หน้าแรก คอลัมนิสต์ สัญญาที่พรรคก...

สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้แก่ประชาชน

2.04.23 | 12:30 น.

สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้แก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 พรรคการเมือง 31 พรรคได้ลงนามในเอกสาร “สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้แก่ประชาชน” โดยมีผู้นำศาสนา ตัวแทนจากสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศ และตัวแทนองค์การภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ร่วมเป็นพยานในการลงนาม ถ้าพรรคการเมืองรักษาสัญญารวมทั้งเจตนารมณ์ของสัญญา ผมเชื่อว่าการเมืองหลังการเลือกตั้งจะเป็นการเมืองที่โปร่งใสกว่าที่ผ่านมา

ผมคิดว่าคำสัญญาของพรรคการเมืองมิใช่คำกล่าวกันเล่นๆ แต่น่าจะหนักแน่นจริงจัง อย่างไรก็ดี คำสัญญาเขียนไว้สั้นๆ จึงขอถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจและตีความว่า คำสัญญามีหลักการและเหตุผลอย่างไร และมีคุณประโยชน์อย่างไรถ้าสังคมการเมืองจะช่วยกันทำคำสัญญาให้เป็นจริง โดยจะกล่าวถึงคำสัญญาแต่ละข้อดังต่อไปนี้

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 1 ว่า

“จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ต่อเมื่อมีเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับกลุ่มของพรรคการเมืองที่มีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

Advertisement

คำสัญญาในข้อนี้มีไว้เพื่อให้รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้น เป็นรัฐบาลที่มาจากการเห็นชอบ (consent) ของประชาชน คือได้รับเสียงสนับสนุนที่เป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดของประชาชน และเพื่อให้รัฐบาลดังกล่าวสามารถบริหารราชการได้อย่างมีเสถียรภาพตามควร ถ้าเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร จะไม่สามารถผ่านกฎหมายที่สำคัญได้ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ. งบประมาณแผ่นดิน ที่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อนจึงจะไปที่วุฒิสภา อีกประการหนึ่ง ถ้ามีญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่เสนอในสภาผู้แทนราษฎร กรณีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น หลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะต้องไม่เห็นดีเห็นงามกับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ที่ต้องยืนยันเช่นนี้ เพราะมีความเป็นได้ที่กลุ่มพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีสู่การพิจารณาของรัฐสภาที่ประกอบด้วยทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ขอยกฉากทัศน์ (scenario) ที่เป็นไปได้ โดยมีตัวเลขสมมุติเพื่อเป็นตัวอย่าง ดังนี้
– กลุ่มพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรมีเสียงสนับสนุน 280 เสียง และเสนอชื่อ ก. เป็นนายกรัฐมนตรี

– กลุ่มพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรมีเสียงสนับสนุน 170 เสียง และเสนอชื่อ ข. เป็นนายกรัฐมนตรี

– พรรคการเมืองที่เหลือมี ส.ส. ในสังกัด 50 เสียง และไม่เสนอชื่อผู้ใด หรือไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อเนื่องจากมี ส.ส. ไม่ถึง 25 คน

– ในการออกเสียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อลดอำนาจ ส.ว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มี ส.ว. เห็นด้วยกับการลดอำนาจดังกล่าว 23 คน อีก ประมาณ 227 คน ไม่ขอลดอำนาจตนเอง ฉากทัศน์สุดขั้วที่เป็นไปได้คือ ส.ว. ทั้ง 227 คนนี้ลงคะแนนให้ ข. ซึ่งรวมกับ ส.ส. 170 คน ได้คะแนนทั้งหมด 397 เสียง ซึ่งเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา (ตั้งแต่ 376 เสียงขึ้นไป) ข. ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะสามารถชวนพรรคการเมืองที่มี ส.ส. รวมกัน 50 เสียงมาร่วมรัฐบาล ก็ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ดี จะพลิกกับเป็นเสียงข้างมากได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มพรรคการเมืองเสียงข้างมากเดิมไม่ทำตามสัญญา พลิกกลับมาสนับสนุน รัฐบาล ข.

– รัฐบาลเสียงข้างมากที่มี ก. เป็นนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นได้ ถ้ามีสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 96 คน ลงคะแนนให้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก ส.ส. 50 เสียงที่ไม่เสนอชื่อผู้ใด และอีกส่วนหนึ่งมาจาก ส.ว. ที่เคารพเสียงข้างมากของประชาชน

– มีความเป็นไปได้ว่า ในการลงคะแนนรอบแรก ทั้ง ก. และ ข. จะได้คะแนนเสียงไม่ถึง 376 เสียง จะต้องลงคะแนนอีก หรือมีการต่อรองว่า กลุ่มเสียงข้างมากยอมเปลี่ยนมาเสนอชื่อ ค. ซึ่งเป็นผู้ที่ ส.ว. ยอมรับได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ก. หรือไม่

– กรณีนายกรัฐมนตรีคนนอก (ผู้ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้) มีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะมาตรา 272 ระบุว่า คนนอกเช่นนั้นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่าสองในสาม หรือไม่น้อยกว่า 500 เสียง

