จํานวน 100 กว่าคดี อาจทำให้สภาพของ “ธรรมกาย” สาหัส แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเส้นทางของ “คดี” ก็จะเดินไปบนเส้นทางอย่างเดียวกันกับ 3 คดีเก่า
1 คดีรับของโจร ฟอกเงิน 1 คดีรุกป่าที่เลย 1 คดีรุกป่าที่นครราชสีมา
นั่นก็คือ มีจุดเริ่มต้นจาก “หมายจับ” แล้วพัฒนาไปสู่ “หมายค้น” แต่ในที่สุด ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้
เหมือนที่ล้มเหลวมาแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน
และเหมือนที่แสดงออกอย่างเด่นชัดถึงความล้มเหลวล่าสุดระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม
นั่นก็คือ ปัญหาย้อนกลับไปยังจุดเดิมอย่างที่คณะพนักงานสอบสวนจาก “อัยการ” สุรปอย่างรวบรัดว่า
เกรงจะเกิดปัญหาจาก “มวลชน”
เพราะว่าเมื่อเดือนมิถุนายนเพียงรุกเข้าไปภายในก็ประสบเข้ากับ “กำแพงมนุษย์” จำนวนเป็นหมื่น
ทั้งยังคาดหมายไม่ได้อีกว่ามีอีกจำนวนเท่าใดรออยู่ในจุดอื่น
จากพื้นฐานความหวั่นเกรงในแบบที่เกิดขึ้นแล้วในเดือนมิถุนายน ทั้ง “ดีเอสไอ” และ “ตำรวจ” จึงละล้าละลังในเดือนธันวาคม
ไม่ว่าจะเรียกว่า “มวลชน” ไม่ว่าจะเรียกว่า “กัลยาณมิตร” ไม่ว่าจะเรียกว่า “คณะศิษยานุศิษย์” นี่คือปัญหาที่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้
ถามว่า “มวลชน” เหล่านี้มาอย่างไร
คำตอบ 1 มาจาก “กิจกรรม” หรือการจัดงานในลักษณะ “อีเวนต์” ของวัดพระธรรมกายที่ต่อเนื่องมากว่า 40 ปี
ส่งผลให้เกิดวัดสาขา สำนักสงฆ์ และศูนย์ปฏิบัติธรรม
เฉพาะภายในประเทศก็มีจำนวน 71 แห่ง ที่มีอยู่ในต่างประเทศเกือบทั่วโลกก็มีถึง 86 แห่ง
โครงการมอบทุนการศึกษาแด่พระภิกษุสามเณรครั้งที่ 1 เมื่อเดือนเมษายน 2542 ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2544 รวมจำนวนพระภิกษุเข้าสอบกว่า 200,000 รูป
โครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูปทุกหมู่บ้านทั่วไทย
ยิ่งกว่านั้น ยังมีโครงการตักบาตรพระ 1,000,000 รูป และกำลังพัฒนาไปสู่ 2,000,000 รูปในขอบเขตทั่วประเทศ
ทั้งยังริเริ่มโครงการอบรมธรรมทายาทตั้งแต่เมื่อปี 2515
ทั้งรุ่นยุวธรรมทายาทสำหรับประถมศึกษา รุ่นมัชฌิมธรรมทายาทสำหรับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษาเพื่อสร้างคนให้เป็นบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม
40 กว่าปีที่ผ่านมามีเป็น “แสน” ไม่ใช่เป็น “หมื่น”
เชื่อกันว่า ไม่ว่า “ดีเอสไอ” ย่อมรู้ในสภาพความเป็นมานี้ ไม่ว่า “ตำรวจ” ย่อมรู้ในสภาพความเป็นมานี้อย่างแจ่มชัด
เพราะมิได้เป็น “ความลี้ลับ”
ตรงกันข้าม ภาพและข่าวล้วนเผยแพร่ผ่าน DMC TV ตรงกันข้าม การแสดงพลังล่าสุดก็ประจักษ์ผ่านกิจกรรมบวชอุบาสิกาแก้ว
มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 5 หมื่น
การจะจัดการกับวัดพระธรรมกายผ่านรูป “คดี” การจะจัดการ พระเทพญาณมหามุนี ผ่านรูปแห่ง “หมายจับ” และ “หมายค้น” จำเป็นต้องฝ่าด่าน “มวลชน” ที่เรียกขานว่า “กัลยาณมิตร”
แน่นอน การฝ่าด่านมิได้หมายถึงการใช้อำนาจอันแข็งแกร่งโดยกระบวนการของ “กฎหมาย” โดยกระบวนการของ “แผนปฏิบัติ” ที่ติดอาวุธร่วม 3,000 คน
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากจำเป็นต้องเอาชนะในทาง “ความคิด”
หาก “ดีเอสไอ” และ “ตำรวจ” สามารถเจาะทะลวงผ่านด่านในทาง “ความคิด” จนเอาชัยได้ จึงจะเป็นชัยชนะอย่างแท้จริง
นั่นก็คือ การโจมตีที่ “ใจ”
ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการเมื่อเดือนมิถุนายน ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการเมื่อเดือนธันวาคม นี่คือสิ่งที่ขาดไป
ดีเอสไอกับตำรวจเน้นเพียงมาตรการทาง “การทหาร” อาศัยกฎเหล็กแห่งกฎหมายและกำลังด้านเดียว ขาดการรุกด้วยมาตรการทาง “การเมือง”
ในที่สุด เดือนธันวาคมก็ซ้ำรอยเดือนมิถุนายน

