เทคโนโลยีจะพาเราไปถึงไหน?
ผมตั้งชื่อบทความเป็นคำถาม แต่บทความนี้คงไม่มีคำตอบ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนั้นช่างรวดเร็วนัก เมื่อก่อนเราโทรศัพท์ทางไกลโดยผ่านโอเปเรเตอร์ ปัจจุบันเราติดต่อกันทั่วโลกผ่านทางวิดีทัศน์โดยใช้เพียงปลายนิ้ว เราเคยจดจ่อฟังการถ่ายทอดกีฬาทางวิทยุที่ผู้บรรยายใส่อารมณ์ได้เร้าใจ ปัจจุบันเราดูการถ่ายทอดโทรทัศน์ที่ชัดแจ๋วหลายช่อง เลือกชมการแข่งขันกีฬาที่ถ่ายทอดสดหรือเลือกชมย้อนหลังก็ได้ เราเคยถ่ายรูปลงบนแผ่นฟิล์มแล้วส่งให้ร้านอัดลงบนกระดาษ ตอนนี้รูปที่เลือกมาดีแล้วเหล่านั้นถูกใส่ไว้ในอัลบั้มและสีจางไปมาก สู้รูปในอัลบั้มของมือถือเราไม่ได้ ส่วนใหญ่เราเลิกดูหนังที่โรงภาพยนตร์แล้ว และหันมาดู เน็ตฟลิกซ์ แทน ซึ่งเลือกได้หลายเรื่องหลายรสจนเลือนตา จะเลือกดูตอนไหนก็ได้ ข้ามไปดูตอนจบแล้วย้อนกลับมาตอนต้น ๆ อีกทีก็ยังได้ รถยนต์ที่เราเคยขับเป็นแบบเกียร์กระปุกแล้วเปลี่ยนเป็นเกียร์อัตโนมัติ แล้วเราหลายคนคงจะได้ขับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเบรกด้วยการคืนกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าจนเกือบจะลืมใช้เบรกไปเลย ฯลฯ
ผมกำลังหาหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน มีชื่อเรื่องว่า 4,000 สัปดาห์ ซึ่งหมายถึงช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งอายุขัยเท่ากับ 4,000 สัปดาห์หารด้วย 52 = 76.9 ปี 4,000 สัปดาห์แสนสั้นคงมาบอกเราว่านั่นเป็นเวลาที่ควรจากไป โชคดีหรือโชคร้ายเราอาจได้รับการต่อหรือตัดทอนเวลา แต่อีกไม่กี่สัปดาห์หรือขาดเหลือไม่กี่สัปดาห์ก็ต้องจากไปอยู่ดี คงไม่ทันได้เห็นโดรนที่เป็นพาหนะส่วนตัวพาเราเหาะไปตามที่ต่าง ๆ เหมือนรถยนต์ที่เราใช้ในตอนนี้ คงไม่ทันเห็นการนำพลังงานฟิวชันที่เป็นพลังงานสะอาดและมีปริมาณมหาศาลมาใช้อย่างสันติ และคงไม่ทันเห็นความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีในอีกหลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งหายนภัยที่มันมีส่วนก่อขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน หรือมลภาวะที่กระทบต่อสุขภาพและความหลากหลายทางชีวภาพ ฟังเสียงวิจารณ์แล้ว คิดว่าหนังสือเล่มดังกล่าวชวนให้เรามีสติอยู่กับวันเวลาปัจจุบัน อย่ามุ่งแต่งาน อย่ามุ่งแต่เงินเพื่อหวังสร้างอนาคตที่ดีกว่า โดยละเลยสิ่งสำคัญในวันนี้ คำถามคือ เราทำวันนี้ให้ดีสำหรับเรา คนที่เรารัก และแม้แต่คนที่เราไม่ชอบที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา แล้วหรือยัง
