หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ‘หม้อไฟ’…แห่งอาเซียน

1.05.23 | 12:18 น.

เมื่อครั้งยังอยู่ในราชการ… ทุกโอกาสที่ประชุม “ความมั่นคงชายแดน ไทย-ลาว” กับคณะนายทหารของ สปป.ลาว ผู้เขียนมักจะชอบกระเซ้าหัวหน้าคณะฝ่ายลาวเสมอว่า “…ลดราคาค่าไฟฟ้าให้ไทยหน่อย อย่าขายแพงนัก…” ก็มักจะตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน อิ่มเอมใจจากเพื่อนนายทหารลาว …ในขณะที่ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่ามันถูกมันแพงแค่ไหน กลไกการทำงานเป็นยังไง…

ฝ่ายลาวภาคภูมิใจ เพราะเป็น “ขาใหญ่” ผลิตไฟฟ้าตัวจริง

ช่วงกลางปี พ.ศ.2566 เกิดประเด็นค่าไฟฟ้าแพงมหาโหดในไทย ร้องกันระงม ชี้แจงกันระเบ็งเซ็งแซ่ เจ็บปวดทั่วแผ่นดิน

ลองมาย้อนดูประวัติการผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาว ที่เราไม่ค่อยทราบว่า …ไทยซื้อพลังงานไฟฟ้า (ส่วนหนึ่ง) จากลาวมานานแล้ว

สปป.ลาว เพื่อนบ้านของไทย อาศัยจุดเด่นทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาสูง ฝนตกชุก ป่าเขียวขจี น้ำฝนไหลทิ้ง วางตำแหน่งประเทศตัวเองให้เป็น “หม้อไฟ” หรือแบตเตอรี่ของอาเซียนมานาน

Advertisement

จากการศึกษาพื้นที่ทั่วประเทศพบว่า…มีจุดที่สามารถสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ได้มากกว่า 140 แห่ง

สงครามในประเทศต่อเนื่องกว่า 60 ปี ดินแดนแห่งภูเขาสูง ต้องลำบากแสนสาหัส เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นสหประชาชาติ กำหนดยุทธศาสตร์ประเทศให้ใช้ “พลังงานน้ำ” ที่แสนจะร่ำรวย ไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าขายแก่ประเทศในภูมิภาคจะดีกว่า…

การเดินทางหมื่นลี้ ต้องเริ่มจากก้าวแรก

ปฐมบทแห่งหม้อไฟ คือ การสร้างเขื่อนน้ำงึม 1 (ผู้เขียนขออ้างอิงบางส่วนจาก Thaipublica เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2020)

โครงการนี้มีขนาดใหญ่มาก ไฟฟ้าที่ผลิตได้มีมากเกินความต้องการใช้ในลาว จึงกำหนดแผนส่งออกไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้ในประเทศ ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นลูกค้ารายแรก

อันที่จริง…ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมีแนวคิดที่จะสร้างเขื่อนน้ำงึมตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2505 พร้อมๆ กับการเริ่มต้นของสงครามเวียดนาม และสงครามภายในประเทศที่ลาวแบ่งฝ่ายรบกันเอง โดยการสนับสนุนของอเมริกาและโซเวียต

“สงครามเวียดนาม” ขยายตัวเข้าไปในลาว เพราะลาวมีเส้นทางโฮจิมินห์ของทหารเวียดนามเหนือ อเมริกาจึงปฏิบัติการทิ้งระเบิดปูพรมนับล้านๆ ลูกในลาว

น้ำงึม 1 เป็นเขื่อนที่สร้างกั้นแม่น้ำงึม ลำน้ำสาขาขนาดใหญ่สายหนึ่งของแม่น้ำโขง ตัวเขื่อนอยู่ที่บ้านแสงสะหว่าง เมืองแก้วอุดม แขวงเวียงจันทน์ ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ขึ้นไปทางเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

พ.ศ.2509 ญี่ปุ่น อเมริกา ธนาคารโลก และองค์การสหประชาชาติ ร่วมกันจัดตั้งกองทุนน้ำงึม 1 เพื่อสนับสนุนโครงการ

ไม่น่าเชื่อ…ที่รบก็รบกันไป ที่จะสร้างเขื่อนก็คิดกันไป(มีกองกำลังอาสาสมัครจากไทยเข้าไปร่วมรบด้วย เรียกว่า หน่วย 333)

พ.ศ.2511 สงครามเวียดนามทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมๆ กับแผนก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1 ได้ข้อสรุปและเดินหน้าท่ามกลางไฟสงคราม

วันที่ 16 ธันวาคม 2511 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 และสมเด็จเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา แห่งราชอาณาจักรลาว เสด็จลงไปยังปะรำพิธีซึ่งสร้างเป็นแพอยู่กลางแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย ในพิธีเปิดใช้สายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมระหว่างจังหวัดหนองคายกับนครหลวงเวียงจันทน์

ถือเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ไทย-ลาว ที่ได้เชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างกันข้ามประเทศ
(หมายเหตุ…ระหว่างการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1ลาวจำเป็นต้องนำเข้าไฟฟ้าจากไทย เพื่อใช้ในการก่อสร้างและบริโภคภายใน)

ปี 2511 เริ่มการก่อสร้างเขื่อนในแบบคอนกรีตถ่วงน้ำหนัก (Concrete Gravity) และติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 เครื่อง คือเครื่องจักรเบอร์ 1 และเบอร์ 2 กำลังการผลิตเครื่องละ 15 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้น 30 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มี 10 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ให้การสนับสนุน

พ.ศ.2514 การก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มผลิตไฟฟ้าได้

ไฟฟ้าที่ผลิตได้ ส่วนที่เกินจากการใช้ภายในประเทศ ถูกส่งเข้าระบบสายส่งแรงสูงขนาด 115 Kv วงจรเดียว จากเขื่อนสู่สถานีโพนต้อง นครหลวงเวียงจันทน์ และส่งต่อเข้าสู่ระบบสายส่งแรงสูงขนาด 115 Kv ของ กฟผ. ที่สถานีหนองคาย

พ.ศ.2516 อเมริกาถอนตัวออกไป สงครามกลางเมืองในลาวยุติ ฝ่ายลาวคอมมิวนิสต์มีชัยชนะได้ปกครองประเทศ ตั้งรัฐบาลผสมชั่วคราวแห่งชาติ

รัฐบาลผสมของลาวขอขยายกำลังการผลิตของเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1 ซึ่งได้รับการยอมรับจากธนาคารโลก องค์การสหประชาชาติ และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ในปีถัดมา

เขื่อนน้ำงึม 1 เติบโต-ขยายตัวได้จริง

ในเวลานั้น…ลาวมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าอยู่ 3 แห่ง คือเขื่อนน้ำงึม 1 กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นเขื่อนขนาดเล็ก 2 แห่ง คือเขื่อนน้ำดง ในแขวงหลวงพระบาง และเขื่อนเซละบำ ในแขวงสาละวัน มีกำลังการผลิตเพียงแห่งละ 1 เมกะวัตต์

พ.ศ.2519 เขื่อนน้ำงึม 1 เริ่มขยายกำลังการผลิต ติดตั้งเครื่องจักรเบอร์ 3 และเบอร์ 4 กำลังการผลิตเครื่องละ 40 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 49 ล้านดอลลาร์ ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากประเทศต่างๆ 13 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

พ.ศ.2521 กำลังการผลิตของเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1 เพิ่มเป็น 110 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่ม ถูกส่งไปยังสถานีโพนต้อง และส่งต่อเข้าสู่ระบบสายส่งแรงสูงขนาด 115 Kv ของ กฟผ. ที่สถานีอุดร 2

พ.ศ.2526 โดยติดตั้งเครื่องจักรเบอร์ 5 กำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ การติดตั้งแล้วเสร็จในปี 2527

ชายแดนไทย-ลาว ยาวตั้งแต่ปี 2518-2530 ปิดตลอดมา

12 ปีที่พรมแดนไทย-ลาวปิด คนห้ามผ่าน เพราะลาวเป็นคอมมิวนิสต์แต่ไฟฟ้ายังถูกส่งข้ามจากฝั่งลาวมาสู่ฝั่งไทยทุกวัน

เขื่อนน้ำงึม 1 มีกำลังการผลิตรวม 155 เมกะวัตต์ มีความสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเฉลี่ย 1.025 GWh ต่อปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวมกว่า 97 ล้านดอลลาร์

ประมาณ 77% ของไฟฟ้าที่ผลิตจากเขื่อนน้ำงึม 1ถูกใช้ในประเทศ ที่เหลืออีก 23% ส่งขายให้กับประเทศไทย (ตัวเลขอาจไม่ตรงกับปัจจุบัน)

พ.ศ.2523 รัฐบาลลาวเสนอผลการศึกษาเพื่อขยายกำลังการผลิตของเขื่อนน้ำงึม 1 ครั้งที่ 2 และเริ่มขยายในปี 2526 โดยติดตั้งเครื่องจักรเบอร์ 5 กำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ การติดตั้งแล้วเสร็จในปี 2527

อ่างเก็บน้ำสวยใส สงบเงียบขนาด 370 ตารางกิโลเมตรของเขื่อนน้ำงึม 1 กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวลาวและชาวต่างประเทศ ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น รวมถึงนักท่องเที่ยวไทยได้รับการพัฒนาต่อไปอีก

