มองประวัติศาสตร์และประชาธิปไตยอย่างเปิดกว้าง

มองประวัติศาสตร์และประชาธิปไตยอย่างเปิดกว้าง

ยูวัล ฮารารี เขียนหนังสือที่โด่งดัง 3 เล่ม หลังจากนั้นเขาก็ออกหนังสือการ์ตูนที่เล่าเรื่องยากของหนังสือดังกล่าว เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น ผมได้ฉบับการ์ตูนภาษาไทยมา 2 เล่ม แปลโดย นำชัย ชีววิวรรธน์ ทั้ง 2 เล่มใช้ชื่อว่า “เซเปียนส์ ประวัติศาสตร์ฉบับกราฟิก” เล่มแรกมีชื่อรองว่า “กำเนิดมนุษยชาติ” เล่มสองชื่อรองว่า “เสาหลักแห่งอารยธรรม” ยูวัลพยายามแก้ความเข้าใจผิดต่าง ๆ เกี่ยวกับมนุษยชาติและอารยธรรม โดยอาศัยความก้าวหน้าทางวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยา (paleontology) โบราณคดี (archeology) ชีววิทยา สังคมวิทยา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ

เขาเล่าว่าเอกภพอุบัติขึ้นเมื่อ 13,800 ล้านปีก่อน ส่วนโลกพิภพของเราก่อตัวเมื่อ 4,500 ล้านปีมาแล้ว พอโลกเย็นลงจึงเริ่มมีสิ่งมีชีวิตปรากฏขึ้นเมื่อ 3,800 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตได้ใช้เวลาในการวิวัฒน์ยาวนานหลายพันล้านปี ต่อมาเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน สัตว์สกุล โฮโม หรือสกุลมนุษย์ได้วิวัฒน์ขึ้นในแอฟริกา โดยแยกจากสัตว์สกุลลิงใหญ่ กล่าวโดยเฉพาะคือวิวัฒน์จากชิมแปนซีซึ่งเป็นสปีซีส์หนึ่งของสกุลลิงใหญ่นั่นเอง

สัตว์ในสกุลโฮโมที่มีชื่อเรียกว่าโฮมินิดส์ได้เริ่มวิวัฒน์ในทวีปแอฟริกา โดยเรียกชื่อสปีซีส์ตามถิ่นที่ค้นพบโครงกระดูก จะขอยกตัวอย่างโฮมินิดส์ในแอฟริกา (ขออภัยที่ภาษาวิชาการมักยืมมาจากลาติน จึงเรียกยากสักหน่อย) โดยสังเขปดังนี้ ซาเฮลแอนโทรปัส (พบทางตอนเหนือของประเทศชาด) ออร์โรริน (พบทางตอนเหนือของประเทศเคนยา) อาร์ดิพิเทคัสรามิดัส (พบในประเทศเอธิโอเปีย) และออสตราโลพิเทคัส (ส่วนมากพบในแอฟริกาตะวันออกและใต้)

Advertisement

เมื่อประมาณ 2 ล้านปีก่อน โฮมินิดส์จำนวนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายออกจากแอฟริกาสู่ยุโรปและเอเชีย นักบรรพชีวินได้ขุดค้นและพบสปีซีส์ในสกุลโฮโมที่มีชีวิตอยู่จนถึงประมาณ 50,000 ปีก่อนตามที่ต่าง ๆ เช่น โฮโมอิเร็กตัส (มนุษย์ตัวตรงที่อาศัยอยู่ทั่วเอเชีย) โฮโมเดนิโซแวนส์ (อาศัยอยู่ในไซบีเรียและเอเซียตะวันออก) โฮโมฟลอเรไซเอนซิส (อาศัยอยู่บนเกาะฟลอเรส อินโดนีเซีย) โฮโมลูซอนเอนซิส (อาศัยอยู่บนเกาะลูซอน ฟิลิปปินส์) โฮโมนีแอนเดอร์ธัลส์ฯ (อาศัยอยู่ในยุโรปและเอเชียตะวันตก มีสมองใหญ่และกำยำล่ำสัน) และโฮโมซาเปียนส์ (ซึ่งได้แก่มนุษย์ปัจจุบัน และอาศัยอยู่ทุกที่) การผุดบังเกิดของสปีซีส์ซาเปียนส์ทำให้สปีซีส์อื่นสูญพันธุ์ไปสิ้น อาจเป็นเพราะความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีและทักษะการหาของป่าและล่าสัตว์ สปีซีส์ที่สูญไปทิ้งร่องรอยไว้ในดีเอนเอของมนุษย์ปัจจุบัน เช่น มีดีเอนเอของนีแอนเดอร์ธัลส์ฯ และเดนิโซแวนส์ในดีเอนเอของเราสัก 2-3 %

เราอาจตั้งสมมุติฐานได้ว่า สปีซีส์ซาเปียนส์มีความก้าวร้าว โดยสร้างเรื่องเล่าให้แก่ตนเอง ว่าเกิดมาเพื่อเป็นเจ้าครองโลก จึงมักเข้ายึดครองทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นของตน แต่นั่นดูจะเด่นชัดขึ้นเมื่อมาถึงยุคสังคมเกษตรกรรมที่เริ่มเมื่อประมาณ 10,000 ปีมานี่เอง เพราะในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่าแสนปีนั้น ซาเปียนส์ยังชีพด้วยการพเนจรหาของป่าและล่าสัตว์เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ยังไม่มีอุปาทานเรื่อง “ตัวกู ของกู” มากนัก ลักษณะเด่นคือการเอาชีวิตรอด ถึงเวลาต้องย้ายถิ่นก็ย้ายง่าย ไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติรุงรัง ด้านเสียคือมนุษย์โบราณไม่คำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติมากนัก เมื่อธรรมชาติประทานให้ ส่วนที่นำมาใช้ได้ง่ายก็ใช้ให้หมดไป ปรากฏว่าเมื่ออพยพไปถึงดินแดนใหม่ ที่เป็นระบบนิเวศอันอุดม ก็ล่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และไม่คุ้นชินกับภัยจากมนุษย์ตัวเล็ก ๆ จนสัตว์เหล่านั้นสูญพันธุ์ไป เช่น ในเกาะออสเตรเลียหรือมาดากัสการ์ หรือในทวีปอเมริกา

สปีซีส์ซาเปียนส์หรือมนุษย์เรามีอะไรพิเศษบ้าง ดูเหมือนว่ายูวัลจะเน้นในเรื่องความเป็นสัตว์สังคม ทักษะสังคมที่สำคัญคือการสื่อสาร ในตอนต้น ๆ ความสามารถในการรับรู้ เรียนรู้ จดจำ นินทา และสื่อสาร อาจจำกัดอยู่มาก แต่กระนั้นก็ให้ความเป็นต่อแก่ซาเปียนส์ในการรวมหมู่ล่าสัตว์หรือสู้กับศัตรู ทักษะที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือทักษะการประดิษฐ์ เริ่มจากการลองผิดลองถูกจากวัตถุดิบที่มีและความจำเป็นที่เกิดขึ้น เช่น มนุษย์สร้างเรือเพื่อข้ามน้ำข้ามทะเล ประดิษฐ์ธนูเพื่อล่าสัตว์และทำร้ายศัตรู ประดิษฐ์เข็มเพื่อเย็บเสื้อกันหนาว ที่สำคัญคือคิดค้นวิธีจุดและใช้ไฟให้เป็นประโยชน์นานา

แต่มนุษย์ยังต้องการสื่อสารกับจิตวิญญาณด้วยสัญลักษณ์และจินตนาการร่วม มีการขุดพบสิ่งแกะสลักจากงาช้างชิ้นเล็ก ๆ เป็นรูปมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นสิงโต พบในถ้ำที่สตาเดล ประเทศเยอรมัน มีอายุประมาณ 32,000 ปี น่าทึ่งว่ารูปแกะสลักนี้ อาร์มังด์ เปอโยต์ นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์สำหรับรถยนต์ที่เขาผลิตขายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913 และปัจจุบันยังขายได้ปีละ 1.5 ล้านคัน สัญลักษณ์มีที่ใช้ที่สำคัญอย่างน้อยสำหรับการก่อเกิดความเชื่อร่วมกัน ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นศาสนา ความเชื่อเช่นนี้จำเป็นต่อความไว้เนื้อเชื่อใจกันแม้ในระหว่างคนแปลกหน้าที่มีความเชื่อร่วมกัน

ขณะเดียวกัน การค้าได้ก่อเกิดขึ้น ในตอนแรกอาจใช้วิธีแลกเปลี่ยนสินค้าแบบ barter แต่เมื่อเริ่มมีความไว้วางใจเพราะมีเรื่องเล่าชุดเดียวกัน ก็สามารถทำการค้าโดยผ่านเงินตรา ซึ่งก็มีค่าในเชิงสัญลักษณ์โดยอาจเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง เปลือกหอย หรือก้อนเงินมีตราประทับ เป็นต้น และย่อมขนย้ายได้ง่ายกว่าการขนสินค้าไปแลกเปลี่ยนแบบบาร์เตอร์ กล่าวได้ว่าการค้าจะมีอยู่ในสายเลือดของมนุษย์บางคนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และได้พัฒนาขึ้นไล่เลี่ยกับชุดความเชื่อเชิงศาสนา

การขุดค้นที่โกเบ็กคลีเทอะเปอะที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีทำให้พบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่มีอายุราว 11,500 ปี ประกอบด้วยเสาหินที่ถูกแกะสลักต้นมหึมาหนัก 7 ตันหลายต้น แสดงว่าต้องใช้ผู้คนที่ปกติหาของป่าล่าสัตว์และมีชุดความเชื่อเดียวกันจำนวนมาก ให้มาร่วมกันสร้างสิ่งก่อสร้างที่ดูคล้ายวิหารแห่งนี้ ความเก่าแก่ของสิ่งก่อสร้างนี้ ประกอบกับการค้นพบข้าวสาลีพันธุ์ป่าในพื้นที่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรทำให้สันนิษฐานว่า สำหรับกรณีนี้ ความเชื่อมาก่อน แล้วการปลูกข้าวสาลีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติเกษตรกรรมจึงตามมา ทั้งนี้ เพื่อให้มีอาหารพอเลี้ยงดูแรงงานจำนวนมากที่มาสร้างวิหารแห่งนี้

การทำเกษตรกรรมทำให้เกิดเรื่องแต่ง (fiction) เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของขึ้นมา ก่อนหน้านี้ พวกหาของป่าและล่าสัตว์ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของผืนดิน พืชหรือสัตว์ เขาคิดว่าสิงโตไม่ได้เป็นเจ้าของม้าลาย แล้วคนเป็นเจ้าของวัวได้อย่างไร คนจะเป็นเจ้าของคนด้วยกันโดยบังคับลงเป็นทาสได้อย่างไร อย่าว่าแต่ชายก็ไม่ใช่เจ้าของหญิงที่อยู่กินด้วย อย่างไรก็ดี ชาวนามักเป็นห่วงอนาคตอยู่ตลอดเวลา เช่น กังวลว่าฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล ไหนจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและโดยน้ำมือมนุษย์ ความกังวลเช่นนี้เอื้อให้เหล่าชนชั้นปกครองก่อเกิดขึ้น ซึ่งคอยเก็บผลผลิตของชาวนาไปไว้ในยุ้งฉางของตน เหลือไว้เพียงไม่ให้ชาวนาต้องอดตาย โดยอ้างบุญคุณว่าเป็นผู้คอยคุ้มกันชาวนาจากภัยพิบัติต่าง ๆ ชนชั้นปกครองที่ประกอบด้วยพระราชา เจ้าหน้าที่ ทหาร พระ ศิลปิน นักคิด ฯลฯ จึงไม่ต้องทำนา เพราะบังคับเอาผลผลิตจากชาวนานั่นเอง แล้วชาวนาก็ยินยอม (ยกเว้นบางครั้งที่ก่อกบฏและถูกปราบปราม) เพราะเชื่อในเรื่องแต่งที่ชนชั้นปกครองแต่งขึ้น แล้วเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำอีกในรูปของเรื่องเล่า ตำนาน นิทาน สัญลักษณ์ ฯลฯ ที่เสริมกันอย่างแน่นหนา ซ้ำยังขู่ว่า ถ้าชาวนาไม่เชื่อเรื่องแต่งเช่นนี้ จะเป็นคนอกตัญญูและอาจเป็นภัยแก่ตน

ข้อคิดของยูวัลพอสรุปได้ว่า มนุษย์ซาเปียนส์ซึ่งเป็นสปีซีส์หนึ่งในสกุลโฮโม ได้ใช้ช่วงเวลา 2-3 หมื่นปี เข้าแทนที่สปีซีส์อื่นในสกุลโฮโม และได้ทำให้สัตว์จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะสัตว์ขนาดใหญ่ที่แยกอยู่มานานตามเกาะหรือในทวีปอเมริกาต้องสูญพันธุ์ไป จุดแข็งของมนุษย์คือการสื่อสารผ่านเรื่องแต่งและเรื่องเล่า ซึ่งมีด้านดีคือทำให้ผู้คนแปลกหน้าจำนวนมากร่วมมือกัน และทำให้เกิดสังคมขนาดใหญ่ ที่มีชุดความเชื่อเชิงศาสนาตรงกัน ทำการค้าระหว่างกัน และเกิดชนชั้นปกครองเพื่อคุ้มครองผู้คนจากภัยพิบัติต่าง ๆ แต่ด้านเสียคือความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ และการสงคราม