– แม้พรรคการเมืองส่วนใหญ่จะให้สัญญาว่าจะให้ความร่วมมือในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ก็มีพรรคการเมืองบางพรรคที่ไม่ให้สัญญาเช่นนี้ แล้วอาจจะพยายามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยถ้าชิงธงนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ก็อาจเชิญพรรคการเมืองบางพรรคไปกอบกู้ให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก เช่น ลงแรงประกบตัวผู้นำทางการเมืองบางคนไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร อย่างที่เคยทำ

– ดังนั้น ผู้ที่เคารพเสียงข้างมากจะต้องตื่นตัวแต่เนิ่น ๆ ชวนประชาชนให้ช่วยกันเฝ้าระวังเสียงของเรา และกระตุ้นเตือนจิตสำนึกทั้งของ ส.ส. และ ส.ว. ให้เคารพเสียงข้างมากโดยไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมใด ๆ

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 2 ว่า

“เมื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะนำนโยบายที่แต่ละพรรคใช้ในการหาเสียงมาบูรณาการกันอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญแก่นโยบายร่วมกันนี้”

– แม้จะไม่เขียนเป็นคำสัญญา แต่หลังการเลือกตั้ง เพื่อให้การรวมกลุ่มพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น พรรคการเมืองควรถือหลักปฏิบัติอันเป็นสากล ซึ่งเราเคยถือปฏิบัติกันมาในบางครั้งที่ไม่มีการแบ่งขั้วชัดเจน คือให้โอกาสพรรคการเมืองที่มีคะแนนนำจัดตั้งรัฐบาลในลำดับก่อน หากไม่สำเร็จก็ให้โอกาสแก่พรรคการเมืองในลำดับคะแนนถัดไป

– คำสัญญาข้อ 2 นี้มีนัยว่า หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ขอให้บุคคลผู้นั้นเชิญพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลมาถกแถลงพูดคุยในเรื่องนโยบาย เพื่อนำนโยบายที่แต่ละพรรคใช้ในการหาเสียงมาบูรณาการเป็นนโยบายร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินที่ทุกพรรคร่วมรัฐบาลให้ความเห็นชอบและพร้อมจะนำไปปฏิบัติใช้ในแต่ละกระทรวงต่อไป ทั้งนี้ เพื่อลดโอกาสที่รัฐมนตรีแต่ละคนจะยึดนโยบายของตนหรือของพรรคของตนแทนที่จะยึดนโยบายร่วมดังกล่าวในการบริหารราชการ

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 3 ว่า

“จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองในการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือไม่”

– คงจำกันได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันเคยแจ้ง “นโยบายเร่งด่วน” ต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินว่า จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมถึงมาตรา 256 ที่อยู่ในหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการมาศึกษาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเปิดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชนหลากหลายกลุ่ม แล้วจัดทำรายงานว่าควรแก้ไขมาตรา 256 พร้อมทั้งเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ด้วย ต่อมารัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการมายกร่างญัตติแก้ไขเพิ่มเติมตามผลของการศึกษาดังกล่าว คณะกรรมาธิการจึงเสนอว่า ผู้ที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงโดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

– เมื่อนำญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่ง แล้วตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาการแปรญัตติต่าง ๆ จากนั้นจึงเสนอเข้าสู่รัฐสภาในวาระที่สอง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมาก เมื่อผ่านวาระที่สองแล้ว ต้องพักการพิจารณา 15 วัน ในช่วงเวลา 15 วันที่สำคัญนี้ ฝ่ายผู้มีอำนาจเกิดไหวตัวว่าถ้ามีการเลือกตั้ง สสร. จะเป็นการตั้งต้นใหม่ (reset) ระบบการเมืองของไทยหรือไม่ แล้วฝ่ายตนจะไปต่ออย่างไร สถานการณ์ดูไม่น่าไว้วางใจ จึงมี ส.ส. และ ส.ว. กลุ่มหนึ่งคิดว่าน่าจะเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจเช่นนั้น เพียงแต่ต้องสถาปนาอำนาจดังกล่าวโดยขอให้ถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจึงลงมติในวาระที่สามไม่รับญัตติร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระที่สอง

– เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเป็นเอกฉันท์ เสนอให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการลงประชามติถามประชาชนในเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

– เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 วุฒิสภามีมติ 157 ต่อ 12 เสียง ไม่เห็นด้วยกับการส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการในเรื่องประชามติ ทำให้มติของสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นผล

– พรรคการเมืองที่คงเส้นคงวาจึงได้ให้คำสัญญาในข้อ 3 นี้ว่า จะดำเนินการให้มีการลงประชามติถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากมีเจตจำนงทางการเมืองเช่นนี้ คณะรัฐมนตรีก็เริ่มดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้รัฐสภาเสนอแนะมา

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 4 ว่า

“จะสนับสนุนให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน”

