นับจากสัปดาห์นี้เป็นต้นไป สังคมไทยก็จะร่วมกันนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม อย่างเป็นทางการ
เมื่อมีการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต รวมถึง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และมีการเปิดเผยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมืองกันแบบชัดๆ
อย่างไรก็ตาม แม้สังคมกำลังเคลื่อนหน้าไปสู่วันเลือกตั้ง แต่กระแสการเมืองกลับดูไหลเลื่อนไปเรื่อยๆ แบบนิ่งๆ
เมื่อโพลส่วนใหญ่บ่งชี้คล้ายคลึงกันว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะชนะเลือกตั้งหนนี้อย่างขาดลอย (ส่วนจะถึงเป้าหมายแลนด์สไลด์ 310 เสียงหรือไม่ คงต้องไปดูกันหน้างาน)
ในแง่เวทีการดีเบตของสื่อมวลชนสำนักต่างๆ เอง ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มีกระแสใหม่ถูกจุดขึ้นมาให้ดังเปรี้ยงปร้าง
กล่าวคือ นักการเมืองหน้าเดิมคนไหนที่มีทักษะในการสื่อสารกับสาธารณชนอยู่แล้ว ก็ยังมีคนดู คนฟัง (ตลอดจนแฟนคลับ-แฟนด้อม) ให้การตอบรับอย่างล้นหลามเช่นเดิม
ส่วนใครที่มีปัญหาในการสื่อสาร ก็ยังทำได้ไม่ดีเหมือนเดิม
และใครที่ไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบต ก็ยังพยายามหลีกเลี่ยงที่จะ “เล่นเกม” นี้ ไม่แตกต่างจากเดิม
แม้จะพอเห็น “คนหน้าใหม่” บางส่วนที่เริ่มฉายแววออกมาบ้าง แต่ก็ยังไม่มีใครที่สามารถสร้างอิมแพกต์ใหญ่ๆ ต่อสังคมการเมืองได้อย่างชัดเจน
เมื่อนำส่วนเสี้ยวเหล่านี้มาประกอบกันเป็นภาพใหญ่ บางคนจึงมองว่าการเลือกตั้ง 2566 จะเหมือนกับการเลือกตั้ง 2548 และ 2554 ที่เห็นแววคนชนะขาดมาตั้งแต่ต้น และไม่มีใครจะหยุดยั้งกระแสแห่งชัยชนะดังกล่าวลงได้
คำถาม-ความท้าทายเล็กๆ ที่พอจะมีอยู่บ้างในการเลือกตั้ง 2566 คือ ถัดจากเพื่อไทย บรรดาพรรคการเมืองไซซ์กลางค่อนข้างใหญ่ จะประสบชะตากรรมอย่างไร
เริ่มตั้งแต่ก้าวไกลที่คะแนนในโพลต่างๆ มาเป็นเบอร์สองตลอด ซึ่งน่าจะส่องสะท้อนไปถึงคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อได้พอสมควร
แต่คำถามที่หลายคนสงสัยหรือกระทั่งดูแคลน ก็คือ ก้าวไกลจะได้ ส.ส.เขต มากน้อยแค่ไหน เมื่อไม่มีเงื่อนไข/ตัวช่วยแบบตอน “ยุบไทยรักษาชาติ” แถมคู่ต่อสู้ของพรรคยังไม่ใช่แค่บ้านใหญ่ตามจังหวัดต่างๆ แต่ต้องสู้กับกระแสเพื่อไทยแลนด์สไลด์ด้วย
ภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีกระแสนิยมในโพลเลย แปลความได้ว่าภารกิจปักธงในพื้นที่ กทม. (ที่สู้กันด้วยกระแส) อาจเป็นงานยาก แต่ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่านี่คือพรรคที่น่าจะได้ ส.ส.เขต เป็นกอบเป็นกำ จนอาจกลายเป็นพรรคใหญ่อันดับสองภายหลังการเลือกตั้ง
ระหว่างพรรคพลังประชารัฐของ “ลุงป้อม” กับพรรครวมไทยสร้างชาติของ “ลุงตู่” พรรคไหนจะประสบความสำเร็จและสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองได้มากกว่ากัน
แม้รวมไทยสร้างชาติจะมีคะแนนกระแสในโพลดีกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ในฝ่ายขวาหรือในขั้วรัฐบาลประยุทธ์ จนอาจเป็นอีกพรรคที่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เกิน 10 ที่นั่ง แต่หลายคนไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองนี้จะสู้ในสนาม ส.ส.เขต ได้เก่งแค่ไหน
ผิดกับพลังประชารัฐที่น่าจะได้ ส.ส.เขต เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่า ทว่าแนวทาง “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ก็ดูจะเป็นจุดขายที่สร้างกระแสนิยมวงกว้างไม่ได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยที่ยังมีความขัดแย้งลึกซึ้งดำรงอยู่ และยังมีการต่อสู้ที่สลับซับซ้อนอยู่ตรงฉากหลัง ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า กระแสการเมืองของการเลือกตั้ง 2566 จะไหลไปเรียบๆ เรื่อยๆ สู่อนาคตอันแจ่มชัด ดังภาพที่เรากำลังเห็นอยู่ในทุกวันนี้
โดยไม่เกิดเหตุพลิกผันบางอย่าง ที่ทำให้สถานการณ์ในภาพรวมผันแปรไป ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง
ปราปต์ บุนปาน

