เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
“พระพรหมคุณาภรณ์” (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน เพิ่งเข้ารับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็น “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์”
ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “เจ้าประคุณสมเด็จ” เป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนา ผู้ผลิตงานวิชาการสำคัญๆ มาอย่างต่อเนื่อง
บทความชิ้นนี้จะขออนุญาตพาผู้อ่านย้อนกลับไปพิจารณาเนื้อหาบางส่วนในงานเขียนเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน ชื่อ “สถาบันสงฆ์ในสังคมไทย” ของท่าน
ซึ่งมีบางแง่คิดที่ยังคงความ “ร่วมสมัย” มาถึงปัจจุบัน
เนื้อหาหลักส่วนหนึ่งของงานชิ้นนั้น คือการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สถาบันสงฆ์” กับ “ประชาชน” ที่เสื่อมลง
หลายคนมักโทษว่าเป็นผลมาจาก “วัฒนธรรมตะวันตก” ซึ่งหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว และกลายเป็น “ฝ่ายที่สาม” สอดแทรกกลางระหว่างคู่ความสัมพันธ์เดิม
อย่างไรก็ดี เจ้าประคุณสมเด็จมองว่าการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตก “เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น ซึ่งห้ามมิได้” และอาจมิใช่ตัวการหลักที่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ประชาชน” กับ “วัด” ทรุดเสื่อมลง
ก่อนที่ท่านจะอธิบายถึงสาเหตุแท้จริงของความเสื่อมทรุดดังกล่าว ดังนี้
“ฉะนั้นตัวสาเหตุที่แท้จริง น่าจะไม่ใช่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับความเจริญที่เข้ามาใหม่ แต่น่าจะเกิดจากการที่ประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นโดยลำพัง พยายามหมุนตัวปรับตัวเข้าหาและรับความเจริญใหม่นั้น โดยปราศจากความเหนี่ยวรั้งจากพระสงฆ์ ซึ่งเคยเป็นหลักยึดแนะนำในทางสติปัญญามาแต่เดิม
“ขณะเดียวกัน พระสงฆ์ไม่ค่อยจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และยึดถือหน้าที่ในการรักษาขนบธรรมเนียมแต่เดิมเข้าไว้ เริ่มอยู่โดดเดี่ยวยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับประชาชนก็ค่อยๆ ห่างออกไปทุกที
“เมื่อสังคมของชาวบ้านมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ได้เรียนรู้วิชาการที่ทางตะวันตกนำเข้ามาเผยแพร่ หรือไปเรียนมาจากตะวันตกเอง ระยะเวลาผ่านไปพอสมควร หันมามองดูสังคมสงฆ์ซึ่งอยู่ในวงล้อมของสังคมชาวบ้านนั่นเอง ก็เริ่มมองเห็นเป็นสิ่งแปลกประหลาด เริ่มเกิดความไม่เข้าใจกัน
“ประชาชนรุ่นใหม่เห็นว่า วิชาการที่เรียนจากตะวันตกเป็นความรู้ของผู้เจริญแล้ว ใครไม่รู้ก็เป็นผู้คร่ำครึ และชอบที่จะตีความ พิจารณาและทำความเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่าง ในขอบเขตของวิชาการเหล่านี้เป็นพื้นฐาน
“ฝ่ายพระสงฆ์ไม่ได้เรียนรู้วิชาการเหล่านี้มาก็พูดจากับคนรุ่นใหม่นี้ไม่รู้เรื่อง เป็นเหมือนผู้ที่เกิดอยู่คนละยุคคนละสมัย หรือใช้ภาษาพูดคนละภาษา ไม่มีสื่อกลางที่รู้ร่วมกันซึ่งจะเป็นเครื่องชักนำเข้าหาสิ่งที่ยังไม่รู้…
“ฝ่ายพระโทษว่า คนรุ่นใหม่ไม่เคารพศาสนาและประเพณี และคลั่งไคล้ในวัฒนธรรมตะวันตก ฝ่ายคนรุ่นใหม่ก็เห็นว่าพระเป็นบุคคลคร่ำครึ พูดจาไม่รู้เรื่อง ด้อยในทางสติปัญญา…
“ฐานะของพระสงฆ์นั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นผู้นำในทางจิตใจ และเรื่องจิตใจนี้ก็จะต้องรวมถึงสติปัญญาด้วย เป็นของแยกกันไม่ออก
“เมื่อคนเห็นว่า พระด้อยทางสติปัญญาเสียแล้ว ความคิดที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นอันไม่มี ชะงักเสียแต่เริ่มแรก ศรัทธาหรือความนิยมนับถือในการที่จะถืออย่างตาม ก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปพูดกันให้รู้เรื่อง มองเห็นไปว่าสถาบันสงฆ์เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย
“เมื่อพิจารณาถึงขั้นนี้ จึงเห็นว่าจุดสำคัญแท้จริงของปัญหาอยู่ตรงที่ว่า คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกว่าพระสงฆ์ขาดภาวะผู้นำในทางสติปัญญา
“และจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดนี้เอง คือ การสร้างภาวะผู้นำทางสติปัญญาขึ้น…”