– โดยสัญญาข้อนี้ พรรคการเมืองแสดงความห่วงใยร่วมกันต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงถึงตายมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้ว และเห็นด้วยกับการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐบาลกับผู้เห็นต่าง ซึ่งดำเนินการมากว่าสิบปีแล้ว ว่าเป็นวิถีทางที่ควรใช้เพื่อหาทางออกจากความรุนแรงสู่ความสงบสุข จึงให้คำมั่นว่าจะเร่งรัดการแก้ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการเจรจา

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 5 ว่า

“จะดำเนินนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชน มีอำนาจการตัดสินใจในเรื่องของท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะพิจารณาโอนงาน งบประมาณ และบุคลากรจากราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไปสู่ราชการส่วนท้องถิ่นมากขึ้นอย่างเพียงพอ”

มีการพูดเรื่องการกระจายอำนาจมานานมากแล้ว หลายพรรคการเมืองก็มีนโยบายในเรื่องนี้ จึงขอให้พรรคร่วมรัฐบาลบูรณาการนโยบายนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นผล ทั้งนี้ การกระจายอำนาจการตัดสินใจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่น จะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คนในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการทำนุบำรุงระบอบประชาธิปไตยจากฐานราก

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 6 ว่า

“จะส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมการรวมกลุ่มของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายการดูแลผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจในการออม และสนับสนุนให้แรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม รวมถึงลูกจ้างส่วนราชการและลูกจ้างทำงานบ้าน เข้าสู่ระบบการประกันสังคมอย่างครอบคลุมและทั่วถึง”

นโยบายนี้เป็นการยึดหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็นสากลในการบริหารราชการแผ่นดินและการออกกฎหมาย โดยมุ่งเน้นความเป็นธรรมในสังคม คุณภาพชีวิต การออมและสวัสดิการที่ทั่วถึง

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 7 ว่า

“จะกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกที่เป็นข้าราชการการเมืองใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบ เพื่อให้คุณหรือให้โทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้เคารพความเป็นกลางของข้าราชการประจำ”

นัยของคำสัญญาข้อนี้เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม คือพรรคการเมืองสัญญาว่าจะไม่ใช้อำนาจรัฐทำให้ฝ่ายตนได้ประโยชน์หรือได้คะแนนเสียงมาโดยมิชอบ หรือทำให้ฝ่ายอื่นเสียเปรียบหรือสูญเสียคะแนนเสียงอันพึงมีพึงได้

พรรคการเมืองมีคำสัญญาข้อที่ 8 ว่า

“จะสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ให้ผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีศักยภาพได้เป็นผู้นำทางการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้บริหารพรรคการเมือง ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น”

– เป็นที่ทราบดีว่า แม้ผู้หญิงจะมีบทบาทสูงในทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองเท่าที่ควร แต่ไหนแต่ไรมา เรามี ส.ส. หญิงเพียง 10 ถึง 15 % จัดอยู่ใน 3 ประเทศท้าย ๆ ในบรรดาประเทศอาเซียน ขณะที่ในประเทศที่พรรคการเมืองสนับสนุนผู้หญิงให้มีบทบาททางการเมือง จะมีสัดส่วนของ ส.ส. หญิงระหว่าง 30-40 %

– การเพิ่มบทบาททางการเมืองของผู้หญิงมักมีผลดีในด้านความสมดุลของนโยบาย คือผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจแก่นโยบายด้านสังคมและครอบครัว มากกว่านโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งโดยทั่วไป จะให้เวลาและมีความมุ่งมั่นในการทำงานสูง

– วิธีที่พรรคการเมืองจะทำได้มี อาทิ เพิ่มจำนวนผู้หญิงในคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ ส.ส. หญิงเป็นประธานกรรมาธิการในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ให้มีรัฐมนตรีหญิงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผู้หญิงให้ลงสมัครรับเลือกตั้งให้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เช่น ถ้าตั้งเป้าหมายให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อที่เป็นหญิงในสัดส่วน 1 ใน 3 ก็จัดทำบัญชีรายชื่อให้มีผู้หญิง 1 คน ทุก 3 คนที่เรียงตามลำดับรายชื่อ

– แม้ว่าคำสัญญาข้อนี้ไม่ระบุเป้าหมายตัวเลข และคงจะสายเกินไปสำหรับการทำให้เป็นไปตามเป้าหมายตัวเลข สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่คำสัญญาข้อนี้เป็นนิมิตหมายอันดีว่า การเพิ่มบทบาททางการเมืองของผู้หญิงเป็นการดำริที่ชอบ และพรรคการเมืองมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายเยี่ยงอารยประเทศในเร็ววัน

ตามที่นักการเมืองปวารณาที่จะทำตามคำสัญญา ขอให้เราอนุโมทนาและให้กำลังใจแก่พวกเขา ขอให้ทำการสำเร็จจนเป็นที่ประจักษ์ว่า นักการเมืองส่วนใหญ่คือผู้อุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และพึ่งพาได้ในอันที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง และยั่งยืน

โคทม อารียา