การสมานไมตรีในสังคมการเมืองไทย
เมื่อปี 2548 รัฐบาลได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)” ขึ้นมา ซึ่งนับได้ว่าเป็นชุดแรกที่กล่าวถึงความสมานฉันท์ ต่อมา รัฐสภาได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” อย่างไรก็ดี คำว่าความสมานฉันท์ซึ่งแปลว่า “ความเห็นพ้องกัน” นั้น ทำท่าจะเกิดขึ้นยาก รัฐบาลต่อมาจึงแต่งตั้ง “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)” ตามด้วยสภาผู้แทนราษฎรที่แต่งตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ” คำว่าปรองดองแปลว่า “ยอมกัน ประนีประนอม … ตกลงด้วยไมตรีจิต” แต่ก็ยังสงสัยว่าจะเกิดขึ้นได้ไหม! ทำไมไม่ลองรวมคำทั้งสองดูบ้าง ว่าแล้วกรมการศาสนาก็สนองตอบโดยเสนอรายงานเรื่อง “แนวทางการดำเนินงานการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ด้วยมิติศาสนา” มาถึงยุค คสช. มีการลองใช้คำใหม่คือ “สามัคคีปรองดอง” และมีการแต่งตั้งสำนักงาน ป.ย.ป. ชื่อเต็มว่า “สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง” ล่าสุด รัฐสภาได้กลับมาใช้คำว่าสมานฉันท์ โดยประธานรัฐสภาได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการสมานฉันท์” ซึ่งได้เสนอรายงานต่อประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว
ผมเลยคิดว่าน่าจะลองใช้คำอีกสักคำหนึ่ง เผื่อจะมีผลมากขึ้นกว่าความพยายามร่วม 18 ปีที่ผ่านมา คำที่ขอทดลองเสนอคือ “สมานไมตรี” เมื่อเปิดพจนานุกรมดูได้ความว่า “สมาน” แปลว่า เชื่อม (to connect) หรือ ผูกพัน (to be bonded) รวมแล้วคำว่าสมานไมตรีน่าจะหมายถึง “ผูกพันด้วยไมตรีจิต” (to be bonded by amity อนึ่ง วิลเลียม ยูรี เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “Getting to Peace” และเบญจรัตน์ แซ่ ฉั่ว แปลว่า “กลยุทธ์การสมานไมตรีเพื่อบรรลุสันติร่วมกัน” ดังนั้น การสมานไมตรีอาจแปลว่า Getting to Peace ก็พอจะได้) เราจะช่วยกันสร้างสำนึกเช่นนี้ได้หรือไม่ในสังคมการเมืองของเรา
อาจกล่าวได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มตั้งแต่การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนำไปสู่การล้มรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยโดยการรัฐประหารปี 2549 หลังการเลือกตั้งปี 2550 พรรคพลังประชาชนที่เป็นอวตารของพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พันธมิตรฯได้ชุมนุมต่อต้านอีก ต่อมา กกต. พบว่ารองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนทุจริตการเลือกตั้ง จึงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน ส.ส. พรรคพลังประชาชนจำนวนหนึ่งแยกตัวมาตั้งพรรคภูมิใจไทย และมีข่าวว่าได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร จึงเกิดการชุมนุมของ “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังการยุบพรรคพลังประชาชน การชุมนุมใหญ่ของ นปช. เริ่มในเดือน เมษายน 2553 ระหว่างการชุมนุมมีการใช้ความรุนแรงของทั้งฝ่าย นปช. และฝ่ายรัฐบาล จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
หลังจากนั้น รัฐบาลได้พยายามทำให้เกิดความปรองดองโดยแต่งตั้ง “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)” เพื่อศึกษาค้นหารากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง และหนทางเยียวยา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นอีก คอป. มีข้อเสนอแนะที่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างบรรยากาศการปรองดอง การปรับใช้หลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน การเคารพสิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรม บทบาทนักการเมือง ทหาร การมีส่วนร่วมของประชาชน โดย คอป. อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า การปรองดองเป็นทั้งเป้าหมายและกระบวนการ จึงต้องอาศัยการยอมรับและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการเคลื่อนไหวที่เป็นการปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดการต่อสู้ และการใช้ความรุนแรงกับคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาดและทันที รวมทั้งขอให้ทุกฝ่ายยุติการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง
คอป. มีข้อเสนอแนะบางข้อเกี่ยวกับทหาร เช่น ให้กองทัพอยู่ในการควบคุมโดยพลเรือน โดยยึดหลักว่าทหารเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพลเรือน การประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งให้ทหารมีบทบาทในการจัดการกับสถานการณ์อันไม่ปกตินั้น จะต้องเป็นไปอย่างจำกัดเท่าที่จำเป็น
ในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทยที่เป็นอวตารของพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อมีความพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่หมายรวมอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญในการออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)” และกลายเป็นจุดขัดแย้งรอบใหม่ที่ทำให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2557
ในเดือนมกราคม 2560 รัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)” ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ 4 คณะ โดยคณะหนึ่งมีชื่อว่า “คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง” มีกรรมการอย่างน้อย 33 คน โดยมีพลเอกประยุทธ์ เป็นประธาน พลเอกประวิตร เป็นรองประธาน กรรมการเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ โดยมีบุคคลภายนอกที่ไม่เคยเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเป็นตัวแทนภาคเอกชนเพียงคนเดียว โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นเลขานุการ
คณะกรรมการฯได้สรุปแนวทางสู่ความปรองดองไว้ 10 ข้อ มีความโดยย่อ ดังนี้
1.รู้รักสามัคคี ใช้สิทธิเสรีภาพตามกรอบของกฎหมาย แก้ไขปัญหาด้วยระบบรัฐสภา
2.นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ประกอบอาชีพสุจริตและมีไมตรีจิตต่อกัน
3.ดำเนินชีวิตด้วยหลักคุณธรรม ร่วมกันต่อต้านการทุจริต
4.ร่วมแบ่งปันใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
5.เคารพกฎหมาย โดยกระบวนการยุติธรรมต้องทำงานอย่างอิสระเป็นกลาง
6.รู้เท่าทันข่าวสาร ไม่เสนอข้อมูลที่บิดเบือนยั่วยุ
7.ยึดมั่นกติกาสากล โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ
8.ร่วมพัฒนาและปฏิรูปประเทศ
9.สนับสนุนและส่งเสริมการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน
10.สนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ
อ่านดูแล้วเหมือนผู้ใหญ่สอนเด็กให้เชื่อฟัง ทำให้นึกถึงคำขวัญสมัยจอมพลถนอมที่ว่า “จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ จงประหยัด จับจ่ายทรัพย์ นับถ้วนถี่ จงเชื่อฟัง พ่อแม่ แต่โดยดี จงมากมี กตัญญู รู้คุณคน” ฟังแล้วขานรับว่า “สาธุ” ได้อย่างเดียว
ผมว่าเทศบาลตำบลคลองแสนแสบ มีข้อเสนอที่เข้าท่า ดังนี้
1) แต่งตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติที่ประกอบไปด้วยผู้ที่มีอำนาจหน้าที่สำคัญ
2) นิรโทษกรรมโดยมีผู้ให้ความเห็นเป็นหลายแนวทาง
3) พิจารณาเรื่องคดีต่าง ๆ ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อให้สังคมเดินหน้าและเป็นไปด้วยความเป็นธรรม
4) มีการเจรจาระหว่างคู่กรณีต่าง ๆ โดยสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นแกนประสาน เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเจรจาหาทางออกโดยสันติวิธี
5) ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างในการเสริมสร้างสังคมสันติสุข และเสียสละ ลดอคติส่วนตัว หันมามองประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติเป็นสำคัญ
6) มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม เพื่อประโยชน์ในการควบคุมฝูงชน และมีกติกาการชุมนุม
7) ค้นหาความจริงและให้อภัย มีการขอโทษผู้เสียหายจากกรณีความขัดแย้ง
8) หยุดการเคลื่อนไหวที่ทำให้ความขัดแย้งทวีขึ้น
9) มีเวทีเสวนา เพื่อสร้างความเข้าใจกัน ไม่เผชิญหน้ากัน แต่หาจุดสนใจร่วมกัน หาทางออกร่วมกัน ทั้งในระดับประชาชนรากหญ้าจริง ๆ (ไม่ใช่เฉพาะแกนนำ) และระดับที่เป็นผู้นำกลุ่มขัดแย้ง
10) สร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง โดยให้เกียรติกัน และไม่ดูถูกทางวัฒนธรรม
11) สร้างระบบ กติกาที่เป็นธรรม ไม่มีการทำรัฐประหาร
12) ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและปฏิรูปกฎหมาย เพื่อให้คงความเที่ยงธรรม น่าเชื่อถือแก่สังคม เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน
13) ปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ตลอดจนระบบการศึกษาของชาติ โดยควรมีการปฏิรูปเรื่องการกระจายรายได้ จัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม ลดการผูกขาดและมีระบบภาษีที่ก้าวหน้า
14) ปฏิรูปสื่อให้เป็นสื่อที่ให้ความรู้แก่ประชาชน ทำงานด้วยการมีธรรมาภิบาลไม่บิดเบือนความจริง
15) มีการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในด้านนิติธรรม นิติรัฐ และการจัดการความขัดแย้งตลอดจนการควบคุมดูแลสังคมให้เกิดสันติสุขเพื่อให้สังคมประชาธิปไตยเป็นไปอย่างยั่งยืน