อย่างไรก็ดี หัวข้อของบทความนี้ชวนให้เราลองจินตนาการถึงอนาคต รวมถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตของมนุษยชาติ เนื่องจากผมไม่มีลูกแก้ววิเศษสำหรับทำนายอนาคต จึงขอเริ่มโดยอาศัยนักเขียนหนังสือไซ-ไฟ (Sci-Fi หรือ Science-Fiction) ที่มีจินตนาการอันเป็นเลิศ ผมบังเอิญหยิบหนังสือที่ลูกสาวทิ้ง ๆ ไว้ในบ้านขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “สไปรัล พันธุ์อาถรรพ์” เขียนโดยซุสุกิ โคจิ แปลโดยน้ำทิพย์ เมธเศรษฐ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองของหนังสือชุดที่มีอยู่สี่เล่ม เล่มแรกชื่อ “ริง คำสาปมรณะ”
เค้าโครงมีอยู่ว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อชะดะโกะ เธอถูกข่มขืนและถูกโยนทิ้งลงในบ่อ แล้วฆาตกรเอาแผ่นหินมาปิดปากบ่อไว้ เธอเป็นผู้มีพลังจิตสูงมาก จึงเพ่งพลังจิตขณะที่รอความตายอยู่ก้นบ่อให้พันธุกรรมของตัวเองหลงเหลืออยู่ จากนั้นดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของเธอหลุดลอยจากร่าง ยี่สิบห้าปีต่อมาได้เข้าไปงอกเงยในมดลูกของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง จิตสำนึกของเธอได้เข้าไปควบคุมหญิงคนนั้นจนถึงวันคลอด เธอได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนเท่าอายุตอนตาย พร้อมความทรงจำก่อนมาเกิดใหม่ยังอยู่ครบถ้วน เธอได้ใส่พลังจิตในเนื้อหาหนังสือเล่มหนึ่ง ใครก็ตามที่อ่านหนังสือเล่มนั้นมีโอกาสกลายพันธุ์ คือมีดีเอ็นเอที่ถูกดัดแปลงโดยไวรัสที่มีอาร์เอ็นเอจากพันธุกรรมของชะดะโกะเข้าไปรวมอยู่ในดีเอ็นเอกลายพันธุ์ หนังสือเล่มนั้นของเธอขายดีมาก มีคนอ่านกว่าล้านคน อาจจะถึงเวลาแล้วที่ชะดะโกะที่เกิดใหม่จะใช้พลังจิตของเธอ กระตุ้นการกลายพันธุ์ของคนที่อ่านหนังสือ ซึ่งจะกลายเป็นกองทัพของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ใหม่ต่อ ๆ ไป จนสามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์เผ่าพันธุ์เดิม ผมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มที่สามและสี่ของหนังสือชุดนี้ เลยไม่รู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่คำโปรยบอกว่าจะมีการพลิกล็อกเกินความคาดหมาย
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้เราสามารถทำโคลนนิงได้ คือคัดลอกดีเอ็นเอแล้วนำมาสร้างสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งลักษณะทางกายภาพและทางพันธุกรรมเหมือนต้นแบบทุกประการ ในปี 2540 Wilnut และคณะทำการโคลนนิ่งแกะชื่อ ดอลลี่ โดยอาศัยนิวเคลียสจากเซลล์เต้านมของแกะได้ ขณะนี้ มีจรรยาบรรณสำหรับนักวิทยาศาสตร์มิให้ทดลองทำโคลนนิงกับมนุษย์ แต่เทคโนโลยีชีวภาพก็ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ มีการนำเซลล์ของช้างแมมมอธที่เก็บรักษาในที่เย็นยะเยือกของไซบีเรีย มาเพาะเลี้ยงจนผลิตเนื้อแมมมอธก้อนโตมาอวดได้ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครลองกิน “เนื้อโบราณ” ที่ฟื้นชีพเช่นนี้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีผลต่อเมตาโบลิสม์ของมนุษย์ปัจจุบันเพียงใด
เรามีเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ (หรือเซลล์ต้นกำเนิดของชีวิต เช่น เซลล์ที่สกัดจากรกเด็ก) มีข่าวว่าใช้ได้ผลในการลดการเสื่อมของเซลล์ ชะลอความแก่และยืดอายุ หรือทำให้หน้าใสดูอ่อนวัย เสียตรงที่ว่าราคาการฉีดสเต็มเซลล์ยังแพงมาก ส่วนผลยังไม่แน่นอนเสียทีเดียว ปัจจุบัน มีการแข่งกันทำงานวิจัยเกี่ยวกับวิธียืดอายุขัย ทำให้คาดคะเนว่าคนเราจะมีอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้มีอายุกว่า 100 ปีจะมีจำนวนมาก สมมุติว่ามากกว่า 5% ใน 50 ปีข้างหน้า บางคนอาจนึกเสียดายว่าเกิดมาเร็วเกินไป เลยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่มีแต่จะก้าวหน้านี้ อย่างไรก็ดี จะมีข้อเสียอันใดรออยู่ไหม ถ้าคนส่วนใหญ่ของสังคมเป็นคนชรา เลิกทำงานหรือเกษียณแล้วแต่ยังไม่ตาย ให้คนที่อยู่ในวัยทำงานในจำนวนที่ร่อยหรอลงต้องสร้างผลิตผลมาเลี้ยงดู
เทคโนโลยีที่กล่าวถึงกันมากในเวลานี้คือเทคโนโลยีดิจิทัล ที่นำมาประยุกต์ในการสร้างหุ่นยนต์ และพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) อันที่จริงหุ่นยนต์เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า มันไม่ใช่เป็นผลิตผลของการพัฒนาเทคโนโลยีแขนงใดแขนงหนึ่งแต่หลายแขนง คือมีทั้งวิศวกรรมเครื่องกล ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ แต่ที่ชวนคิดมาก ๆ คือ จะนำวิชาจริยศาสตร์มาใช้ได้เพียงไร หุ่นยนต์จึงจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เสมือนว่าหุ่นยนต์ก็มีจริยธรรม ขอยกตัวอย่างของรถที่ไม่มีคนขับซึ่งคล้ายเป็นหุ่นยนต์แบบหนึ่ง ในสถานการณ์คับขันเมื่ออุบัติเหตุอยู่เบื้องหน้า รถจะหักหลบหรือยอมชนใครในเสี้ยววินาทีนั้น เพื่อให้ความเสียหายน้อยที่สุด จะจัดลำดับความสำคัญอย่างไรระหว่างความปลอดภัยของคนในรถของเราหรือในรถคันอื่น หรือของคนเดินถนน ฯลฯ จะตัดสินใจอย่างไรระหว่างการพยายามรักษาชีวิตของคนจำนวนน้อยกับคนจำนวนที่มากกว่า ในเมื่อชีวิตแต่ละคนก็มีคุณค่า
ขออ้างถึงนิยายวิทยาศาสตร์ชุดหนึ่งที่เคยอ่านมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว คือนิยายวิทยาศาสตร์ของ ไอแซก อาซีมอฟ เช่น หนังสือในชุด “สถาบันสถาปนา” และในชุด “หุ่นยนต์” ในนิยาย อาซีมอฟจินตนาการกฎเหล็ก 3 ข้อสำหรับหุ่นยนต์ ดังนี้
1.หุ่นยนต์ต้องไม่ทำร้ายมนุษย์ หรือปล่อยให้มนุษย์อยู่ในอันตราย
2.หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์ เว้นแต่ว่าคำสั่งนั้นขัดกับกฎข้อที่ 1.
3.หุ่นยนต์สามารถปกป้องตนเองได้ เมื่อไม่ขัดกับกฎข้อที่ 1. และ ข้อที่ 2.
มาบัดนี้เราได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานให้เรามากมาย เช่น ในการผลิตทางอุตสาหกรรม ในการทำงานบ้าน แต่เราก็พัฒนาขีปนาวุธร่อน โดรนพิฆาต ฯลฯ ที่สามารถฆ่าคนได้ โดยไม่นำพากฎเหล็กข้อที่ 1.ถ้าเราพัฒนาอาวุธที่ฉลาดและเรียนรู้ได้เอง เพราะใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ เรายังจะควบคุมมันได้เพียงใด
คิดไปคิดมาผมมีข้อกังวลแบบคนไม่ค่อยรู้เรื่องว่า ถ้าหุ่นยนต์เป็นระบบที่เรียนรู้และจัดการตนเอง (self-organising) จะเป็นไปได้เพียงใดที่หุ่นยนต์จะผลิตซ้ำตนเองแบบเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ถ้าหุ่นยนต์สื่อสารกับมนุษย์ได้หลายภาษา จะเป็นไปได้เพียงใดที่หุ่นยนต์จะประดิษฐ์ภาษาหุ่นยนต์ เช่นเดียวกับที่มนุษย์และสัตว์สร้างภาษาเสียง ภาษาที่หุ่นยนต์ใช้ติดต่อกันเองนั้น มนุษย์จะถอดความหมายและเข้าใจได้เพียงใด มนุษย์เป็นสัตว์สังคม รู้จักรวมกลุ่มและจัดระเบียบการอยู่ร่วมกัน รวมทั้งรวมกลุ่มเพื่อจัดการกับสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ หุ่นยนต์จะสร้างเครือข่ายระหว่างหุ่นยนต์เพื่อเสริมพลังอำนาจของกลุ่มหุ่นยนต์ จนมีความสามารถที่จะแข่งกับมนุษย์ โดยจะเอาชนะมนุษย์ได้ด้วยซ้ำไปหรือไม่ หรือเพียงว่ามนุษย์กลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นชนชั้นนำที่ฉลาดเฉลียว รู้จักพัฒนาหุ่นยนต์และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ได้ จะใช้หุ่นยนต์เพื่อปกครอง ควบคุม และลดบทบาทของคนส่วนใหญ่ให้เป็นเพียงผู้เชื่อฟัง – รับใช้ชนชั้นนำเป็นหลัก จะว่าผมคิดฟุ้งซ่านคนเดียวก็ไม่เชิง เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ก็เริ่มตั้งคำถาม
องค์กรไม่แสวงผลกำไรองค์กรหนึ่งชื่อว่า Future of Life Institute ได้ออกหนังสือเปิดผนึกฉบับหนึ่ง เรียกร้องให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ร่วมมือกันหยุดพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อจะได้มาปรึกษาหารือกันวางกฎเกณฑ์การพัฒนาและออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ และกำหนดวิธีการตรวจสอบว่ามีการนำกฎเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้จริง โดยผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุผลที่เสนอให้หยุดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เป็นการชั่วคราวคือ ถ้าหากขืนปล่อยให้มีการพัฒนาต่อไปอีกก็จะเกิด “ความเสี่ยงต่อสังคมและมนุษยชาติ” และ “ระบบปัญญาประดิษฐ์อันทรงพลังควรได้รับการพัฒนาเมื่อเรามั่นใจได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบเชิงบวกและความเสี่ยงอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้” มีรายงานข่าวว่า ณ วันที่ 30 มีนาคม 2566 ผู้นำและนักวิจัยด้านเทคโนโลยีกว่า 2,600 คนได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว อย่างไรก็ดี ยังมียักษ์ใหญ่ในวงการดิจิทัลบางคน/บริษัท ที่ไม่ลงนาม ทำให้ไม่แน่ใจว่าการเรียกร้องให้พักการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
การเรียกร้องดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยที่เกิดขึ้นหลังจากที่ในต้นเดือนมีนาคม บริษัท OpenAI ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดตัวโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ GPT (Generative Pre-trained Transformer) รุ่นที่ 4 ในชื่อ GPT-4 ซึ่งมีศักยภาพสูง (คำว่า generative สื่อความหมายว่า สามารถทำให้เกิดข้อมูลใหม่ที่ไม่มีอยู่เดิม) เช่น สามารถสนทนาโต้ตอบได้เหมือนมนุษย์ สามารถสรุปย่อความเอกสารยาวเหยียดให้เหลือเพียงหน้าสองหน้าได้ สามารถประพันธ์เพลง และสามารถสร้างงานด้านศิลปะและการแสดงได้อย่างน่าทึ่ง ฯลฯ ปัญญาประดิษฐ์นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลัง จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการกระแทก (disruption) ที่ทำให้บางส่วนของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต้องปั่นป่วนและต้องปรับตัวอย่างหนัก งานที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมากมี อาทิ งานธุรการ งานบัญชี งานด้านกฎหมาย งานด้านการศึกษา การชะลอการพัฒนาและการพัฒนาอย่างเลือกสรร จะลดความเสี่ยงและให้เวลาแก่ภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบได้มีเวลาเตรียมตัวและปรับตัวเพื่อรับการกระแทกทางเทคโนโลยีนี้ได้ตามสมควร
มีเรื่องเรื่องหนึ่งที่เป็นปริศนาย้อนแย้ง (paradox) ปริศนานี้ย้อนคิดไปไกลในอดีตก่อนยุคประวัติศาสตร์ ถ้านักวิทยาศาสตร์มาถูกทาง การไขปริศนานี้อาจช่วยให้คาดคะเนถึงผลกระทบในอนาคตของสื่อสังคมออนไลน์ได้บ้าง ดังจะกล่าวในตอนท้ายของบทความ ปริศนาย้อนแย้งนี้มีชื่อว่า Sapient Paradox คำว่า sapient เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า sapiens ซึ่งแปลว่าฉลาด ที่มักใช้คู่กับคำว่า homo รวมกันหมายถึงมนุษย์ฉลาดที่เราตั้งชื่อให้ species ของมนุษย์เรานั่นแหละ ปริศนามีอยู่ว่า ทำไมมนุษย์ฉลาดที่มีวิวัฒนาการทางกายภาพรวมทั้งทางสมองที่ครบสมบูรณ์เมื่อประมาณ 200,000 ปีก่อน จึงปล่อยให้เวลาผ่านไปร่วมสองแสนปี กับการเก็บของป่าล่าสัตว์ แล้ว “จู่ ๆ” เมื่อ 10,000 ปีนี้เองจึงเริ่มตั้งถิ่นฐาน เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ พูดง่าย ๆ คือเริ่มการ “ปฏิวัติเกษตรกรรม” แต่จะเรียกว่าการปฏิวัติก็ไม่เชิง เพราะใช้เวลานับพัน ๆ ปีในการเปลี่ยนผ่าน
ผมมีความฉงนฉงายอยู่เรื่องหนึ่งเมื่ออ่านหนังสือชื่อ Sapiens ที่เขียนโดย ยูวัล โนอาห์ ฮารารี เขาเขียนว่าในปี 2538 นักโบราณคดีเริ่มการขุดค้นแหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่ง ชื่อว่า กูเบกลี เตอะเพอะ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี นอกจากจะพบหลักฐานกิจวัตรประจำวันในการอยู่อาศัยในที่แห่งนี้แล้ว ยังพบสิ่งก่อสร้าง ประกอบด้วยเสาหินมหึมาหลายต้นที่ผ่านการแกะสลักอย่างดีและวางอย่างเป็นระเบียบ เสาแต่ละต้นหนักประมาณ 7 ตัน และสูง 5 เมตร นอกจากนี้ยังพบเสาที่ยังสลักไม่เสร็จต้นหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ ที่หนัก 50 ตัน รวมแล้วพบโครงสร้างมหึมา 10 แห่ง และพบเสาต้นสูงสุดที่สูงเกือบ 30 เมตร
ข้อค้นพบที่ทำให้นักโบราณคดีประหลาดใจ แต่ผ่านการตรวจพิสูจน์ยืนยันหลายครั้ง ก็คือ สิ่งก่อสร้างที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ สร้างเมื่อประมาณ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล คือก่อนยุคสมัยการตั้งถิ่นฐานทำการเกษตรของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จึงยอมรับว่า สิ่งก่อสร้างที่สร้างเหมือนเป็นวิหารนี้ สร้างโดยคนที่หาเลี้ยงชีพจากการเก็บของป่าและการล่าสัตว์จำนวนมาก ซึ่งมาร่วมมือร่วมใจกันสร้างด้วยความศรัทธาบางประการ จึงจำต้องเปลี่ยนวิถีการผลิต จากการเก็บข้าวสาลีที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมาเป็นการเพาะปลูกข้าวสาลีอย่างเข้มข้นเพื่อเป็นอาหารแก่ผู้ก่อสร้าง ความเชื่อเดิมที่ว่ามนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานก่อน พอรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตขึ้นจึงเริ่มสร้างวิหารไว้เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านต้องถูกล้มเลิกไป หลักฐานแสดงว่า การสร้างวิหารมาก่อน หมู่บ้านอยู่ใกล้ ๆ นั้นมาที่หลัง ในตอนต้นก็เพื่อจัดหาอาหารมาเลี้ยงดูผู้ก่อสร้าง
ในปี 2551 มีบทความทางวิชาการบทความหนึ่งระบุว่า เมื่อทำการวัดการทำงานของสมองในสถานที่ก่อสร้างที่มีก้อนหินมหึมาตั้งอยู่ ปรากฏว่าสมองทำงานมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงในย่านความถี่ 90 ถึง 130 เฮิรตซ์ มีความถี่หนึ่งที่ดูเหมือนว่าส่งผลต่อสมองมากเป็นพิเศษ นั่นคือความถี่ 110 เฮิรตซ์ ระหว่างปี 2533 – 2536 นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งได้ทำการขุดค้นวิหารหินขนาดใหญ่ที่อยู่ในสภาพที่ดีเพราะฝังอยู่ใต้ดินบนเกาะมอลตา วิหารที่มีก้อนหินหนักรวมกันประมาณ 2,000 ตันนี้มีชื่อว่า ฮัล ซาฟลีนี ฮิโปเชอุม สภาพที่สมบูรณ์ของวิหารทำให้เชื่อว่าเสียงสะท้อนที่ได้ยินในปัจจุบันน่าจะเหมือนกับเมื่อ 5,000 ปีก่อน บางเสียงก้องอยู่ได้นานถึง 13 วินาที คลื่นเสียงที่ไหลเวียนไปตามผนัง สร้างบรรยากาศของเสียงที่ยากแก่การบรรยาย ห้องห้องหนึ่งถูกตั้งชื่อว่า “ห้องเทพพยากรณ์” (oracle room) ทำหน้าที่เหมือนกล่องสั่นพ้อง (resonator) ขนาดใหญ่ หรือเหมือนระฆังทิเบตขนาดมหึมา ระบบเสียงที่วิหารนี้ซับซ้อนมาก รวมทั้งมีเสียงที่ทุ้มมากในย่านความถี่ต่ำที่หูเราไม่ได้ยิน แต่เป็นการสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ รู้สึกว่าอากาศ ผนัง พื้น เพดาน กำลังสั่นสะเทือน เสียงแหวกว่ายอยู่รอบ ๆ และแทรกเข้ามาในขุมขน วิหารนี้ใช้บรรจุอัฐิ และผู้ที่เข้ามาในวิหารคงรู้สึกว่ากำลังสนทนากับผู้วายชนม์ หรือกับจิตวิญญาณของผืนดิน