ก่อนที่โควิด-19 จะเริ่มระบาด หนังสือพิมพ์ The Laotian Times เสนอข่าวว่า ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้สนับสนุนเงินทุนจำนวน 47 ล้านดอลลาร์ แก่แขวงเวียงจันทน์ นำไปพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในเมืองวังเวียง และรอบอ่างเก็บน้ำของเขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1 เพื่อยกระดับขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 รัฐบาลลาวและบริษัทจากจีน ได้เซ็นสัญญาเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานไฟฟ้า “พลังแสงอาทิตย์” จะมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,200 เมกะวัตต์ จะสร้างเป็น “โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ” บนพื้นที่ประมาณ 9,300 ไร่ กลางอ่างเก็บน้ำ ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว

นี่คือเส้นทางการเติบโตของ “น้ำงึม 1” หม้อไฟใบแรกของ สปป.ลาว ที่กลายเป็นหม้อไฟแห่งอาเซียน (Battery of ASEAN)
(ลาวยังมีอีกหลายเขื่อนยักษ์ที่ลงทุนโดยต่างชาติรวมถึงไทย)

ข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อ พ.ศ.2558 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของเทคโนโลยีแต่ละประเภท เรียงลำดับจากน้อยไปหามาก มีดังนี้

พลังน้ำ (รับซื้อจากต่างประเทศ) หน่วยละ 2.41 บาทนิวเคลียร์ 2.54 บาท ถ่านหิน 2.67 บาท ความร้อนร่วม3.09 บาท ความร้อน 5.57 บาท และกังหันก๊าซ 10.2 บาท

บ้านเมืองในลาวสว่างไสว มีไฟฟ้าใช้แม้บนพื้นที่สูง มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องแบ่งรายได้ให้กับ “ผู้ลงทุนต่างชาติ”

เรื่องการสร้างเขื่อนในลาว ก็ใช่ว่าจะชี้นิ้วสั่งได้แบบตามใจ มีเสียงวิจารณ์ ต่อต้าน คัดค้านจากหลายฝ่ายอย่างแข็งขันในข้อกังวลเรื่อระบบนิเวศ แม้กระทั่งกลุ่มต่างๆ ในไทยส่งเสียงต่อต้านหนักเรื่องผลกระทบในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องปริมาณน้ำ สัตว์ป่า การอพยพประชาชน วิถีชีวิต ฯลฯ

การผลิตไฟฟ้าจาก “พลังน้ำ” มีต้นทุนถูกที่สุด แต่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศไทย ไม่สามารถทำได้เพราะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ…ถูกต่อต้านจากสังคมไทยอย่างหนักมาตลอด

การรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนของลาว จึงเป็นทางออกของไทยมาตอบสนองต่อความต้องการใช้ในประเทศ

กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าจากลาว รวม 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยเกือบทั้งหมด

เป็นไฟฟ้าจากเขื่อนที่สร้างกั้นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง ยกเว้น โครงการโรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา ที่เมืองหงสา ไม่ไกลจากจังหวัดน่านของไทย ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์ขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าได้ 1,473 เมกะวัตต์

ลาว ทำได้จริง…ส่งออกไฟฟ้ามาไทย เวียดนาม เมียนมา ส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งในไทยไปยังมาเลเซีย และแม้แต่สิงคโปร์

ไทย…เป็นลูกค้ารายสำคัญที่ซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว รวมถึงมีการร่วมลงทุนสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าด้วย 1 ในนั้นคือเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย โดยมีบริษัท ไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด (PNPC) เป็นบริษัทร่วมทุนจัดตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ.2555 ประกอบด้วย บริษัท ราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ถือหุ้น 25%, บริษัท SKE & Cถือหุ้น 24%, บริษัท Korea Western Power (KOWEPO) ถือหุ้น 25% และบริษัท Lao Holding State Enterprise (LHSE) ถือหุ้น 26%

ลาวยังเดินหน้าสร้างเขื่อนหลายแห่งในแม่น้ำหลายสาย โดยมีเป้าหมายสร้างเขื่อนให้ครบ 100 แห่ง ภายในปี 2030

ขออ้างอิงสำนักข่าวซินหัว… เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566

พ.ศ.2566 ลาวมีโรงไฟฟ้า 94 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 11,661 เมกะวัตต์ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 58,813 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ร้อยละ 95 ของครัวเรือนทั้งหมดทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการใช้ไฟฟ้า สร้างรายได้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศจำนวนมหาศาล เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องให้แก่ลาว…

เรื่องราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทย ผู้เขียนไม่สันทัด ทราบแต่เพียงว่า…บริษัทเอกชนทุกแห่งที่จำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. มีกำไรรวยล้นฟ้า..ประวัติศาสตร์ต้องจารึกชื่อให้ลูกหลานท่องจำ