หน้าแรก คอลัมนิสต์ วาทกรรม ‘ให้ค...

วาทกรรม ‘ให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย’ ต้องถูกเวลา และจังหวะอารมณ์สังคม : โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล ปกรณ์นิมิตดี

14.12.16 | 14:00 น.

คําพูดที่ดี แต่น้ำเสียงคนพูดไม่ดี ก็อาจทำให้คำพูดหรือคำกล่าวที่ดีกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้ ในทางกลับกัน คำพูดที่ไม่ถูกหู แต่น้ำเสียง หรืออารมณ์กล่าวด้วยความจริงใจ มันก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ดีได้ เฉกเช่น คำกล่าว ประโยคข้อความลักษณะที่ว่า ผมจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ครับ

บทความนี้ได้ประกายความคิดจากกรณีหัวข้อข่าว “ชายพิการ” เหยื่อ 6 โจ๋โหดรุมทำร้ายร่างกายชายพิการ ก่อนแทงคอจนเสียชีวิต และเนื่องจากกรณีข้อเท็จจริงตามข่าว โจ๋เหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นลูกหลานของพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย

ในคดีอาญา ที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหากระทำความผิด เมื่อผู้ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ (มาตรา 2(11) ป.วิ.อาญา)

พนักงานสอบสวนในฐานะต้นทางแห่งสายน้ำกระบวนการยุติธรรม ย่อมสามารถมีบทบาทหน้าที่กึ่งตุลาการได้อยู่แล้ว กล่าวคือ ต้อง สอบสวนว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับหรือมอบตัวเองว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ มิใช่สอบสวนเพื่อหาความผิดแต่เพียงอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าหากนำมาพิจารณาประกอบกับวาทกรรมที่ว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ย่อมแสดงความเป็นกลางของพนักงานสอบสวนได้เป็นอย่างดี

เฉกเช่นเดียวกับพนักงานอัยการ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ได้ให้อำนาจหน้าที่แก่พนักงานอัยการในการสั่งคดี เมื่อได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนในสองลักษณะด้วยกัน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ต้องหา กล่าวคือ

Advertisement

1.เห็นควรสั่งฟ้อง
2.เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง

หากพนักงานอัยการเห็นว่าผู้ต้องหามิใช่ผู้กระทำความผิด โดยดูจากพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว การสั่งไม่ฟ้องก็คือ การให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ต้องหา แต่ในทางกลับกัน..

หากพนักงานอัยการเห็นว่าผู้ต้องหาคือผู้กระทำความผิด โดยดูจากพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว การสั่งฟ้องก็คือการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายนั่นเอง

ฉะนั้น วาทกรรมที่ว่า จะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ย่อมแสดงความเป็นกลางของพนักงานอัยการได้เป็นอย่างดีอีกเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร ที่แพร่ ขยาย กระจายตัวในสื่อออนไลน์ อันไปได้เร็วกว่าสื่อกระดาษสมัยก่อน ประกอบกับการให้ข่าวของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบ่อยครั้งในคดีดังที่ประชาชนให้ความสนใจ

คำพูดคำจาของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีย่อมสามารถถูกนำมาเป็นประเด็นสร้างข่าวในสังคมได้ และหากผู้ต้องหา หรือจำเลยเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ การให้ข่าว แม้จะเป็นความคิดความเห็นที่มาจากดุลพินิจที่บริสุทธิ์ใจ แต่ก็อาจถูกมองในแง่ลบ เฉกเช่นวาทกรรมที่ว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย อาจมีนัยบวกหรือลบกับคนที่รับสารดังกล่าวได้

เพราะถ้าหากข้อเท็จจริงมันมีหลักฐานเป็นภาพที่สื่อให้คนมองเห็นได้ว่าผู้ต้องหาน่าจะเป็นผู้กระทำผิด ประกอบกับเมื่อผู้ต้องหาถูกจับ หลายคน มักให้การปฏิเสธเป็นปกติอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น คดีข่มขืน ข้อเท็จจริงผู้ต้องหาเคยก่อคดีข่มขืนมาหลายครั้ง แต่พอถูกจับได้ก็มักอ้างว่าผู้เสียหายให้ท่าหรือยินยอมเอง และหากบังเอิญผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องหาเป็นญาติกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเผลอไปให้ข่าวว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้เสียหายเขาจะสบายใจได้หรือครับ

หรืออย่างกรณีข้ออ้างที่ว่าทำเพื่อป้องกันตัว หรือบันดาลโทสะ หากภาพในกล้องที่ถ่ายมันชัดเจนอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังนำคำกล่าวอ้าง ลอยๆ ของผู้ต้องหามาเป็นประเด็นให้ข่าว บอกผมจะให้ความเป็นธรรมกับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอีก ยิ่งอาจทำให้เกิดภาพที่ดูไม่ดีแก่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างมาก

อันที่จริงวาทกรรมที่ว่า จะให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย น่าจะเป็นจิตวิญญาณของผู้ที่ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องสำนึก ตระหนัก และต้องกระทำให้ได้อยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องพยายามออกมาพูดให้สื่อมวลชนรู้ หรือชาวบ้านรู้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมก็ควรต้องทำ แต่หากเพียงต้องการพูดเพื่อให้สื่อสารมวลชนหรือชาวบ้านรู้ว่าฉันเป็นกลาง จริงนะ ไม่เข้าข้างใคร แต่พูดในจังหวะเวลาที่ผิด หรืออารมณ์ของผู้คนหรือสังคมที่เชื่อว่าผู้ต้องหาทำผิดจริง

วาทกรรมที่ว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย อาจจะกลายเป็นมีดที่แทงพนักงานเจ้าหน้าที่ที่กล่าวคำพูดนี้เสียเองก็ได้

ฉะนั้น หากไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนแก่สังคม การพูดว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายใช้ได้ครับ แต่ถ้าหากประจักษ์พยานชัด กล้องถ่ายวิดีโอมันชัด อย่าพูดอะไรมากจะดีกว่าไหม

อย่างไรก็ดี ผู้ต้องหาเขาก็มีสิทธิในการต่อสู้คดีจนถึงที่สุดได้อยู่แล้ว ให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายจะดีกว่าไหม เพราะศาลคือผู้ที่ต้องตัดสินคดีว่าใครผิดใครถูกอยู่แล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล ปกรณ์นิมิตดี
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม