาลัยตายอยาก
หากที่สำคัญยังอยู่ที่วาระสุดท้ายของฌ้อปาอ๋อง