หน้าแรก คอลัมนิสต์ หรือเรากำลัง ...

หรือเรากำลัง ‘สนุก’ จนลืมตาย? : โดย รุจน์ โกมลบุตร

14.12.16 | 14:10 น.

นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา เราได้เห็นการปรับตัวขนานใหญ่ของสื่อทั้งหลายเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ของสังคม เนื้อหาในสื่อถูกลดทอน “ความสนุก” ลง จังหวะลีลาของสื่อถูกปรับให้นุ่มนวล เนิบช้า และสงบนิ่งมากขึ้น

บนรถไฟฟ้า เสียงดังจากสปอตโฆษณาหายไป ภาพคัตเอาต์โฆษณารอบเมืองถูกลดทอนสีสันฉูดฉาดให้ราบเรียบขึ้น ฯลฯ

ตามสื่อต่างๆ เราได้อ่าน ได้ยินเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน เราได้ฟังเพลงที่มีจังหวะช้าลง มีเนื้อหาที่เสริมกำลังใจ หรือใคร่ครวญต่อความหมายของชีวิต

ผู้ที่ไปร่วมกิจกรรมที่สนามหลวงหรือสถานที่สาธารณะต่างๆ ทั่วประเทศ หลายต่อหลายคนบอกว่ามีคนไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก แม้จะดูระเกะระกะไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่ผู้คนก็อยู่ในอาการสงบ ให้ความร่วมมือ ถ้อยทีถ้อยอาศัย และมีท่าทีที่นุ่มนวลต่อกัน ผู้คนอีกจำนวนหนึ่งก็สละเวลาและทุนทรัพย์ส่วนตัวเพื่อไปทำงานให้บริการแก่ผู้อื่น

กล่าวได้ว่า เรากำลังถูกแวดล้อมด้วยสื่อและสภาพสังคมที่ “เย็น” แบบที่แทบไม่เคยเป็นมาก่อน

Advertisement

แน่นอนว่าย่อมมีคนที่คิดเห็นแตกต่างกันต่อสภาพของสื่อเช่นนี้ แต่ในที่นี้ผู้เขียนจะไม่อภิปรายถึงการปรับตัวของสื่อว่าทำได้เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แต่สิ่งที่อยากจะอภิปรายก็คือว่า สภาพสื่อหลังเหตุการณ์ 13 ตุลาคม ทำให้เราเอะใจ จนต้องหันมาตั้งคำถามว่า ก่อนหน้าวันนั้น สื่อส่วนใหญ่ได้นำเสนออะไรแก่เรา รูปแบบสื่อที่หลากหลาย ทั้งวิทยุ ทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ ฯลฯ ที่เป็นสื่อกระแสหลัก ได้นำเสนอเนื้อหาที่ “หลากหลาย” ให้เราหรือไม่

ใช่หรือไม่ว่า ที่ผ่านมาเราถูกสื่อเร่งเร้าให้แสวงหาความสุข เร่งการจับจ่ายใช้สอย เร่งการเดินทาง เร่งการกิน เร่งการร่ำเรียนหนังสือ (จบปริญญาเอกได้ใน 3 ปี) เร่งการทำเงิน เร่งการสะสม ฯลฯ จนอาจไม่ทันรู้ตัว

ตื่นเช้ามา เราถูกฝึกให้ตัดสินถูก-ผิด-ดี-เลว ผ่านรายการข่าวเช้าที่แฝงไปด้วยทรรศนะของผู้ดำเนินรายการ ทั้งที่สื่อควรทำหน้าที่ให้ข้อมูลอย่างรอบด้านมากกว่าทำตัวเป็นคณะลูกขุนที่พิพากษาเสร็จสรรพภายในเวลาไม่กี่นาทีที่เล่าข่าว

ระหว่างวันเราเช็กข่าวสารพัดผ่านสื่อออนไลน์ เราแชร์ข่าวกันเพื่อจะแข่งกันว่าใครจะแชร์ได้เร็วกว่า

ตกเย็นเราถูกสื่อละครหล่อหลอมให้ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องความรวย (แต่ไม่ค่อยเห็นฉากตัวละครทำงานหนัก) ชนชั้น (ลูกของคุณพระย่อมดีกว่าลูกทาส) เพศสภาพ (ชายสำคัญกว่าหญิง ชาย-หญิงดีกว่าเพศทางเลือก) ฯลฯ

เราถูกละครบอกมา 15 ตอนให้กรี๊ดดังๆ หากไม่พอใจ ตบได้เลยหากถูกแย่งสามี ลอบฆ่าได้เลยหากกำลังจะถูกแย่งสมบัติ โดยมาบอกในฉากจบ 5 นาทีสุดท้ายว่า “ทำดี-ได้ดี”
โฆษณาที่เสียงดัง แสงสีวูบวาบส่วนมากบอกเราว่า ความดีคือผอม-ขาว และอวัยวะเพศมีกลิ่นหอม ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จที่แปลว่ารวย

คนต้องการมีสุขภาพดีโดยไม่ต้องอดทนออกกำลังกายให้เหนื่อย เพียงแค่สวมชุดชั้นในอัจฉริยะ หรือกินอาหารเสริมราคาแพง

เด็กจะฉลาดล้ำเพราะดื่มนมและกินอาหารเสริมสูตรพิเศษ มากกว่าการเลี้ยงดูและการเอาใจใส่ของผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายที่ไม่ค่อยมีเวลา เพราะเอาเวลาไปหาเงินซื้อนมวิเศษให้ลูก