บัดนี้ มนุษย์มาถึงจุดหนึ่งของวิวัฒนาการ และคิดว่าได้พัฒนาเรื่องเล่าที่กว้างใหญ่ (grand narratives) ชุดใหม่ขึ้นในชื่อว่าประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าประชาธิปไตยจะมีจุดอ่อนและข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์แบบในทำนองเดียวกับชุดความคิดไม่สมบูรณ์แบบอื่น ๆ ที่แต่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่ก็น่าจะสอดคล้องกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี ที่ทำให้เกิด “ตลาดเสรี” ทางความคิด ที่ทำให้มีการแข่งกันแต่งเรื่อง โดยที่ชนชั้นใดจะผูกขาดเรื่องแต่งทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน มนุษย์กำลังเผชิญกับภัยคุกคามใหม่ ที่ต้องการเรื่องแต่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่กว้างขวางขึ้น ด้วยตระหนักในภัยคุกคามนั้น

ขอยกตัวอย่างภัยคุกคามที่ฉกาจฉกรรจ์สัก 4 เรื่อง เรื่องแรกมีศักยภาพทำลายล้างที่อาจทำให้โลกนี้ไม่น่าอยู่ไปเป็นศตวรรษ นั่นคือสงครามนิวเคลียร์ เรื่องที่ 2 คือโรคระบาด ที่มีมานานแล้ว แต่ก็ยังหวนกลับมาได้เป็นระลอก โรคระบาดใหญ่อย่างโควิด – 19 ต้องการการรับมือระดับโลก ภัยคุกคามที่ 3 คือภาวะเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนและน้ำทะเลสูงขึ้นในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าถ้ามนุษย์ไม่ร่วมมือกัน กระนั้นก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่รู้สึกแบบกบในกระทะที่ค่อย ๆ ร้อนขึ้น จึงปฏิเสธว่าไม่ใช่ภัย และยังคงเผาผลาญสารไฮโดรคาร์บอน (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) เป็นว่าเล่น เรื่องที่ 4 ยังดูเป็นนามธรรม แต่มีการพูดถึงบ้างแล้ว นั่นคือภัยจากปัญญาประดิษฐ์ ที่ซาเปียนส์ฉลาดกำลังแข่งกันพัฒนา ทั้ง ๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า สิ่งประดิษฐ์ที่กอปรด้วยปัญญาในอนาคต จะมีคุณสมบัติอะไรบ้างที่เหนือกว่ามนุษย์ คำถามมีอาทิ ปัญญาประดิษฐ์จะมีความสามารถในการคำนวณ เรียนรู้ และประมวลผลทั้งจากข้อมูลที่มีอยู่หรือที่ยังไม่มี ได้เหนือกว่ามนุษย์สักเพียงใด จะสามารถแสดงออกหรือตอบสนองในเชิงอารมณ์-ความรู้สึกได้เหมือนหรือดีกว่ามนุษย์ไหม ที่น่าคิดมาก ๆ คือ คำว่าซาเปียนส์แปลว่าฉลาด ฉลาดทั้งในด้านพุทธิปัญญาและจริยปัญญา ถ้าหุ่นยนต์มีความมุ่งมั่นและเจตจำนงเสรีในการเลือก (volition) จะมีจริยปัญญาเพียงใด หรือจะพัฒนาขึ้นเป็นสปีซีส์ “พระเจ้า” (ยูวัลใช้คำว่า Homo Deus) แล้วมาปกครองมนุษย์ซาเปียนส์ได้หรือไม่

ผมคิดว่าเรื่องแต่งว่าด้วยประชาธิปไตยอาจเป็นคำตอบ แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง มีคลิปการหาเสียงคลิปหนึ่ง ที่อาจทำขึ้นโดยพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เนื้อหามีอยู่ว่า ข้าราชการบำนาญจะถูกตัดบำนาญจนกลายเป็นขอทาน ศิลปะจะเป็น “ศิลเปรอะ” ครอบครัวจะแตกแยกเพราะลูกหลานใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต หิ้งพระจะว่างเปล่า ฯลฯ จะเกิดการถอยหลังลงหลุมดำแห่งความขัดแย้ง และการถอนรากถอนโคนวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมอันดีงาม ลงท้ายด้วยคำถามว่า “คุณอยากให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมจริงหรือ” นี่เป็นเพียงการหาเสียง แต่ถ้าผลการลงคะแนนในวันที่ 14 พฤษภาคมบ่งชี้ว่า เสียงข้างมากของประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่ปลุกเร้าความกลัวดังที่แสดงในคลิปดังกล่าว เราจะก้าวพ้นความขัดแย้งที่เป็นธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยที่เปิดกว้างได้หรือไม่ แล้วปล่อยให้การเลือกตั้งคราวถัด ๆ ไป เป็นโอกาสให้ประชาชนกำหนดใจตนเองอีกที

