หน้าแรก คอลัมนิสต์ นโยบายด้านเด็...

นโยบายด้านเด็กและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของพรรคการเมือง

17.04.23 | 13:40 น.

นโยบายด้านเด็กและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของพรรคการเมือง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีข่าวว่าพรรคการเมือง 11 พรรคเสนอนโยบายด้านเด็ก ส่วนผมอยากให้เน้นเรื่องการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นพิเศษ เพราะว่าเด็กวัย 0 – 3 ขวบนั้นสำคัญมาก วัยนี้จะส่งผลต่อพัฒนาการในวัยต่อ ๆ ไป และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

สมองของเราเริ่มพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และสามารถพัฒนา/เรียนรู้ไปได้เรื่อย ๆ แต่ในช่วงอายุ 0 – 3 ปี เป็นวัยที่มีพัฒนาการของสมองในระดับที่สูงมาก เด็กจะสนใจสำรวจและเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้น การเสริมสร้างศักยภาพสมองของเด็กในวัยนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่จะต้องให้ความใส่ใจ เพื่อให้สมองของลูกน้อยมีโอกาสได้พัฒนาอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพที่สุด

ในประเทศที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรม ประชากรเกิน 90 % อาศัยอยู่ในเมืองและพ่อแม่ส่วนใหญ่ต่างก็ทำงานหารายได้ ถ้าแม่ตั้งครรภ์ ทั้งพ่อและแม่สามารถลางานมาดูแลลูกแรกเกิดได้ เช่น ประเทศเดนมาร์ก พ่อแม่ลามาดูแลลูกได้ 10.7 เดือนโดยได้รับเงินเดือน และลาต่อได้รวมเป็น 18 เดือนโดยไม่รับเงินเดือน ประเทศเยอรมนีให้ลาได้ 14 เดือน และลาต่อได้รวมเป็น 36 เดือน ฝรั่งเศสให้ลาได้ 3.7 เดือน และลาต่อได้รวมเป็น 36 เดือน สำหรับเดนมาร์ก แม้ลาได้เพียง 18 เดือน แต่รัฐจัดให้มีสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน (nursery) ที่เปิดรับเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ส่วนเยอรมนีรับเลี้ยงเด็กอ่อนครึ่งวัน ตั้งแต่อายุ 1 ขวบ ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศส มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่รับเด็กที่มีอายุ 3 ขวบ ดังนั้นสำหรับประเทศทั้งสาม ไม่มีช่องว่างระหว่างการลางานมาดูแลลูกกับการส่งลูกเข้ารับการดูแลจากสวัสดิการของรัฐ ต่างจากประเทศอังกฤษที่ให้ลาได้รวมเป็นเวลา 13.9 เดือน จึงมีช่องว่าง 22.1 เดือน กว่าจะส่งลูกเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้เมื่ออายุย่างเข้า 3 ขวบ

ในกรณีประเทศไทย ข้าราชการมีสิทธิลาไปดูแลลูกเกิดใหม่ได้ 98 วัน และลาต่อโดยไม่รับเงินเดือนรวมเป็นเวลา 188 วัน ผู้ใช้แรงงานในระบบลาได้ 90 วัน และอีก 8 วันโดยไม่รับเงินเดือน สำหรับแรงงานนอกระบบที่เป็นกำลังแรงงานส่วนใหญ่ รัฐไม่ได้จัดให้มีสวัสดิการรองรับการลาคลอด ในการรับเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ผมค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตพบว่า ศูนย์ของ อบต. บางแห่ง รับเด็กอายุ 2 – 4 ขวบ บางแห่งรับตั้งแต่ 2 ขวบครึ่ง ที่ประกาศว่ารับตั้งแต่ 3 ขวบก็มี ทั้งนี้แล้วแต่ความพร้อมของศูนย์แต่ละแห่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือผู้ใช้แรงงาน จะมีช่องว่างระหว่างการลาคลอดกับการส่งลูกเข้ารับสวัสดิการเด็กเล็ก หมายความว่า พ่อและแม่ที่ทำงานทั้งคู่คงต้องพึ่งคุณยายคุณตา (คุณย่าคุณปู่) ช่วยเลี้ยงหลาน หรือพึ่งญาติพี่น้องตามแต่กรณี เว้นแต่ว่าครอบครัวมีฐานะดี สามารถใช้บริการของสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนที่เป็นของเอกชนได้

