หน้าแรก คอลัมนิสต์ ท่านได้ยินคำต...

ท่านได้ยินคำตอบที่มากับสายลมแห่งการเปลี่ยนผ่านไหม

21.05.23 | 16:00 น.

ท่านได้ยินคำตอบที่มากับสายลมแห่งการเปลี่ยนผ่านไหม

การรณรงค์หาเสียง

ผมคิดว่าการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้มีเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้น ในประการแรก สื่อสารมวลชนและภาคประชาสังคมได้จัดเวทีให้พรรคการเมืองมาประชันวิสัยทัศน์หรือดีเบตกันในเรื่องนโยบายอย่างกว้างขวาง ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากสนใจติดตามฟัง การเลือกชอบพรรคที่จะลงคะแนนให้จึงน่าจะมีข้อมูลเพียงพอ นอกจากนี้ บางเวทีเป็นการสื่อสารสองทาง คือผู้เข้าร่วมรายการมีโอกาสเสนอความเห็นหรือความต้องการให้ตัวแทนพรรคการเมืองรับไว้พิจารณาด้วย สังเกตว่า พรรคการเมืองทุกพรรคเสนอนโยบายเรื่อง “ปากท้อง” ที่หวังจะโดนใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่เสนอมากไปก็เฝือ เข้าทำนองเสนอว่าจะแจกปลากันยกใหญ่ โดยไม่เน้นการแจกคันเบ็ดพร้อมวิธีจับปลา คนฟังจึงอาจเห็นว่าเป็นเรื่องผิวเผิน แจกอะไรมาเดี๋ยวก็ใช้หมด พรรคที่เน้นนโยบายแจกอย่างมาก กลับเห็นคะแนนนิยมลดลงมา ส่วนพรรคที่มีข้อเสนอในเชิงโครงสร้างหรือเสนอการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ กลับโดนใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่า นับว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยจากการหาเสียงเชิงนโยบาย “รัฐจะให้อะไร” มาเป็นการหาเสียงเชิงนโยบาย “รัฐจะเปลี่ยนอะไร อย่างไร” นั่นคือ จะเปลี่ยนโครงสร้าง รวมทั้งเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการเมืองสู่ประชาธิปไตยได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่กระแสแห่งการเปลี่ยนผ่านบอกอย่างชัดเจนต่อผู้ที่ยังอยู่ในกระบวนทัศน์เดิม

เรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่งคือการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียง ต้องยอมรับว่าคนหนุ่มสาวมีความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่าผู้สูงอายุ ในเมื่อคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่สนับสนุนพรรคก้าวไกล พวกเขาผลิตสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ (โดยเฉพาะ Tik Tok) อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งมีผู้ติดตามเข้าไปดู และกด Like หลายล้านราย ทำเอาผู้สูงอายุบางคนตกใจ สงสัยว่าทำไมลูกหลานจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ แล้วเรื่องที่สอนสั่งกันมาหายไปไหนหมด แต่คนหนุ่มสาวบางคนถามกลับว่า ที่สั่งสอนมาส่วนไหนมีเหตุผลก็ยังเชื่ออยู่ ส่วนไหนที่งมงายขอเปลี่ยนได้ไหม คุยกันไปมาในครอบครัวที่ยังคุยกันได้ ผู้สูงอายุถึงอย่างไรก็รักลูกรักหลาน แม้มีหลายเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันแต่ถึงอย่างไรก็รักอยู่ดี กระแสการเปลี่ยนแปลงจึงพัดผ่านจากรุ่นเยาว์สู่รุ่นสูงวัย มากกว่าจะพัดผ่านในทางกลับกัน

คนยิ่งมีอายุมากก็ยิ่งมีความคิดอนุรักษ์นิยมมาก พวกเขาส่วนใหญ่นิยมพลเอกประยุทธ์จึงเทคะแนนให้ในการเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ รวมคะแนนทั้งประเทศได้ประมาณ 4.7 ล้านเสียง แต่กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนทัศน์ใหม่มีมากกว่า คะแนนที่เลือกพรรคก้าวไกลมีประมาณ 14 ล้านเสียง และถ้ารวมกับคะแนนที่ให้แก่พรรคเพื่อไทยที่อยากก้าวพ้นกระบวนทัศน์เก่าเช่นกันอีกประมาณ 10.8 ล้านเสียง จะได้ 24.8 ล้านเสียง (เท่ากับประมาณ 63% ของผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนประมาณ 39.3 ล้านคน) เท่านี้ยังคิดว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอันเป็นสากลยังได้ยินได้ไม่ชัดเจนอีกหรือ

