หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ชะตากรรมของช้างป่า

1.05.23 | 12:27 น.
สะพานแห่งกาลเวลา : ชะตากรรมของช้างป่า เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ผลงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับช้างป่าในเอเชียออกมาโดยเฉพาะในวารสารวิชาการ Scientific Reports เป็นการรวบรวมผลงานของบรรดาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับช้างป่าในเอเชีย นำโดย เชอร์นิม เดอ ซิลวา นักชีววิทยาและนักอนุรักษ์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวไม่ได้ศึกษาวิจัยตัวช้าง แต่เป็นการศึกษาวิจัยถึงถิ่นที่อยู่ที่เหมาะสมของช้าง แต่สะท้อนให้เห็นถึงชะตากรรมของช้างป่าในทวีปเอเชีย หรือที่เรียกกันว่า ช้างเอเชียเรียวลงทุกขณะ ด้วยเหตุที่ว่า ถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของมันลดน้อยลงทุกที เพราะเหตุผลสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ “มนุษย์”

ทีมวิจัยพบว่า ในช่วงเวลากว่า 3 ศตวรรษ นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1700 เรื่อยมาจนถึงปี 2015 ช้างป่าเอเชียซึ่งถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ต้องสูญเสียพื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของพวกมันไปมหาศาลถึง 3.3 ล้านตารางกิโลเมตร หรือมากกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ของถิ่นที่อยู่เดิมของช้างป่าทั้งหลาย

ช้างเอเชียซึ่งพบกันอยู่แค่ใน 13 ประเทศบนแผ่นดินใหญ่เอเชียและเกาะสุมาตรา ต้องเสียพื้นที่หากินของพวกมันให้กับมนุษย์ ซึ่งเข้าไปยึดครองพื้นที่เหล่านั้นใช้สำหรับเกษตรกรรม หรือไม่ก็เป็นพื้นที่สำหรับสิ่งปลูกสร้างน้อยใหญ่ทั้งหลายเป็นหลัก

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวประเทศที่ช้างป่าสูญเสียพื้นที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติไปมากที่สุดคือจีน พื้นที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตของช้างป่าในจีนหายไปมากถึง 94 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ อินเดีย ซึ่งหายไปมากถึง 86 เปอร์เซ็นต์

Advertisement

ในประเทศอย่างไทย, บังกลาเทศ, เวียดนาม, เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย, ภูฏาน, เนปาล, และศรีลังกา ช้างป่าสูญเสียพื้นที่เหมาะสมในการใช้ชีวิตตามธรรมชาติไปมากกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงเวลากว่า 300 ปีดังกล่าว หลงเหลือพื้นที่ให้ช้างป่าได้ตระเวนใช้ชีวิตอยู่เพียงไม่มากมายนักแล้ว

จากการตรวจสอบของทีมวิจัยพบว่า ช้างป่าสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นอัตราเร่งมากขึ้นและเร็วขึ้นมานับตั้งแต่ปี 1700 อันเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่ลัทธิล่าอาณานิคมจากยุโรปเฟื่องฟูในภูมิภาคเอเชีย

การเข้ามายึดครองอาณานิคมในยุคนั้น ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่ากันขนานใหญ่ มีการสร้างถนนหนทาง มีการขุดหาแร่และทรัพยากรธรรมชาติทวีขึ้นรวดเร็วมาก เช่นเดียวกันกับการทำกสิกรรมก็รุกล้ำเข้าไปในเขตซึ่งเดิมเคยเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่าเหล่านี้

ช้างป่าในเอเชียไม่เพียงสูญเสียพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตตามธรรมชาติไปเท่านั้น พัฒนาการของมนุษย์ยังส่งผลให้โขลงช้างป่าซึ่งเคยรวมตัวกันเป็นโขลงขนาดใหญ่ถูกตัด ถูกทอนจนเหลือเป็นกลุ่มย่อย เป็นโขลงขนาดเล็ก กระจัดกระจายกันออกไปตามสภาพป่าที่เหลือ

ศาสตราจารย์เดอ ซิลวา ระบุว่า ในปี 1700 ช้างป่าเอเชียเคยใช้ชีวิตตระเวนไปตามป่าเขาอยู่ในพื้นที่ราว 45 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ที่เหมาะสมได้โดยไม่มีอะไรมาขัดขวางรบกวน แต่พอถึงปี 2015 อาณาบริเวณที่พวกมันสามารถท่องไปได้อย่างปลอดโปร่ง ลดลงเหลือเพียงแค่ 7.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงกลางศตวรรษที่แล้ว ก่อให้เกิดการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่าใน “อัตราเร่ง” อีกครั้งเป็นระลอกที่สอง

ประเทศอย่างจีน และไทย เสียพื้นที่ป่าในที่ราบลุ่ม ที่มีบางส่วนเป็นทุ่งหญ้าซึ่งเหมาะสมกับการใช้ชีวิตตามธรรมชาติของช้างไปมากในช่วงนี้ โดยการสูญเสียครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังทศวรรษ 1950 เรื่อยมา

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเมื่อมีการสูญเสียพื้นที่อันเหมาะสมในการอยู่อาศัยตามธรรมชาติของช้างป่ามากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ เกิดการเผชิญหน้าระหว่างช้างป่ากับมนุษย์บ่อยครั้งขึ้น และรุนแรงขึ้น

ช้างป่าที่ขาดแคลนอาหารการกินบุกเข้าทำลายเรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน มนุษย์ซึ่งไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจธรรมชาติในการอยู่กับป่าและช้างป่าก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรง เช่นเดียวกันช้างป่าซึ่งได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ก็ตอบโต้ด้วยความกราดเกรี้ยวรุนแรงเช่นเดียวกัน

ในรัฐอัสสัมของอินเดีย ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าเพิ่มขึ้นสูงแบบพรวดพราดในช่วงทศวรรษ 1980 อันเป็นช่วงเดียวกับที่พื้นที่ป่าที่นั่นหายไปจนเหลือเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ค็อกซ์ บาซาร์ ค่ายอพยพโรฮีนจากว่าล้านคนที่ถือเป็นค่ายลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานี้ในบังกลาเทศ ก็เคยเป็นพื้นที่ซึ่งช้างป่าเคยใช้เป็นถิ่นอาศัยมาช้านาน

ในปี 2021 ช้างป่าโขลงหนึ่งยกพวกออกจากพื้นที่อนุรักษ์ในมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตระเวนไปไกลกว่า 500 กิโลเมตร ทำลายเรือกสวนไร่นาชาวบ้านเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์ สาเหตุเป็นเพราะพวกมันต้องการแสวงหาถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ที่ดีกว่าเดิม

ศาสตราจารย์เดอ ซิลวา ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดก็คือ ช้างป่ากับมนุษย์ในเอเชียกำลังจะบรรลุถึงจุดที่ “ไม่เผชิญหน้า” กันไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

การอยู่ร่วมกันโดยสันติมาแต่ในอดีต กำลังจะกลายเป็นการเผชิญหน้ากันในฐานะปรปักษ์และความรุนแรงมากขึ้นทุกที