Advertisement

ปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กถูกโอนให้มาสังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบต. เทศบาล อบจ. รวมไปถึงเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานคร จากสถิติเมื่อกันยายน 2563 กรุงเทพฯมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 291 แห่ง เป็นศูนย์ชุมชน 260 แห่ง อีก 31 แห่งรับโอนจากหน่วยราชการอื่น ศูนย์ทั้งหมดดูแลเด็กเล็กจำนวน 19,086 คน ซึ่งไม่ทราบว่าครอบคลุมประชากรเป้าหมาย (อายุ 2-4 ขวบ) ได้ในสัดส่วนเท่าใด ในเชิงคุณภาพ ได้มีการประเมินว่า ศูนย์ฯ 115 แห่งมีคุณภาพดีมาก 152 แห่งมีคุณภาพระดับดี ส่วนอีก 24 แห่งอยู่ในระดับพื้นฐาน

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตชนบท มีจำนวน 21,036 แห่ง จากการประเมินพบว่ามี 1.885 แห่งที่ต้องปรับปรุงคุณภาพ ในจำนวนนี้ 378 แห่งต้องปรับปรุงคุณภาพอย่างเร่งด่วน ปัญหาที่สำคัญคือการมีบุคลากรที่เพียงพอ และมีคุณภาพมีองค์กรพัฒนาเอกชนองค์กรหนึ่ง ใช้ชื่อว่า 101 Public Policy Think Tank (ชื่อเล่น 101 PUB) ในปี 2565 101 PUB ได้จัดทำโครงการโครงการหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว” (ชื่อเล่น “คิด for คิดส์”) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์วิจัยและสื่อสารความรู้เพื่อตอบโจทย์อนาคต เน้นการทำงานร่วมกับสังคม และสื่อสารตรงกับสาธารณะ ในเรื่องการส่งเสริมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 101 PUB มีข้อเสนอแนะให้ยกระดับคุณภาพของศูนย์ในด้านที่สำคัญ 2 ด้านคือ การยกระดับคุณภาพเชิงกระบวนการ ได้แก่คุณภาพของการดูแลเด็ก /ความรู้ว่าด้วยการดูแลและพัฒนาเด็ก และการยกระดับคุณภาพเชิงโครงสร้าง ได้แก่การมีอุปกรณ์พื้นฐานและเครื่องมือที่เพียงพอ / บุคลากรมีคุณภาพ / เงื่อนไขและแรงจูงใจในการทำงานของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสม

ในด้านการจัดสรรงบประมาณ ปัจจุบัน งบที่รัฐจัดสรรให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและการศึกษาปฐมวัย (ได้แก่การศึกษาในระดับเตรียมอนุบาลสำหรับเด็กอายุ 5-6 ขวบ) มีประมาณ 0.25% ของ GDP ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาจัดสรรงบประมาณให้ระหว่าง 1.3 ถึง 1.7 % ของ GDP และองค์การยูนิเซฟเสนอว่า รัฐควรลงทุนให้แก่เด็กเล็กและเด็กปฐมวัยไม่น้อยกว่า 1% ของ GDP การเพิ่มงบประมาณของรัฐเพื่อการนี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยยกระดับมาตรฐานคุณภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แต่จะต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย

นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและการศึกษาปฐมวัยแล้ว ประเทศไทยยังมีสวัสดิการให้แก่ครัวเรือนเป็นเงินอุดหนุนเด็กปฐมวัย (0 ถึง 6 ขวบ) จำนวน 600 บาท/คน/เดือน สำหรับครัวเรือนยากจนที่มีรายได้เฉลี่ยไม่เกินปีละ 100,000 บาท/คน โดยมีเป้าหมายเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน ให้ครอบครัวได้เลี้ยงดูเด็กอย่างเต็มศักยภาพ บรรเทาปัญหาความยากจนในเด็ก เช่น เด็กได้กินนมแม่ ได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น และเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากขึ้น และแม่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจในการตัดสินใจภายในครัวเรือนมากขึ้น (กรณีโอนเงินตรงไปที่แม่) อย่างไรก็ดี จากการประมาณการในปี 2564 พบว่า โครงการเงินอุดหนุนเด็กปฐมวัยนี้ เข้าถึงเด็ก 1.8 ล้านคน (ประมาณ 43 %) หมายความว่า น่าจะมีเด็กยากจนที่ตกสำรวจอยู่

ในปัจจุบัน มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ตกสำรวจโดยปริยายเพราะนโยบายยังไม่ครอบคลุมถึง ได้แก่เด็กไร้สัญชาติซึ่งมีจำนวนประมาณ 200,000 คน พวกเขายังเข้าไม่ถึงทั้งสวัสดิการทั่วไปและสวัสดิการการศึกษา ส่วนเด็กที่เป็นลูกแรงงานข้ามชาติกว่า 500,000 คน พวกเขามีโอกาสน้อยที่จะเข้าถึงระบบการศึกษาและยังไม่มีโอกาสเข้าถึงระบบสวัสดิการ ที่สำคัญคือ เด็กไร้สัญชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ควรได้รับการยอมรับและมีตัวตนในฐานะคนไทย ส่วนลูกหลานแรงงานข้ามชาติควรเข้าถึงระบบการศึกษาได้ตามศักยภาพที่มี เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาสังคมอนาคตให้น่าอยู่สำหรับทุกคน

นอกเหนือจากการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอแก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแล้ว เราควรเน้นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพด้วย เช่น ในเรื่องการมีวัสดุอุปกรณ์ที่ดีและเหมาะแก่การพัฒนาเด็กเล็ก (โดยเฉพาะอุปกรณ์สำหรับการเล่นที่สร้างสรรค์) การพัฒนาบุคลากรทุกระดับขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นรวมทั้งครูพี่เลี้ยง นอกจากนี้ ควรพิจารณาถึงการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อการเติบโตอย่างสมดุลของเด็ก ควรส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน สร้างพื้นที่ทางกายภาพให้เด็กได้เล่น ทดลอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ

จากการสำรวจว่าเด็กใช้สถานที่ทำกิจกรรมที่ไหนมากที่สุด คำตอบที่ได้ตามลำดับคือ 1. ห้างสรรพสินค้า 2. ตลาดนัด (นอกห้าง) 3. บ้านเพื่อน/ญาติ 4. สนามกีฬา/สนามเด็กเล่น 5. แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อีกประการหนึ่ง แหล่งเรียนรู้ที่ดีกระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง พิพิธภัณฑ์ของรัฐ 743 แห่งส่วนใหญ่อยู่ในเมือง และมีแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยในเมือง คือ TK Park 28 แห่ง และมีศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (TCDC) 3 แห่ง

อีกประเด็นที่ขอกล่าวถึงคือหลักสูตร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดทำคู่มือ “แนวทางการจัดทำหลักสูตรศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่ดี ถ้าครูพี่เลี้ยงและผู้บริหารศูนย์ฯจะได้ศึกษาคู่มือและนำไปประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของแต่ละศูนย์ฯ ก็น่าจะเป็นประโยชน์มาก อย่างไรก็ดี คู่มือเป็นเพียงคู่มือที่พร้อมจะล้าสมัยได้เสมอ หรือไม่ก็ล้ำสมัยเกินไปสำหรับศูนย์ฯบางแห่งในชนบท หลักสูตรจริงจึงควรเน้นความยืดหยุ่นและหมั่นท่องคาถาว่า “เด็กคือศูนย์กลาง ไม่ใช่ครู” โดยเฉพาะครูที่มีความรู้ล้นเหลือจนเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป

ผมได้อ่านหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่งคือ “Thinking in Systems – A Primer” เขียนโดย Donella H. Meadows วิภาดา กิตติโกวิท แปล ใช้ชื่อเรื่องว่า “การคิดในระบบ : กรอบแนวคิดพื้นฐาน” โดยมีชื่อรองว่า “การคิดเชิงระบบของผู้กำหนดนโยบาย” เข้าใจว่าอยากให้ผู้กำหนดนโยบายอ่าน แนวคิดพื้นฐานคือ “ระบบเป็นมากกว่าผลรวมของส่วนประกอบของมัน” มีหลายอย่างที่เพิ่มขึ้นมา เช่น การเชื่อมสัมพันธ์ การมีหน้าที่หรือจุดหมาย การมีสต็อก การป้อนกลับแบบลบหรือที่เรียกว่า “วงรอบสร้างเสถียรภาพ” การป้อนกลับแบบบวกหรือที่เรียกว่า “วงรอบเสริมแรง” อีกทั้งยังมีความล่าช้าหรือ delay time เช่น กว่าระดับของสต็อกจะเปลี่ยน ก็ต้องเพิ่มอัตราและให้เวลาแก่การไหลเข้า หรือต้องลดอัตราและให้เวลาแก่การไหลออก อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยหรือมากในปัจจุบัน จะส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศา หรือ 2 องศาในปี ค.ศ. 2050 นั่นคือ มีความล่าช้ายี่สิบกว่าปี ปัจจัยที่กล่าวมานี้ ทำให้ระบบในโลกแห่งความเป็นจริง มีความซับซ้อนและไม่เป็นเชิงเส้น แต่น่าสังเกตว่า มนุษย์เราชอบสร้างแบบจำลองง่าย ๆ และเป็นเชิงเส้น จึงมักต้องผิดหวังเมื่อแบบจำลองนั้นใช้ไม่ค่อยได้ คือใช้ทำนายอนาคตได้ไม่ค่อยดี แต่เอาเถอะ มีแบบจำลองที่ใช้ไม่ค่อยได้ ดีกว่าไม่มี ที่สำคัญคืออย่าไปยึดมั่นกับมันมากนัก และไม่ควรขึงขังว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ตามที่แบบจำลองของฉันทำนาย

หนังสือเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง “สลิงกี” ซึ่งเป็นขดลวดสปริง พฤติกรรมของสลิงกีแฝงอยู่ในโครงสร้างของสปริง เมื่อเราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับพฤติกรรม เราจะเริ่มเข้าใจว่าระบบทำงานอย่างไร ส่วนใหญ่ระบบจะก่อเกิดพฤติกรรมของมันเอง ผู้อ่านเชื่อไหมว่า

– ผู้นำทางการเมืองไม่ก่อให้เกิดการถดถอยหรือเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ การขึ้นลงเป็นไปตามโครงสร้างของเศรษฐกิจการตลาด

– การเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งการตลาด ขึ้นอยู่กับนโยบายทางธุรกิจของตนเองมากกว่าพฤติกรรมของคู่แข่ง

– ชาติที่ส่งออกน้ำมันไม่ใช่ผู้รับผิดชอบฝ่ายเดียวต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน ชาติที่นำเข้าก็มีส่วนด้วย

– การติดยาเสพติดไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล เมื่อเข้าใจว่าการติดยาเป็นส่วนหนึ่งของชุดอิทธิพลและปัญหาสังคมที่ใหญ่กว่า จึงจะเริ่มจัดการกับมันได้