การรัฐประหาร คสช. ทำให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเฉพาะจากกลุ่มเยาวชน นิสิตนักศึกษา โดยใช้การชุมนุมแบบว่องไวสลายเร็ว (flash mob) เป็นหลัก สัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. คือการชูสามนิ้วที่เลียนแบบมาจากภาพยนตร์ “เกมล่าเกม” (The Hunger Games) แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการต่อต้าน คสช. ของกลุ่มเยาวชน กล่าวได้ว่า คสช. เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ทำให้ยากที่สร้างความปรองดองขึ้นมาได้
ในการประชุมร่วมของรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมการปรองดองอีกครั้ง โดย “ให้คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ในการแสวงหาคำตอบที่เป็นทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ อะไรที่เห็นพ้องต้องกันได้ ก็ให้ผู้ที่มีหน้าที่รับข้อสรุปที่เห็นพ้องนั้นไปดำเนินการในทันที โดยไม่ชักช้า ส่วนอะไรที่ยังมีความเห็นที่ต่างก็แขวนไว้ก่อน แล้วเร่งหารือร่วมกันเพื่อหาจุดร่วม โดยเน้นรูปแบบของการจับเข่าคุยกันอย่างสร้างสรรค์” ประธานรัฐสภาจึงแต่งตั้ง “คณะกรรมการสมานฉันท์” ขึ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 และคณะกรรมการฯได้จัดทำรายงานแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญ 10 ข้อ โดยข้อที่ 4 ระบุว่า “ควรนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาปรับใช้ … เพื่อสร้างช่องทางการเจรจาปรับความเข้าใจระหว่างกันให้เกิดขึ้น … และรับเอาแนวทางการดำเนินการตามหลักการกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้เพื่อการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม”
คณะกรรมการสมานฉันท์เห็นควรให้มีการเร่งดำเนินการผลักดันกฎหมายสำคัญ ๆ จำนวน 4 ฉบับ โดยที่ฉบับหนึ่งได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมือง พ.ศ. …. โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้
เนื่องจากในช่วงตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2548 จนถึงปัจจุบันประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมทางการเมืองทั้งที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกในทางการเมืองโดยชอบ และมีทั้งการชุมนุมทางการเมืองที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาและมีผู้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่โดยที่การอำนวยความยุติธรรมและการเยียวยาดังกล่าวไม่อาจใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติได้ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกดำเนินคดีอาญา … ที่สาเหตุการกระทำความผิดมาจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองโดยแท้ และผู้ที่กระทำความผิดโดยอาศัยการใช้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมายไปในทางที่มิชอบ จึงสมควรให้มีกฎหมายที่ใช้อำนวยความยุติธรรมที่มีลักษณะเฉพาะ และเหมาะสมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา หรือจำเลย หรือผู้เสียหาย โดยไม่บิดเบือนหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ หรือเป็นการนิรโทษกรรมความผิดอาญาที่ได้กระทำในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่รวมถึงผู้ใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ที่นำมาสู่การกระทำความผิดอาญาหรือเหตุการณ์ความรุนแรง การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 หรือเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ในเรื่องนิรโทษกรรมที่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนนั้น ควรพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาโดยคำนึงถึงความปรองดองเป็นสำคัญ อนึ่ง มีองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนองค์กรหนึ่งที่กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ และมีข้อเสนอในเบื้องต้นว่า น่าจะคืนความยุติธรรมให้แก่บุคคลที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งคดีที่ยุติแล้วหรือที่ยังดำเนินอยู่ โดยการนิรโทษกรรมควรครอบคลุมถึงบุคคล 3 กลุ่ม ดังนี้
1.ผู้ที่ถูกดำเนินคดีหรือลี้ภัยคดีการเมือง เนื่องจากความเชื่อและการแสดงออกซึ่งความเชื่อหรือความคิดเห็นและการชุมนุมทางการเมืองตามหลักสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งการต่อต้านการรัฐประหาร ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112, 116 ฝ่าฝืนคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร เป็นต้น
2.ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช.
