ความสลับซับซ้อน ของยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย
กล่าวโดยง่ายยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย (democratic strategy) เป็นคำที่กว้าง และอาจไม่ใช่คำเดียวกับคำที่หลายคนเคยคุ้นเคยโดยเฉพาะที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ทางการเมือง” (political strategy) ในความหมายของการปฏิวัติมวลชนที่เน้นในเรื่องของการเข้าสู่อำนาจรัฐ หรือคิดว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐต้องหมายถึงการเข้ายึดอำนาจรัฐ หรือการกลายเป็นรัฐเสียก่อนจึงจะสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง
รวมไปถึงเรื่องที่ว่ายุทธศาสตร์การเมืองอาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย แต่บางทีก็อาจจะนำไปสู่ประชาธิปไตยได้
ที่ผ่านมา หรือจะพูดกันอีกอย่างก็คือ ภายหลังจากแนวคิดการยึดครองอำนาจรัฐและการกลายเป็นรัฐ (ซึ่งมากกว่าการกลายเป็นรัฐบาล เพราะแค่เป็นรัฐบาลคือเชื่อว่าเป็นผู้บริหาร แต่ถ้าเชื่อว่าเป็นรัฐก็จะเชื่อในอำนาจเชิงโครงสร้าง อำนาจเชิงอุดมการณ์ที่มากกว่า) เรามียุทธศาสตร์การเมืองอีกหลายมิติ รวมทั้งยุทธศาสตร์การเมืองที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ประชาธิปไตย
ซึ่งหมายถึงการพยายามค้นหาวิธีในการได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ซับซ้อนกว่าการคิดแค่ยึดอำนาจรัฐ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการปฏิวัติประชาชน หรือการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาล
ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่น่ายกตัวอย่างมาอภิปรายในครั้งนี้อาจจะมีสักสองเรื่อง
เรื่องแรกของยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยคือเรื่องของการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจากสังคมการเมืองแบบอำนาจนิยมผ่านการเจรจากันในหมู่ชนชั้นนำ โดยเฉพาะการแสวงหายุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านโดยใช้กติกาประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง โดยค้นหาชนชั้นนำที่เป็นสายประนีประนอม ทั้งทหารและนักการเมือง เพื่อค้นหาการสร้างสถาบันที่ทำให้ทุกคนรับได้ เช่นการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญที่พอจะยอมรับเป็นกติกาให้ทุกฝ่ายเล่นกันได้ และมีเงื่อนเวลาของการค่อยๆ ปรับให้เข้าสู่มาตรฐานของประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ก็ต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการพยายามหมกเม็ดอำนาจต่างๆ เอาไว้
เรื่องยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยในแบบที่สองคือการให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพประชาธิปไตย เช่น มีประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งแล้ว แต่ต้องการให้กว้างขวางลึกซึ้งขึ้นกว่าการตัดสินกันด้วยกระบวนการเลือกตั้ง โดยการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองให้เข้มข้นขึ้น ให้สามารถตรวจสอบทั้งนักการเมืองและรัฐได้มากกว่ากลไกรัฐสภา ทั้งจากการรวมตัวของประชาชนเพื่อใช้อำนาจทางตรง การส่งเสริมความยั่งยืนของชุมชน และการสร้างกลไกที่เรียกว่าประชาสังคมเพื่อให้เกิดส่วนรวมที่ไม่ใช่รัฐทำหน้าที่กำกับและร่วมใช้อำนาจกับรัฐโดยไม่ต้องถืออำนาจรัฐเสียเอง แต่คอยตรวจสอบคัดง้าง และร่วมมือ หรือคอยปกป้องระบอบและกระบวนประชาธิปไตยเอาไว้
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือตัวอย่างของยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยในฐานะยุทธศาสตร์ทางการเมืองในภาพกว้าง
สิ่งที่สำคัญต่อไปก็คือ ยุทธศาสตร์การเมือง/ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยในสองสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นที่พูดไปแล้ว (ใช้การเจรจาในหมู่ผู้นำเพื่อจูงใจให้กลับมาเลือกตั้งและร่างกติกาการเลือกตั้ง) และการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพสูงขึ้น (ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้นโดยเฉพาะการตรวจสอบนักการเมืองและรัฐเพิ่มไปจากการเลือกตั้ง)