แล้วการพัฒนาเด็กเล็กเล่า … จะทำอย่างไรดี

คงพอจำคำกล่าวของอริสโตเติลได้ว่า ถ้ามีคานที่ยาวพอ จะงัดโลกใบนี้ทั้งใบได้ แล้วจุดคานงัดระบบอยู่ตรงไหน ส่วนใหญ่เราไม่รู้ จึงมักใช้ญาณทัศนะหรือสัมผัสที่หก ส่วนใหญ่จะพูดเรื่องตัวเลข เช่นเพิ่มงบประมาณ เพิ่มครู เพิ่มการเข้าถึงของเด็ก ฯลฯ ที่ต้องระวังคือ แม้จะเดาจุดคานงัดได้ เราอาจงัดระบบไปในทางตรงกันข้ามกับที่ต้องการ เช่น ไปให้สุดซอย กลับเจอซอยตัน ได้ผลเป็นลบ หนังสือเล่มนี้เสนอจุดแทรกแซงที่ดีกว่าตัวเลข เช่น โครงสร้างสต็อกกับการไหล การระวังความล่าช้า วงรอบป้อนกลับ กฎกับ สิ่งจูงใจ และที่สำคัญคือกระบวนทัศน์ซึ่งการเปลี่ยนจะกระเทือนระบบทั้งระบบ

ในกรณีการพัฒนาเด็กเล็ก ขอเสนอแนวคิดว่า การเล่นของเด็กเล็ก โดยเฉพาะการเล่นอิสระ คือการเรียนรู้ พ่อแม่หลายคนคาดหวังว่า ส่งลูกเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแล้วจะเริ่มอ่าน เขียน และคิดเลข เป็น แต่การเล่นมีบทบาทสำคัญในการออกจากโลกของตนเองสู่สังคม ฝึกการแบ่งปัน ฝึกทักษะต่าง ๆ โดยเฉพาะ อย่าบังคับเด็กจนเกินไป เคร่งวินัยอะไรไม่รู้ ให้เด็กมีความสนุกสนานกับการเรียนรู้สิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นในทางสร้างสรรค์จะดีกว่า การเปลี่ยนทัศนะของพ่อแม่จะส่งผลสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก

มาลองฟังทัศนะของตัวแทนพรรคการเมืองดูบ้าง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566 คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน จัดเวที “ฟังเสียงจากคนเหนือ พรรคการเมืองแถลงนโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก : ถึงเวลาถ้วนหน้าหรือยัง” ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปาติเมาะ เปาะอิแตดาโอะ พรรคภูมิใจไทย  บอกว่า พรรคเน้นนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตในหลาย ๆ ด้าน ส่วนเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้านั้น พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเงิน 600 บาทไม่เพียงพอ และไม่ควรต้องพิสูจน์ความยากจน เด็กที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยทุกคนควรจะได้รับเงินอุดหนุน

วลัยพร ปาตีรัตนเศรษฐ์ พรรคพลังประชารัฐ บอกว่า พรรคมีนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าพรรคเห็นด้วยกับเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 3,000 บาท และเด็กทุกสัญชาติต้องได้รับสวัสดิการ ไม่ตกหล่น และที่สำคัญแม่ที่ตั้งครรภ์จะให้เดือนละ 10,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือนที่ 5 นอกจากนี้พรรคมีนโยบายยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีคุณภาพดีและทั่วถึง ทั้งอาหารและครูพี่เลี้ยง และจัดระบบความปลอดภัย ซึ่งจะใช้งบประมาณ 2.1 แสนกว่าล้านบาทต่อปี จากกองทุนต่างๆ

ภาวิณี อินทะสิทธิ์ พรรคเสรีรวมไทย ยืนยันสนับสนุนนโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า สำหรับเด็กทุกคนอย่างทั่วถึง

เยาวภา บุรพลชัย พรรคชาติพัฒนากล้า  ระบุว่าพรรคมีนโยบายขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง โดยจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในบริษัท/โรงงาน ลดภาษีให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อเป็นแรงจูงใจ นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้คุณแม่ทำงานที่บ้าน หรือที่ทำงานได้ทุกที่ โดยอาจจะไม่ต้องเข้าสำนักงานเพื่อให้แม่ได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันจะพัฒนาทักษะครูพี่เลี้ยง โดยใช้งบประมาณ 24,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มงบประมาณเงินอุดหนุนสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 0-6 ปีเป็น 2,000 บาทต่อเดือน