เด็กๆ ถูกบอกให้เรียนสูงๆ จะได้รวย เป็นเจ้าคนนายคน ดังนั้น ทางเลือกของเด็กเมื่อโตขึ้นจึงมุ่งหน้าสู่โรงเรียนติว ชีวิตวัยเยาว์ในตอนเย็นและวันหยุดถูกอัดเข้าไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เทคนิคการคิดเร็ว และแนวทางการเดาข้อสอบ ที่แทบไม่ได้พัฒนาทักษะชีวิต

พอโตขึ้นเราก็เร่งทำเงิน เพราะเราถูกบอกว่า “ความรวย” คือคำตอบสุดท้าย เราทำงานไม่ลืมหูลืมตา ความสัมพันธ์กับเพื่อน กับครอบครัว หดหายไป

Carl Honore เขียนเล่าไว้ในหนังสือ “In Praise of Slowness” หรือ “เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น” (แปลโดยกรรณิการ์ พรมเสาร์) ว่า นายหน้าค้าหุ้นชาวญี่ปุ่นชื่อคาเมอิ ชูจิ ทำงานดีมากจนบริษัทของเขายกย่องให้เป็นนักขายที่มีมาตรฐานแห่งการทำงานหนัก เขาทำงานสัปดาห์ละ 90 ชั่วโมง เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความคึกคักแก่ตลาดหุ้น จนกระทั่งปี 2533 เขาเสียชีวิตกะทันหันด้วยโรคหัวใจล้มเหลวด้วยวัย 26 ปี

กลับมาที่บ้านเรา สปอตโฆษณาบอกเกษตรกรว่า ไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป เพียงแค่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาสารพัด ฯลฯ โดยไม่เคยบอกข้อมูลที่รอบด้านว่าปุ๋ยและยาเป็นต้นทุนมากแค่ไหน ส่งผลเสียอย่างไร

ปี 2550 ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าไทยทำไร่ข้าวโพด 5.9 ล้านไร่ ปัจจุบันตัวเลขจากกรมพัฒนาที่ดินพบว่าไทยปลูกข้าวโพดเพิ่มเป็น 7.8 ล้านไร่ ในนั้นเป็นพื้นที่ป่า 3.7 ล้านไร่ ขณะที่เกษตรกรมีหนี้ในปี 2554 ครัวเรือนละ 5.9 หมื่นบาท แต่ปี 2557 หนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 100,977 บาท

นั่นแปลว่าพื้นที่ป่าสาธารณะถูกทำลายมากขึ้น เกษตรกรทำงานหนักมากขึ้น แต่หนี้สินในบ้านก็เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความร่ำรวยของกลุ่มทุนไม่กี่นามสกุล

และเพื่อให้เราทำงานได้มากขึ้น ในเวลาที่เท่าเดิม เราก็จำเป็นต้องหาตัวกระตุ้น นั่นก็คือยากระตุ้นประสาทและกาแฟที่เข้าถึงได้สะดวกยิ่งกว่าห้องสมุด หอศิลปะ โรงมหรสพแสดงดนตรี สวนสาธารณะ และศูนย์เด็กเล็กรวมกัน ฯลฯ

ใช่หรือไม่ว่า ทั้งหมดทั้งปวงนี้อาจจะเรียกได้ว่า เราถูกสื่อปลูกฝังให้ “สนุก” จนลืมตาย

ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าเราควรมี “สื่อเย็น” ตลอดไปนับจากวันที่ 13 ตุลาคม แต่เราควรจะมีสื่อที่ให้ทางเลือกอื่นๆ แก่เราในช่วงเวลาปกติ ฝึกให้เราไม่เร่งรีบ คืนความสงบให้จิตใจ ฝึกให้เรารับฟังกัน ไม่ด่วนสรุป ทำให้เราหันมาใส่ใจแก่เพื่อน ครอบครัว และธรรมชาติ มากกว่าถูกบอกให้ทำงานหาเงินจนตัวตาย

ท่านพุทธทาสภิกขุเคยพูดถึง “ตายก่อนตาย” ว่า (สารคดี, พฤษภาคม 2549) “เมื่อไม่มีกิเลส ก็ไม่มีของร้อน เมื่อนั้นก็เย็น จิตใจก็สงบ นั่นคือนิพพานที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ หรือ ‘นิพพานน้อย’ แล้วจะทำให้เต็มได้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดยใช้สติปัญญาไม่ให้กิเลสเกิด

“นั่นคือ นิพพานอยู่ที่ตายก่อนตาย ทำให้ ‘ตัวกูของกู’ แห่งอุปาทานให้มันหมดเสียก่อน ก่อนที่ร่างกายจะตาย”

คำถามสำคัญคือ สื่อจะปรับตัว จากการ “สนุกลืมตาย” ให้พวกเราได้ “ตายก่อนตาย” กันได้บ้างหรือไม่

โรงเรียนนิเทศศาสตร์จะฝึกสอนนักศึกษากันอย่างไร สปอนเซอร์ทั้งหลายจะให้คุณค่ากับเนื้อหาทางเลือกอื่นๆ บ้างหรือไม่ ผู้ชมจะเข้มแข็งพอที่จะเรียกร้องเนื้อหาอื่นๆ จากสื่อกันได้บ้างไหม

และผู้ผลิตสื่อทั้งหลายจะเปิดใจกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดการกับความท้าทายเหล่านี้อย่างไร เพื่อทำให้กำไรและความรับผิดชอบต่อรสนิยมที่แตกต่างของผู้ชมเดินควบคู่กันไปอย่างสมดุล

รุจน์ โกมลบุตร
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์