หลักสำคัญประการหนึ่งของประชาธิปไตยคือการกำหนดใจตนเอง (self-determination) อุดมการณ์หลัก ๆ ที่มีให้เลือกมีตั้งแต่ อนุรักษ์นิยมสุดโต่ง (ultraright) อนุรักษ์นิยม กลางขวา กลางซ้าย นิเวศนิยม ประชาธิปไตยสังคมนิยม (social democracy) สังคมนิยม สังคมนิยมสุดโต่ง (ultraleft) เป็นต้น การกำหนดใจคือสามารถเลือกอุดมการณ์ทางการเมืองเท่าที่มีให้เลือกได้ โดยไม่ต้องกลัวอำนาจพันลึก อย่างไรก็ดี ประชาธิปไตยไม่ควรปิดกั้นแม้เรื่องแต่งของอำนาจพันลึก แม้จะเป็นเรื่องแต่งที่เริ่มจากความกลัวแล้วนำไปสู่ความเกลียด แต่ขอให้หยุดอยู่เพียงนั้น อย่าขยายไปถึงการกำจัด ไม่ว่าจะเป็นการพยายามกำจัดความคิดหรือกำจัดผู้คิดต่าง หมายความว่าควรลดความรุนแรงที่มาจากรัฐพันลึกที่ได้สร้างบาดแผลแก่สังคมการเมืองไทยไว้มากพอแล้ว

การรับมือกับภัยคุกคามโลกต้องการความร่วมมือระดับโลก นำโดยองค์การสหประชาชาติ โดยที่ประเทศไทยต้องมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมด้วย ส่วนภัยคุกคามระดับประเทศ ที่จะขอกล่าวโดยเฉพาะถึงภัยคุกคามทางการเมืองนั้น ต้องการการรับมือโดยอุดมการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม ซึ่งน่าจะได้แก่อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง ที่โอบรับความคิดเห็นทางการเมืองของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็งพอแก่การรับมือ โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากกว่าเรื่องแต่งเชิงอุดมการณ์อื่นใด ประชาธิปไตยเช่นนี้ ให้หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนแก่ทุกคนเท่าเทียมกัน โดยมีหลักภราดรภาพประกอบด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีพรหมวิหาร 4 เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนการปฏิบัติต่อกันด้วยไมตรี

บทความนี้เริมจากเรื่องแต่งอิงวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ 13,800 ล้านปีก่อน เวลาผ่านไปนานมาก กว่าสปีซีส์ซาเปียนส์จะผุดบังเกิดขึ้นและเคลื่อนย้ายออกจากแอฟริกาเมื่อประมาณ 70,000 ปีก่อน แต่สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลานุภาพนี้ สามารถที่จะทำลายสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ที่มีประวัติการวิวัฒนาการมาร่วม 3,800 ล้านปีได้ อย่างไรก็ดี ในไม่ช้า อาจเกิดสปีซีส์ใหม่คือ โฮโม เดอุส ที่มีปัญญาประดิษฐ์ และมาถือครองโลกใบนี้ก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไร เรื่องแต่งอิงวิทยาศาสตร์นี้ จะจบลงโดยบริบูรณ์ในอีก 5,000 ล้านปีข้างหน้า เมื่อดวงอาทิตย์จะดับสลายด้วยหมดเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยจะกลายเป็นดาวยักษ์แดง ซึ่งอาจกลืนกินดาวพุธและดาวศุกร์ไปด้วย จากนั้นจะระเบิดออกเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ ที่ส่องสว่างอยู่ราว 10,000 ปี

ผู้อ่านอาจเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องแต่งที่นำมาเล่าข้างต้น แต่เมื่อมองไปยังดวงดาวที่ระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ก็อาจเชื่อว่าชีวิตแต่ละคนช่างแสนสั้น และอายุขัยของสปีซีส์ซาเปียนส์จะยืนนานไปอีกเท่าไรก็ไม่แน่ เราคงต้องช่วยกันคิดเรื่องแต่งและเรื่องเล่า ที่เคยเกื้อหนุนซาเปียนส์ให้ร่วมมือกันและอยู่รอดในพิภพใบนี้มาแล้ว ให้เป็นเรื่องแต่งใหม่ ๆ เพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันต่อไป ในบทความนี้ ขอเสนอเรื่องแต่งว่าด้วยประชาธิปไตยที่เปิดกว้างมาไว้ให้พิจารณา

โคทม อารียา

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image