1.การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ (strategic voting) เดิมคำนี้ไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจสักเท่าไหร่ในการเมืองไทย แต่ต่อมาเริ่มมีความโดดเด่นมากขึ้น ตั้งแต่กลยุทธ์ “ไม่เลือกเราเขามาแน่” รวมไปถึงการพยายามช่วงชิงคะแนนเสียงของพรรคต่างๆ ที่มีจุดยืนใกล้เคียงกัน
อธิบายง่ายๆ ว่าคือการรณรงค์ให้ผู้ลงคะแนน หรือตัวผู้ลงคะแนนเองก็คิดขึ้นมาเองว่าไม่สามารถเลือกพรรคที่ตัวเองต้องการที่แท้จริงได้ เพราะถ้าเลือกไปแล้วฝ่ายที่ตนไม่ต้องการนั้นก็อาจจะชนะอยู่ดี ในการนี้จึงอาจจะต้องเลือกพรรคที่มีแนวโน้มที่จะชนะมากกว่า เพื่อเอาชนะศัตรูทางการเมืองของเรา
สิ่งที่ต้องเข้าใจในการใช้กลยุทธ์การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ก็คือไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่มีคนตั้งข้อสงสัย เพราะว่าการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์อาจนำไปสู่การสร้างการเมืองแบบเผชิญหน้าที่มากกว่าความเป็นจริงท่ามกลางความหลากหลายของสังคม เพราะบีบให้มีการเลือกแบบพวกเขาพวกเราทั้งที่ความเป็นจริงมีความหลากหลายของความเห็นมากกว่านั้น และทำให้เกิดการใช้ทุกวิถีทางในการได้มาซึ่งชัยชนะ และสุดท้ายบรรยากาศของการเมืองจะเป็นเรื่องของความหวาดกลัวและการสร้างมิตร-ศัตรูตลอดเวลา
นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ละเลยความเป็นตัวตนของผู้สมัครในท้องถิ่นที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจแตกต่างกันแม้ว่าเขาจะอยู่ในพรรคที่เราไม่ชอบไปทั้งหมด หมายถึงว่าแน่นอนเขาคงมีอะไรที่ไปด้วยกันได้บ้าง แต่อย่างน้อยการได้รับฟังข้อเสนอและความใฝ่ฝันของเขาบ้างก็เป็นเรื่องในการส่งเสริมความหลากหลายของประชาธิปไตยที่ไม่ได้มีมิติแค่เสียงข้างมาก
การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์อาจใช้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์ สถานการณ์ที่จะต้องควบคู่กันก็คือสถานการณ์ที่มีคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด และการต่อสู้คือการรณรงค์ให้สามารถดึงคะแนนของคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจให้ได้ เพราะกลุ่มที่ตัดสินใจไปแล้วอาจจะมั่นคงในจุดยืนของเขาเอามากๆ
ในแง่นี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต้องเข้าใจคนกลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะมันจะมีเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างการพยายามเข้าอกเข้าใจคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเขากังวลอะไรจึงไม่ตัดสินใจ
ไม่ใช่แค่บีบเขาให้ตัดสินใจเลยว่าต้องเชื่อว่าต้องตัดสินใจตามยุทธศาสตร์ที่ผู้รณรงค์ต้องการ เพราะจะกลายเป็นว่ายิ่งบีบมากคนกลุ่มนั้นอาจจะรู้สึกว่าเขาไม่เลือกดีกว่าเพราะเขาไม่มีตัวตนของเขาในนั้น
ตัวอย่างของการสร้างการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนจึงไม่ใช่บีบให้เขาเลือกโดยทิ้งพรรคเก่าเพราะโอกาสชัยชนะของพรรคใหญ่มีมากกว่าแต่เพียงเท่านั้น แต่อาจเป็นเรื่องของการยอมรับว่าจะนำเอาข้อเสนอของพรรคเดิมมาด้วยแล้วอธิบายว่าจะเพิ่มเติมอะไรให้มากขึ้น
ในแง่นี้จะแปรเปลี่ยนการสร้างระบบเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์สุดขั้วเป็นระบบเลือกตั้งยุทธศาสตร์แบบเข้าอกเข้าใจ ไม่ซ้ำรอยวิธีการแบบพรรคใหญ่ระบบปิดที่ส่วนใหญ่พรรคใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจทิศทางในทุกๆ เรื่อง หรือลักษณะของขบวนการทางการเมืองที่อ้างเรื่องยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่มีลักษณะของการกำหนดแนวทางจากบนลงล่าง หรือจากศูนย์กลางสู่ทุกส่วน
