เดินหน้าชน : ผลัก‘พิธา’ผู้นำฝ่ายค้าน
การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลที่ได้ ส.ส.อันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง ประกาศรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลได้ 310 เสียง แต่ต้องฝ่าด่านสำคัญคือขอเสียง ส.ว. 250 คน ลงมติสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
หรือขอเสียง ส.ส. 500 คนแสดงสปิริต “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ด้วยตัวเอง โดยโหวตเลือก “พิธา” เกิน 376 เสียงโดยไม่ต้องอาศัยเสียงของวุฒิสภา
เพราะ ส.ว.หลายคนออกมาแสดงจุดยืน “ปิดสวิตช์” ตัวเองของดออกเสียงไม่สนับสนุนพรรคก้าวไกล ด้วยเหตุผลหรือข้ออ้างเรื่องแนวนโยบายการแก้ไข ม.112 และท่าทีของพรรคก้าวไกลที่โจมตี ส.ว.ตลอดช่วง 4 ปีที่ทำงานร่วมกันในรัฐสภา
ดังนั้น ฉากทัศน์การโหวตนายกฯ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น ก่อนจะเดินหน้าไปสู่การโหวตเลือกนายกฯกลางรัฐสภา ซึ่งปกติมักนำเสนอชื่อคู่แคนดิเดตจาก 2 ขั้วการเมืองให้สมาชิกตัดสินใจเลือก แต่ ณ ขณะนี้ขั้วรัฐบาลเดิมสงบนิ่งและประกาศไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ การประชุมรัฐสภารอบแรกเลือกนายกฯ โดยวิธีการขานชื่อ ส.ส.-ส.ว.รายคนว่าประสงค์จะให้ใครเป็นนายกฯจนครบ 750 คน
หากการประชุมรัฐสภารอบนี้ “พิธา” ไม่ได้เสียงจาก ส.ว. หรือ ส.ส.พรรคขั้วรัฐบาลเดิมไม่แสดงสปิริตปิดสวิตช์ ส.ว.ตามที่เคยประกาศไว้ ทำให้ “พิธา” ไม่ได้เสียงถึง 376 เสียง การเมืองจะเดินไปสู่ฉากทัศน์ถัดไปคือการโหวตเลือกนายกฯไปเรื่อยๆ
ซึ่ง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายขั้นเทพ ยืนยันว่า จะไม่มีคำว่า “สุญญากาศ” เพราะยังมีรัฐบาลรักษาการอยู่ แต่อาจจะได้นายกฯคนใหม่ล่าช้า เพราะอย่างน้อยช่วง 2 เดือนนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องประกาศรับรอง จากนั้นเปิดสมัยประชุมสภาเพื่อเลือกประธานและเป็นขั้นตอนของประธานที่จะกำหนดในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
“เลือกได้ก็เลือก หากเลือกไม่ได้ ก็เลือกไปเรื่อยๆ ไม่เป็นไร” นายวิษณุ ระบุ
การเมืองจะเดินสู่ฉากทัศน์ถัดไป ชื่อของ “พิธา” สามารถกลับเข้ามาใหม่ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการกำหนดในเรื่องนี้เช่นกัน ตราบที่แคนดิเดตนายกฯคนเดิมยังมีคุณสมบัติครบ สามารถถูกเสนอชื่อซ้ำอีกครั้ง
การส่ง “ชื่อเดิม” เข้าในรอบนี้ ถือเป็นเรื่องท้าทายพรรคก้าวไกลว่าจะยอมเปลี่ยนเงื่อนไขหรือไม่
หากหวังพลิกมาชนะโหวตกลางสภารอบนี้ พรรคก้าวไกลต้องเปลี่ยนเงื่อนไขในบางเรื่องก่อนการโหวต เช่น การเปลี่ยนองค์ประกอบของพรรคร่วมรัฐบาล หรือแสดงความชัดเจนบางนโยบายที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ
การเปลี่ยนองค์ประกอบพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะเป็นแนวทางเดียวที่เป็นไปได้ คือ ดึง 70 เสียงของพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วม โดยไม่ต้องพึ่งเสียงของ ส.ว.ในการโหวตรอบนี้ แต่เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องกลืนเลือด เพราะได้เคยประกาศชัดเจนว่า จะไม่ดึงพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล
แต่อย่าลืมว่า ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาพรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับ 1 และ 2 ไม่เคยจับขั้วเป็นรัฐบาลด้วยกัน
ดังนั้น อาจเป็นโอกาสของพรรคอันดับ 2 คือ พรรคเพื่อไทยที่จะขยับขอตั้งรัฐบาลเอง โดยดึงภูมิใจไทยเข้ามา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พรรคก้าวไกลรับไม่ได้ และจำเป็นต้องถอนตัวจากแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เปิดโอกาสพรรคเพื่อไทยเป็นแกนหลัก ดึงพรรคภูมิใจไทย และอาจจำเป็นต้องดูดพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาด้วย เพื่อขอเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.สายบิ๊กป้อมโหวตฝ่าด่าน 376 เสียง
เพราะพรรคเพื่อไทยอ่านเกมว่า ต้องปิดทางไปสู่ขั้นตอนนายกฯนอกบัญชี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสอง ระบุว่า “ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้” ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งหรือ 375 เสียง ให้ยื่นเรื่องต่อสภาได้ ส่วนการโหวตเลือกนายกฯคนนอก ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภา นั่นคือ ส.ส. และ ส.ว.รวมกันต้องได้ 500 เสียงจาก 750 เสียง
ฉากทัศน์นี้อาจไม่ใช่ข่าวเลื่อนลอยที่ปล่อยออกมาว่า มีพรรคสายประชาธิปไตยบางพรรคไปล็อบบี้ ส.ว.หรือต่อสายพรรคขั้วอำนาจเดิม
เชื่อว่าเกมนี้พรรคก้าวไกลรู้เท่าทันและไม่แคร์ที่ “พิธา” ต้องพลิกบทมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อรอโอกาสแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในการเลือกตั้งครั้งหน้า

