เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ ตื่นมาอย่างเอื่อยๆ งัวๆ เงียๆ เดินไปต้มน้ำ ชงกาแฟดื่มเรียกความสดชื่น
ขณะสัมผัสแรกของกลิ่นอันน่าพิศวงกระทบนาสิกประสาท ฉุกคิดขึ้นมาถึงเรื่องหนึ่ง เพิ่งอ่านเจอที่ไหนสักแห่งหนึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟ และเมื่อหันไปมองปฏิทินข้างฝา ก็พบว่าพอดิบพอดีเหลือเกิน – 10 ธันวาคม
วันเดียวกันนี้ สำหรับประเทศไทยเป็น “วันรัฐธรรมนูญ” (ขณะนี้ยังไม่มี)
แต่สำหรับชาวเวียดนาม 10 ธันวาคม เป็น “วันกาแฟเวียดนาม” (ว้าวว)
8-11 ธันวาคม ที่นครโฮจิมินห์ สมาคมกาแฟโกโก้เวียดนาม จัดงานแฟร์อย่างอลังการ เปิดเวทีพูดคุยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้อย่างเข้มข้นจริงจัง เป้าหมายก็เพื่อผลักดันการพัฒนากาแฟ ช่วยให้ผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศรู้จักกาแฟเวียดนามมากขึ้น
คาดว่าเม็ดเงินจะสะพัดส่งท้ายปีโดยไม่ต้องออกมาตรการช้อปช่วยชาติ หรือฟรีภาษีท่องเที่ยวเหมือนบางประเทศ
นึกถึงงานวันกาแฟเวียดนาม กลิ่นกาแฟหอมๆ ก็ลอยมาเลยทีเดียว ลองคิดภาพตามสิครับ ไม่ว่าจะเดินไปจุดไหน บูธใด จะมีแต่คนหยิบยื่นกาแฟให้ได้ลองลิ้มชิมรส
รับรอง งานนี้ “ยายต้องกลับบ้านเอง” (ตาค้าง – ฮา)
เพิ่งรู้ครับว่า เวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากบราซิล) สมาคมกาแฟโกโก้เวียดนาม เผยตัวเลขเม็ดเงินจากการส่งออกในแต่ละปี ลองคิดกลมๆ ราว 3,700 ล้านดอลลาร์ แปลงค่าเป็นเงินไทยก็ประมาณ 130,000 ล้านบาท
ถามว่าทำไม “วันกาแฟเวียดนาม” ต้อง 10 ธันวาคม ของทุกปี ?
ชาวเวียดนามถือเอาวันที่โฮจิมินห์ หรือ “ลุงโฮ” อดีตประธานาธิบดี เดินทางไปเยี่ยมชมไร่กาแฟ “ด็องเหว” ใน จ.เงะอาน เมื่อปี 2504 หรือเมื่อ 55 ปีที่แล้ว
น่าสนใจครับ
สำหรับประเทศไทย เท่าที่รู้คือยังไม่มี “วันกาแฟไทย” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ แต่ถ้าถามถึงอัตราการบริโภคภายในประเทศนั้น ไม่เป็นสองรองใครแน่ๆ
อนาคตผู้ดื่มกาแฟในประเทศไทย มีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ เมล็ดกาแฟสารพัดชนิด สารพัดแบรนด์เดินทางเข้ามาอย่างไม่มีขาดสาย
ขนาดพ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ของผมในต่างจังหวัด เมื่อก่อนแทบไม่เคยรู้จัก และยังเห็นว่ากาแฟเป็นยาเสพติด ไปดูเถอะทุกวันนี้ต้อง “ทรี อิน วัน” เป็นอย่างแรกในตอนเช้า
พูดถึงญาติโกโหติกาแล้ว มีอีกงานหนึ่งที่อยากช่วยประชาสัมพันธ์ให้บ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง
“เทศกาลลูกชิ้นยืนกิน” ครั้งแรกของโลก !!!
อย่าเพิ่งตกใจ ไม่ได้ล้อเล่น งานนี้จัดขึ้นจริงๆ ระหว่างวันที่ 6-7 มกราคม 2560 พบกันที่ลานหลังสถานีรถไฟบุรีรัมย์
ในงานจะได้พบกับร้านลูกชิ้นหลากหลาย ตั้งเรียงรายให้ได้ยืนกินชนิดไม่อิ่มไม่ต้องกลับ อีกทั้งยังมีการแข่งขัน “กินลูกชิ้นชิงแชมป์โลก” ชิงเงินรางวัลกว่า 100,000 บาท
ถามว่า ทำไมต้องลูกชิ้น? ทำไมต้องยืนกิน? ทำไมต้องสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ?
เรื่องนี้คงต้องคุยกันยาว เพราะลงลึก ซึมซ่านอยู่ในระดับวัฒนธรรมของจังหวัดเชียวล่ะ (ฮา)
ไม่เชื่อ ลองใช้คำว่า “ลูกชิ้น” ค้นในกูเกิ้ล แล้วเว้นวรรค “สถานีรถไฟ”
เกือบ 100% มันจะขึ้นโดยอัตโนมัติให้ว่า “ลูกชิ้น สถานีรถไฟบุรีรัมย์”
นี่แหละ งานกินลูกชิ้นระดับโลก (ฮา)