2.การสร้างนโยบายที่หลากหลายเพื่อตอบสนองกลุ่มทางการเมืองหลายกลุ่ม : ในแง่นี้มักเป็นเรื่องของการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองและประชาธิปไตยที่ยังมุ่งหมายผลการเลือกตั้ง แต่จะต้องวางนโยบายที่หลากหลายเพื่อตอบสนองคนหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจจะมีความต้องการที่ต่างกัน
แนวทางนี้ใช้ได้ทั้งกับพรรครัฐบาลที่ต้องการกลับมาสู่อำนาจอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการจะเข้ามาเป็นรัฐบาลในครั้งหน้า
ยุทธศาสตร์ทางการเมือง หรือยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยแบบนี้ อาจจะมีตั้งแต่ความเชื่อง่ายๆ ว่าจะต้องสามารถวางตัวเองเป็นลักษณะพรรคที่ไม่สุดโต่ง กล่าวคือไม่ไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป เพราะเชื่อว่าคะแนนของคนที่อยู่กลางๆ สำคัญที่สุด
แต่บางครั้งบางสถานการณ์ทางการเมืองอาจจะไม่ได้เอื้อให้พรรคที่เชื่อว่าอยู่กลางๆ นั้นสามารถจะได้คะแนนได้ เช่น สถานการณ์การเมืองที่การเผชิญหน้าเป็นสองขั้ว พรรคที่อยู่กลางๆ อาจจะไม่มีคนเอาเลยเพราะไม่ถูกใจสักฝ่าย
ยุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อชนะการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอีกแบบหนึ่งจึงสำคัญ และไม่ใช่เรื่องของการมีนโยบายยาวเป็นเมนูตามสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม
แต่เป็นเรื่องของการระบุกลุ่มเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนว่าต้องการคะแนนเสียงจากกลุ่มไหน และสร้างนโยบายและโครงการ (ในกรณีที่เป็นรัฐบาลอยู่แล้ว) มารองรับคนกลุ่มนั้น หรือถ้ายังไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็สร้างนโยบายเพื่อสะท้อนฐานคะแนนเสียงที่ต่างกลุ่มกัน
ตัวอย่างสำคัญเช่นว่ากันว่าในกรณีของปู่ไบเดนของสหรัฐนั้น เนื่องจากสังคมยังอยู่ในลักษณะการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะกับลุงทรัมป์อย่างเข้มข้นถึงกับจะยึดสภากันเมื่อตอนรับตำแหน่ง การวางตัวกลางๆ อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก
เท่ากับการที่เล็งว่าจะทำให้กลุ่มต่างๆ ในสังคมได้อะไรจากโครงการและนโยบายของตนได้บ้าง อาทิ เอาใจกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยผ่านกฎหมายให้การผลิตรถยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ผ่านโครงการการสร้างงานใหม่ในอีกภูมิภาคหนึ่งเพื่อให้เกิดการสร้างงานในหมู่คนจนในเขตห่างไกล
กล่าวง่ายๆ คือเป็นการทำการเมืองแบบไม่ได้ทำเชิงอุดมคติคือแก้ปัญหาบ้านเมืองแบบภาววิสัยเสียทีเดียว หรือเอาอุดมการณ์พรรคเป็นตัวตั้ง แต่เอากลุ่มคนที่ต้องการจะได้คะแนนเสียงมาตั้งแล้วคิดหานโยบายที่จูงใจเขาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่สุดแล้วจะได้เป็นพรรคที่ตอบโจทย์ที่หลากหลายให้ได้มากสุด แต่เรื่องนี้ในบางสังคมก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะว่าคนลงคะแนนอาจจะไม่เชื่อถือเลยว่าทำได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการสร้างความเชื่อมั่นและผลงานที่ผ่านมาของพรรคเหล่านั้นด้วย
ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้ศึกษามิติเรื่องยุทธศาสตร์การเมือง ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนมากการนำเสนอข่าวจะเน้นไปที่เรื่องของการคาดเดาผลการเลือกตั้ง การเล่าเรื่องว่าแต่ละเขตใครชนะ หรือสนใจสีสันการรณรงค์หาเสียง เช่น ไปเยี่ยมตลาดไหม มีเกร็ดอะไรในแต่ละวันเสียมากกว่า
ยิ่งในรอบนี้การเลือกตั้งนั้นมีระบบบัตรสองใบ และความครอบคลุมเข้าถึงสื่อ/ข้อมูลข่าวสารของประชาชนนั้นมีมากขึ้นและเข้มข้นขึ้น การวางยุทธศาสตร์ของพรรค ของรัฐบาล ของภาคประชาชน ของชนชั้นนำ และของภาคส่วนต่างๆ ของสังคม รวมทั้งตัวบุคคลก็จะยิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจการเลือกตั้งในครั้งนี้
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

