เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2476 (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามเพียง 1 ปีเศษ) ได้มีการลงนามระหว่างประเทศในอนุสัญญา
กรุงมอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (Montevideo Convention on Rights and Duties of the states) ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมภาคีชาติอเมริกาครั้งที่ 7 ณ กรุงมอนเต
วิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่
ของรัฐ โดยบอกถึงสถานะความเป็นรัฐที่สมบูรณ์เอาไว้ จัดว่าเป็นอนุสัญญาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกยึดถือเป็นมาตรฐานของสิทธิและหน้าที่ของรัฐเอกราชทั้งหลายในโลกนี้ และเป็นหลักในการรับรองความเป็นรัฐที่เกิดขึ้นใหม่ว่ารัฐที่สมบูรณ์ทุกรัฐนั้น รัฐเหล่านี้ต้องมีคุณสมบัติอยู่ 4 ประการ ซึ่งปัจจุบันมีรัฐ (state) 195 รัฐในโลกที่มีคุณสมบัติพร้อมทั้ง 4 ประการ คือ
1) ต้องมีประชากร โดยรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลกคือรัฐวาติกันที่มีประชากรประมาณ 800 คน ส่วนรัฐที่มีประชากรมากที่สุดคือสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน
2) ต้องมีดินแดนที่แน่นอนบนพื้นผิวโลก รัฐที่มีดินแดนน้อยที่สุดคือรัฐวาติกัน มีเนื้อที่ไม่ถึงครึ่งตารางกิโลเมตร (0.445 ตารางกิโลเมตร) ส่วนรัฐที่มีเนื้อที่มากที่สุดคือรัสเซีย มีเนื้อที่กว่า 17 ล้านตารางกิโลเมตร
3) ต้องมีรัฐบาล รัฐบาลคือองค์การหรือคณะบุคคลที่ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ
4) ต้องมีอำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตยคืออำนาจสูงสุดเหนือดินแดนและประชากรของรัฐเพื่อใช้ในการบริหารปกครองรัฐ รัฐต้องเป็นรัฐที่สามารถมีอำนาจสูงสุด (อำนาจอธิปไตย) เหนือดินแดนและประชากรของรัฐจึงจะสามารถเรียกว่า “รัฐ” ได้
สำหรับคุณสมบัติขององค์ประกอบ 3 ประการแรกของรัฐนั้นดูไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นรูปธรรมจับต้องได้แต่คุณสมบัติขององค์ประกอบที่ 4 คืออำนาจอธิปไตย (sovereignty) ออกจะไม่ชัดเจนเพราะเป็นนามธรรมจับต้องโดยตรงไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการทำสนธิสัญญากันระหว่างรัฐทั้งหลายให้รับรองและยอมรับซึ่งอำนาจอธิปไตยแก่บรรดารัฐทั้งปวงที่มีองค์ประกอบ 3 ประการแรกคือ ประชากร, ดินแดนที่แน่นอน, และรัฐบาล ซึ่งสนธิสัญญานั้นมีอยู่ 2 ฉบับได้ทำขึ้นใน พ.ศ.2191 (ตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) สนธิสัญญาทั้งสองฉบับทำขึ้นในแคว้นเวสต์ฟาเลีย คือ สนธิสัญญาออสนาบรึคและสนธิสัญญามึนสเตอร์ ตามชื่อเมืองในแคว้นเวสต์ฟาเลียจึงเป็นสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม 30 ปี ระหว่างรัฐฝ่ายคาทอลิกกับฝ่ายโปรเตสแตนต์ในยุโรปตะวันตกที่ประกอบด้วยคณะผู้แทนทางการทูต 194 รัฐน้อยใหญ่ในยุโรปตะวันตกได้ตกลงรับรองอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดเหนือประชากรและดินแดนของทั้ง 194 รัฐดังกล่าวจึงรวมเรียกว่า “สันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย” นั่นเอง
สันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลียจึงถือเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นของอำนาจอธิปไตยอันเป็นที่ยอมรับเป็นองค์ประกอบของรัฐเอกราชทุกรัฐตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาและเป็นหมุดหมายของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันเพราะสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือการเคารพในอธิปไตยของแต่ละรัฐนั่นเอง ดังนั้นการที่รัสเซียรุกรานยูเครนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบันจึงถูกประณามและต่อต้านจากรัฐส่วนใหญ่ในโลกนั่นเอง
สำหรับท่านที่ไม่ค่อยสันทัดในประวัติศาสตร์ยุโรปโดยเฉพาะประวัติศาสตร์เยอรมนีอาจจะสงสัยว่าสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลียเพื่อยุติสงคราม 30 ปีนั้นมีคณะผู้แทนทางการทูต 194 รัฐน้อยใหญ่ในยุโรปเลยทีเดียวหรือเพราะปัจจุบันนี้ (พ.ศ.2566) มีประเทศในทวีปยุโรปเพียง 50 รัฐเท่านั้นเอง
ครับ! พระเจ้าชาร์เลอมาญแห่งอาณาจักรแฟรงก์ (ฝรั่งเศสโบราณ) ได้รวบรวมดินแดนของจักรวรรดิโรมันตะวันตกเดิมเข้ามาไว้ในอาณาจักรแฟรงก์ ดังนั้นสันตะปาปาลีโอที่ 3 แห่งกรุงโรมจึงได้แต่งตั้งให้พระเจ้าชาร์เลอมาญขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” ใน พ.ศ.1343 ซึ่งจักรพรรดิชาร์เลอมาญถือเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปในสมัยกลาง
หลังจากจักรพรรดิชาร์เลอมาญตายไป จักรวรรดิก็ถูกแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือประเทศฝรั่งเศสกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ซึ่งมีแต่ชาวเยอรมันและไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย) จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์นี้มีการปกครองแบบนครรัฐดังนั้นจึงมีรัฐใหญ่น้อยอยู่เต็มไปหมด บางครั้งในประวัติศาสตร์เคยมีรัฐอยู่ในดินแดนเยอรมนีร่วม 300 รัฐเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นใน พ.ศ.2191 ที่มีผู้แทนรัฐต่างๆ ในยุโรป 194 รัฐมาประชุมจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

