ก็เคยสัญญา
จบไปแล้วกับศึกเลือกตั้ง ส.ส. รู้ผลอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่าพรรคไหนได้กี่ที่นั่ง รอ กกต.ตรวจสอบคะแนนและเรื่องร้องเรียนต่างๆ ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร หลังการเลือกตั้งบ้านเมืองต้องสงบสุข ไม่มีเรื่องวุ่นวาย แพ้ชนะทุกฝ่ายต้องยอมรับ มีคำกล่าวไว้ว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่คือการยอมรับความพ่ายแพ้
หลังจากนี้เข้าสู่หมวดการจัดตั้งรัฐบาล คงจะไม่มีการดันทุรังตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่อย่างนั้นประเทศวุ่นแน่ เศรษฐกิจจะแย่ไปด้วย
แม้สงครามระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะจบแล้วจากการเลือกตั้ง แต่ยังมีศึกต่อเนื่องอีก หากเป็นรัฐบาลผสม ก็จะมีศึกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ในการต่อรองแย่งชิงโควต้ากระทรวงสำคัญๆ และศึกระหว่างแกนนำในแต่ละพรรคที่จะชิงเก้าอี้รัฐมนตรี แต่คงเจรจาต้าอวยกันได้ ไม่น่าจะถึงกับแตกหัก
เป็นศึกต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นระหว่างรอ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งให้ได้มากกว่า 95% ภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง หรือไม่เกิน 13 ก.ค. แต่ที่ผ่านมา กกต.จะประกาศก่อน 60 วัน อย่างการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ใช้เวลา 41 วัน แต่การเลือกตั้งก่อนหน้านั้น ทั้งปี 2548 ปี 2550 และปี 2554 ใช้เวลาเฉลี่ยแค่ 23 วัน
จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเปิดรัฐสภา เพื่อเลือกตั้งประธานรัฐสภาชั่วคราว เพื่อเลือกประธานรัฐสภาตัวจริง แล้วโหวตเลือกนายกฯ คาดว่าจะเห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ประมาณเดือนสิงหาคม จะเย้-จะยี้…รอชม
แต่ก่อนที่ ครม.ใหม่จะเข้าบริหารต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นอีกช็อตที่ประชาชนรอดูว่าจะมีนโยบายต่างๆ ตามที่เคยหาเสียงไว้มากน้อยแค่ไหน
แต่นั่นไม่สำคัญกับการนำนโยบายไปแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติให้เห็นผลอย่างรวดเร็วตามที่เคยสัญญิงสัญญาไว้ว่าจะทำโน่น ทำนี่ ในทันทีทันใดนั้น จริงแท้แค่ไหน
บางนโยบายใช่ว่าจะสั่งปุ๊บได้ปั๊บ อย่าลืมว่ายังมีกระดูกเบอร์ใหญ่คอยขวางไม่ให้ทำได้สะดวกดายนัก นั่นคือพรรคข้าราชการ รวมทั้งหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นส่วนราชการ
รัฐบาลใหม่จะจัดการอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบรายจ่ายประจำไปแล้วกว่า 2.49 ล้านล้านบาท ที่เหลือเป็นรายจ่ายลงทุน 717,199.6 ล้านบาท รายจ่ายชำระคืนเงินกู้ 117,250 ล้านบาท วงเงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 593,000 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 33,759 ล้านบาท
งบรายจ่ายประจำคงทำอะไรไม่ได้มาก ต้องไปเกลี่ยงบลงทุน แต่ก็ไม่เพียงพอกับวงเงินที่ชูนโยบายหาเสียงไว้ ดังนั้นต้องกู้เงินเพิ่มหรือไม่ แล้วนโยบายที่จะทำมีผลบวกลบอย่างไร ทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว
หน่วยงานที่ดูภาพรวมเศรษฐกิจอย่างสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสนองตอบนโยบายรัฐบาลอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู หรือท้วงติง อย่างไร
อย่าลืมว่า รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจครอบจักรวาลเหมือนแต่ก่อน ที่เคยสั่งข้าราชการซ้ายหันขวาหัน โดยฝืนความเป็นจริง ทำให้เกิดความเสียหายมากมาย จึงมีการแก้ไขกฎหมายเป็นเกราะป้องกันข้าราชการไม่ให้ทำตามโดยไม่ลืมหูลืมตา
ดังนั้น หากนักการเมืองไปสั่งมั่วๆ หรือมีความเสี่ยง อาจถูกข้อหาแทรกแซง และข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อาจไม่เล่นด้วย ถ้าจะเด้งข้าราชการที่ขวาง ก็ต้องหาเรื่องให้เนียนๆ ไม่อย่างนั้นจะโดนย้อนศรได้ เพราะเคยมีให้เห็นมาแล้วทั้งนายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกข้าราชการฟ้องว่าโยกย้ายไม่เป็นธรรม ทำให้คนสั่งการต้องพ้นเก้าอี้ไปแทน
ข้าราชการและหน่วยงานรัฐต่างๆ จึงเป็นตอใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเจอ
รอดูว่านโยบายต่างๆ ที่ป่าวประกาศตอนหาเสียงไว้ จะฝ่าด่านข้าราชการอย่างไร จะทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมจับต้องได้แค่ไหน
แว่วเพลงของอัสนี-วสันต์ …“ก็เคยสัญญา เป็นมั่นเป็นหมาย…”
สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