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อปกินส์ กลุ่มหนึ่งค้นพบว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างการฟังดนตรีกับการที่สมองปล่อยสารโดพามีน (ที่ทำให้รู้สึกเป็นสุข) ข้อค้นพบนี้อาจใช้อธิบายถึงการที่คนก่อนประวัติศาสตร์ลงแรงมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างที่ประกอบด้วยหินก้อนมหึมา เหตุผลก็คือเมื่อคนก่อนประวัติศาสตร์เข้ามาอยู่ในสถานที่เช่นนี้ สมองจะหลั่งสารที่ทำให้เป็นสุข ทำให้อยากกลับมาเยี่ยมสถานที่เช่นนี้ใหม่อีก ศาสตร์ว่าด้วยเสียงอาจช่วยเฉลยปริศนาย้อนแย้งของพวกซาเปียน (Sapiens น่าจะเป็นคำลาติน และสระ a น่าจะตรงกับสระ อา) ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็มีทฤษฎีอื่น ๆ ที่ช่วยอธิบายว่าทำไมยุคเกษตรกรรมจึงมาช้ากว่าคาดหมาย
มีอีกทฤษฎีหนึ่งอิงที่สังคมศาสตร์ สมมุติฐานมีอยู่ว่า ในสังคมของการเก็บของป่าและล่าสัตว์ พวกซาเปียนรวมตัวและร่วมมือกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทุกคนรู้จักกันหมดและค่อนข้างเท่าเทียมกัน เหมือนเป็นชุมชนประชาธิปไตยปฐมกาล ถ้าใครล่าสัตว์เก่งก็ต้องไม่โอ้อวดให้เกิดการอิจฉาและการนินทา ใครที่อยากจะสะสมสมบัติก็ต้องระวังคำนินทา กล่าวได้ว่าไม่มีใครมีอำนาจเหนือใครมากนัก การมีหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าชนเผ่า ฯลฯ มาที่หลังในยุคเกษตรกรรม เพราะอำนาจการนินทาอ่อนแรงลง และความจำเป็นในการระดมพลเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือการสู้รบ ทำให้ต้องจัดระเบียบที่มีชนชั้น ทั้งในการควบคุม การใช้ภาษา การวางระบบแลกเปลี่ยนรวมถึงการเริ่มใช้เงินตรา ฯลฯ ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดยนักประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscientist) ชื่อเอริค โฮแอล เขาเสนอว่า “กับดักการนินทา” (the gossip trap) คือสิ่งที่หน่วงเวลาให้ยุคเกษตรกรรมมาช้าลง คือมาเมื่อกับดักการนินทาสลายไปหรือลดประสิทธิภาพในการลงโทษทางสังคม (social sanction) ลง
แล้วทฤษฎีเหล่านี้ที่พยายามอธิบายสิ่งที่เกิดเมื่อหมื่นปีที่แล้วมาเกี่ยวข้องอะไรกับเทคโนโลยีปัจจุบัน ไม่รู้สิครับ ผู้อ่านคงต้องช่วยคิดด้วย ทฤษฎีข้างต้นทั้งสองทฤษฎีมาจากนักประสาทวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีแรกอธิบายว่าความสุขที่มาจากระบบเสียงเป็นปัจจัยเร่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากของพวกซาเปียนสู่ยุคเกษตรกรรม ทฤษฎีที่สองอธิบายว่าในแง่สังคมศาสตร์ การนินทาเป็นปัจจัยที่ชะลอการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่มีระดับชั้น สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากสังคมซาเปียนปัจจุบัน ไปสู่สังคมที่ซาเปียนจะอยู่ร่วมกับพวกหุ่นยนต์นานาชนิด สู่สังคมที่สื่อออนไลน์กำลังสร้าง “กับดักการนินทา” ขึ้นมาใหม่ ? สังคมซาเปียนจะมีความสุขและเป็นแนวราบมากขึ้นหรือไม่ หรือจะเป็นสังคมแนวตั้งที่ทุกสิ่งอย่างจะถูกควบคุมโดยนักเทคโนโลยีชั้นนำ
ในตอนต้นของบทความ ผมได้ออกตัวแล้วว่า คำถามที่เป็นชื่อบทความจะไม่มีคำตอบ อยากให้ผู้อ่านช่วยคิด หรือจะปรึกษา “เทพพยากรณ์” ก็ตามที
โคทม อารียา