พิสิฐ ลี้อาธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จากที่สำรวจพื้นที่ต่าง ๆ มีโรงเรียนจำนวนมากปิดตัวลง พรรคจึงมีนโยบายจะพัฒนาให้โรงเรียนเหล่านั้นเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ โดยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้จะประสานไปยังสถานประกอบการทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ให้มีศูนย์ดูแลเด็กเล็ก และจะให้อาหารเช้าแก่เด็กที่มาโรงเรียน มีหลักสูตรที่เหมาะสมแก่เด็ก และกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน

ธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฏิ์ ผู้แทนพรรคประชาชาติ บอกว่า พรรคมีนโยบายที่เน้นในเชิงคุณภาพ สร้างรัฐสวัสดิการ ให้เงินอุดหนุนตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ให้สิทธิลาคลอดก่อนทั้งพ่อและแม่ 180 วัน เด็กต้องเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี

ธรรม ธรรมรักษ์ พรรคประชากรไทย กล่าวว่าพรรคพร้อมที่จะผลักดันสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และดูแลกลุ่มพี่น้องที่ยากจน

วิภาพรรณ วงษ์สว่าง พรรคไทยสร้างไทย บอกว่าพรรคมีนโยบายบำนาญผู้สูงอายุถ้วนหน้า 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อแบ่งเบาภาระในครอบครัว เรียนฟรีถึงปริญญาตรี และนโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า และยังมีนโยบายเร่งด่วนในเรื่องการยุติความรุนแรงในครอบครัวด้วย

เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู พรรคก้าวไกล บอกว่าพรรคมีนโยบายเกี่ยวกับเด็กเล็กตั้งแต่ 0-6 ปี ดังนี้ 1.บ๊อกเซตของขวัญสำหรับเด็กแรกเกิดมูลค่า 3,000 บาท 2.เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 0-6 ปี 1,200 บาทต่อเดือน 3.สิทธิลาคลอด 180 วัน พ่อแม่สามารถแบ่งกันได้ ซึ่งสอดคล้องกับกรมอนามัยโลก 4. สนับสนุนให้ท้องถิ่น หรือเอกชนให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน และไม่ต้องพิสูจน์สัญชาติ โดยงบประมาณอยู่ที่ 34,000 ล้านบาทต่อปี

ณหทัย ทิวไผ่งาม พรรคเพื่อไทย บอกว่าพรรคพร้อมสนับสนุนนโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ในอัตรา 3,000 บาทต่อเดือน โดยจะผนวกเข้ากับกองทุนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะเดียวกัน จะเน้นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายคือเรื่องสุขภาพ ยกระดับนโยบาย 30 รักษาทุกโรคให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

รฎาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ พรรคเสมอภาค ระบุว่าจะกำหนดนโยบายพัฒนาเด็กเล็กเป็นวาระแห่งชาติ และจะใช้วิธีบริหารจัดการกองทุนที่สำคัญของประเทศ เช่น กองทุนประกันสังคม เพิ่มสิทธิประโยชน์ในการเลี้ยงดูเด็กและการลาคลอดของแม่

น่าสนใจที่ว่า ทุกพรรคที่มาเสนอนโยบาย เห็นด้วยกับการเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กเล็กและเด็กปฐมวัย และจะทำให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า ไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวจะเป็นอย่างไรหรือเด็กจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม ขอฝากให้ช่วยติดตามว่า พอได้จัดตั้งรัฐบาลแล้ว ผลการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อย หวังได้ว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะอยู่ในความสนใจของพรรคการเมืองและได้รับการดูแลอย่างจริงจังต่อไป

โคทม อารียา