3.ผู้ที่กระทำผิดโดยใช้อาวุธหรือความรุนแรงจนเกิดภยันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชน ทั้งนี้่โดยมีเงื่อนไข เช่น บุคคลดังกล่าวให้ความร่วมมือในการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น รวมทั้งเงื่อนไขอื่นที่จะต้องศึกษาและพิจารณากันต่อไป
บัดนี้ใกล้จะถึงการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปแล้ว พรรคการเมืองต่างรณรงค์หาเสียงโดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายต่าง ๆ กัน ส่วนใหญ่เน้นในเรื่อง “ปากท้อง” โดยไม่ค่อยคิดถึงการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมาอย่างน้อย 18 ปีแล้ว มีเพียงพรรคพลังประชารัฐที่ชูคำขวัญหาเสียงว่า “ก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดปัญหา พัฒนาทุกที่” ผมเลยลองหาคำขวัญที่เน้นการทำ (มากกว่าการพูด เพราะพูดเรื่องสมานฉันท์ + ปรองดองมามากแล้ว) พบคำขวัญที่ถูกใจคือ “พูดแล้วทำ” ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่หมายความว่าพูดเรื่องกัญชาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว อยากให้พูดเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งแบบที่เป็นชัยชนะร่วมกันด้วย
พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอคำขวัญว่า “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” แล้วในเรื่องการปรองดองเล่า เห็นอยู่ว่ามีความพยายาม แต่จะว่าทำแล้วคงไม่ใช่ เพราะไม่เกิดผล เกิดแต่ความขัดแย้งใหม่ ๆ ส่วนพรรคเสรีรวมไทยเริ่มคำขวัญด้วยคำว่า “พูดจริง ทำจริง” แต่วลีสุดท้ายคือ “ชนจริง” ซึ่งสื่อความหมายว่าจะชนกับทุจริตชน ไม่เชิงชนกับคนที่ก่อความขัดแย้งและความเกลียดชังเสียทีเดียว พรรคประชาธิปัตย์เสนอคำขวัญว่า “ทำได้ไว ทำได้จริง ไม่ทิ้งภาระให้ประชาชน” วลีสุดท้ายตีความตามประสาได้ว่า ไม่ก่อหนี้หรือก่อภาระงบประมาณมากเกินไป จึงสื่อความหมายเชิงปฏิเสธมากกว่าเชิงบวก เป็นการชวนประชาชนให้ปฏิเสธใครก็ขอให้ตีความกันเอง พรรคที่ประกาศความยิ่งใหญ่ในการกวาด ส.ส. ได้แก่พรรคเพื่อไทย คำขวัญของพรรคคือ “คิดใหญ่ ทำใหญ่ เพื่อไทยทุกคน” เพื่อไทยทุกคนจะได้มีไมตรีจิตต่อกันได้ไหมหนอ หรือถ้าพรรคได้ชัยจะทำแบบผู้ชนะได้หมด (winner takes all) ซึ่งเท่ากับละทิ้งเรื่องความปรองดองไปเลยหรือไม่
ในเรื่องความสมานฉันท์ – การปรองดอง – การสมานไมตรี มีคำถาม 2 คำถามที่น่าจะหาคำตอบคือ ทำอะไร และทำอย่างไรจึงจะเกิดผล เราขัดแย้งกันมา 18 ปีแล้ว ยังก้าวพ้นไปไม่ได้ เรามีรายงานการศึกษาหนาเป็นตั้ง ๆ มีข้อเสนอแนะมากมายที่คล้ายกับการเขียนให้คนอื่นทำ ผมหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างราบรื่นและเสถียร และคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่นักการเมืองจะถกแถลงกันอย่างจริงจัง ถึงความเป็นไปได้และเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดปณิธานทางการเมืองสู่สังคมที่เน้นไมตรีจิตเหนือความขัดแย้ง
โคทม อารียา