Advertisement

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นักวิชาการและนักกิจกรรมจากภาคประชาสังคม ได้จัดให้มีพิธีลงนามใน “จรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566” โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองร่วมลงนาม 29 พรรค จรรยาบรรณดังกล่าวมีภาคผนวกอยู่ด้วย 2 เรื่อง ได้แก่ภาคผนวก 1 เรื่อง “จรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้งด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ” และภาคผนวก 2 เรื่อง “ข้อพึงปฏิบัติการหาเสียงที่เป็นมิตรต่อผู้หญิงและบุคคลทุกเพศสภาพ” จรรยาบรรณการหาเสียงมีหลายข้อ ข้อที่สำคัญเขียนว่า พรรคการเมืองจะ “ไม่กระทำการใด ๆ ที่ทุจริตต่อการเลือกตั้งและที่เป็นการซื้อเสียงทั้งทางตรงและทางอ้อม” คำถามคือพรรคการเมืองปฏิบัติตามจรรยาบรรณที่ตนลงนามไว้อย่างเคร่งครัดหรือไม่

ผมมีข้อสังเกตว่า คะแนนเลือกพรรคหมายถึงคะแนนที่ตรงกับความนิยมที่มีต่อพรรค คงไม่มีใครคิดจะซื้อเสียงให้พรรค ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ Y คน จากจำนวนเต็ม 100 คนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อทั้งหมด ถ้าคนที่ลงคะแนนให้พรรคลงคะแนนให้ผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคด้วย ตามหลักของสัดส่วนอย่างคร่าว ๆ พรรคนี้น่าจะได้ ส.ส. แบบแบ่งเขต ซึ่งมีจำนวนเต็ม 400 คน หรือ 4 เท่าของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ) เท่ากับประมาณ 4 คูณ Y คน

ถ้าเป็นเช่นนี้ ขอยกตัวเลขใกล้เคียงที่ยังไม่เป็นทางการดังนี้

– พรรคก้าวไกล ที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 39 คน น่าจะได้ ส.ส. แบ่งเขต 4×39 = 156 คน (ได้จริง 113 คน)

– พรรคเพื่อไทย ที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 29 คน น่าจะได้ ส.ส. แบ่งเขต 4×29 = 116 คน (ได้จริง 112 คน)

– พรรคภูมิใจไทย ที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 3 คน น่าจะได้ ส.ส. แบ่งเขต 4×3 = 12 คน (ได้จริง 67 คน)

– พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน น่าจะได้ ส.ส. แบ่งเขต 4×1 = 4 คน (ได้จริง 39 คน)

– พรรครวมไทยสร้างชาติที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 13 คน น่าจะได้ ส.ส. แบ่งเขต 4×13 = 52 คน (ได้จริง 23 คน)

สังเกตว่ามีพรรคการเมือง 2 พรรคที่ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตน้อยกว่าที่คาด และอีก 2 พรรคที่ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตมากกว่าที่คาด ในกรณีหลัง อาจเป็นเพราะส่งผู้สมัครผู้เป็นที่นิยมในท้องถิ่นนั้น ๆ หรือเพราะเหตุปัจจัยอื่นที่ต้องศึกษาวิจัยต่อไป

มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ มีพรรคการเมือง 6 พรรคที่ได้คะแนนเลือกพรรคอยู่รั้งท้าย แต่ละพรรคได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน โดยที่พรรคเหล่านี้มีหมายเลขพรรคเป็นเลขต้น ๆ คือเลข 1, 2, 3, 4, 5, 6 อะไรจะบังเอิญเช่นนี้ เป็นไปได้ไหมว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขตแล้ว ไม่อยากเลือกพรรคของผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่ตนเลือก เลยกากบาทแบบสุ่ม ๆ ลงบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นหมายเลขต้น ๆ เรื่องนี้น่าจะศึกษากันต่อไป เช่น ศึกษาแผนแบบการลงคะแนนที่ลงให้พรรคในลำดับต้น ๆ นั้นว่ามีขึ้นในเขตเลือกตั้งใด และพรรคนั้นส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตและหาเสียงในเขตเลือกตั้งนั้นเพียงใด ถ้าเป็นไปตามสมมุติฐานที่ว่าน่าจะเป็นการกากบาทแบบสุ่ม ๆ ลงในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เรื่องนี้จะต้องให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพิ่มเติมว่า มีช่องให้กากบาท “ไม่เลือกพรรคใดเลย” อยู่ด้านล่างของบัตรไว้ให้เลือกด้วย

ในส่วนของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการหาเสียง พรรคการเมืองยอมรับว่า “พฤติกรรมและกลวิธีทางสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นอันตรายที่กำหนดไว้ในภาคผนวก 1 ของจรรยาบรรณเป็นสิ่งที่พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้สนับสนุนพรรคการเมือง และสาธารณชนไม่พึงกระทำ สื่อออนไลน์ที่เป็นอันตรายประกอบด้วย การใช้ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation), การลดทอนค่าเชิงอัตลักษณ์ (Discrimination of Identity), การยั่วยุปลุกปั่นที่มุ่งร้ายให้เกิดความรุนแรงต่อผู้อื่น (Dangerous Speech and Incitement of Violence), การจงใจรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล (Doxxing) เพื่อข่มขู่คุกคาม (Harassment), การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation) ด้วยการใช้เครือข่ายบัญชีผู้ใช้งาน (Network of Coordinated Accounts), การแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น (Impersonation), การระดมการแจ้งต่อผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ให้ถอดถอนเนื้อหาของผู้อื่น (Organized Reporting/Takedowns), และ การใช้กรอบทางกฎหมายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองแอบแฝง (Politically-motivated Enforcement of Legal Framework)

สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นอันตรายเป็นเรื่องใหม่ การยกคำศัพท์ต่าง ๆ มาอ้างข้างต้น ก็เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและการรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) มากขึ้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังไม่มีข่าวการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์มากนัก มีเสียงปรารภบ้างแต่ในเรื่อง “ไอโอ” นั่นแหละ

ในภาคผนวก 2 มีข้อความที่ขอยกมาอ้างดังนี้ “สนับสนุนวิธีการหาเสียงที่เน้นการสื่อสารข้อมูลเชิงนโยบาย เน้นเสนอประสบการณ์ ความสามารถ ความสนใจ และความเชี่ยวชาญของผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ตลอดจน) ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในการหาเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งหญิง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความมั่นใจ และน่าเชื่อถือ” อย่างไรก็ดี จำนวนผู้สมัครหญิงมีน้อยไป ทำให้ ส.ส. หญิงมีประมาณสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายควรเป็น 30 % หวังว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครหญิงไม่น้อยกว่า 30 % ซึ่งจะเพิ่มจำนวน ส.ส. หญิงได้อย่างแน่นอน

การจัดตั้งรัฐบาล

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ครองอำนาจในปัจจุบันย่อมไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ก่อนปี 2544 การเลือกตั้งทั่วไปจะเน้นตัวบุคคลมากกว่านโยบาย ในปี 2544 พรรคไทยรักไทยที่นำโดยทักษิณ ชินวัตรได้ส่งคนไปศึกษาและสอบถามประชาชนเพื่อนำข้อค้นพบมากำหนดนโยบาย ประชาชนจึงชอบนโยบายนั้น ๆ และเมื่อพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ก็นำนโยบายหลายเรื่องที่ถูกใจประชาชนไปปฏิบัติ หลังจากนั้นต่อมา พรรคที่สืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทยก็ชนะการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้ง มาครั้งนี้ถือว่าแพ้พรรคก้าวไกลอย่างคาดไม่ถึง สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้พัดผ่าน จากการชูนโยบายมาเป็นการชูอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมเหตุผล คนหนุ่มสาวที่เบื่อวาทกรรม “ปฏิรูป” ที่ว่างเปล่า เบื่อการกล่อมเกลาค่านิยมอนุรักษ์ที่ซ้ำซาก จึงหันมาเลือกสายลมที่สดใหม่มากกว่า

ในคราวที่มีพรรคการเมืองลงนามในจรรยาบรรณการหาเสียงเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้น มีพรรคการเมือง 28 พรรคที่ลงนามใน “สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้แก่ประชาชน” ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“1) จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ต่อเมื่อมีเสียงสนับสนุนรวมกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับกลุ่มของพรรคการเมืองที่มีเสียงรวมกันไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

2) เมื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะนำนโยบายที่แต่ละพรรคใช้ในการหาเสียงมาบูรณาการกันอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญแก่นโยบายร่วมกันนี้”

หวังว่าพรรคการเมืองทั้ง 28 พรรคที่ลงนามในสัญญาฯ จะเคารพ ไม่เฉพาะเพียงตัวอักษร แต่รวมถึงเจตนารมณ์ของสัญญาฯด้วย

หลังการเลือกตั้ง งานที่ยากยังรอพรรคก้าวหน้า พรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลอยู่ ผมอยากเสนอให้ใช้ความสงบมากกว่าการเคลื่อนไหว สงบเพื่อทำงานที่อยู่เบื้องหน้าอย่างมีสติและสมาธิ งานแรก ๆ ที่ควรทำคือการทำให้พรรคที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลมีความสมัครสมานกัน อดทนต่อความเห็นต่าง เอาเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีไว้ทีหลัง ทำงานให้รายละเอียดของนโยบายร่วมได้รับการเห็นพ้องกันอย่างชัดเจนก่อน ในวันที่ 22 พฤษภาคม มีข่าวว่าพรรคร่วมฯจะลงนามในบันทึกช่วยจำ (MOU) ที่คงระบุแต่นโยบายหลักที่เห็นร่วมกัน หลังจากนั้นยังต้องลงรายละเอียดอีกมาก

การใช้สื่อออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพก็ยังจำเป็น โดยเฉพาะในการให้ข่าวที่ถูกต้องและลดความสับสน แต่จะตามไปแก้ข่าวกึ่งจริงกึ่งเท็จคงทำไม่ไหว มีเพื่อนส่งโปสเตอร์ “ส่องนโยบายพรรคร่วมรัฐบาล” และโปสเตอร์ “ถกแบ่งโควตารัฐมนตรี” มาให้ผม โปสเตอร์เช่นนี้ไม่ควรส่งต่อ เพราะไม่แน่ไม่นอน ผมได้รับโปสเตอร์อีกฉบับหนึ่ง มีหัวเรื่องว่า “หยุดส่งข้อความที่อาจสร้างความเข้าใจผิด” มีสัญลักษณ์พรรคก้าวไกล มีชื่อและรูปคนโพสต์โปสเตอร์ และมีข้อความว่า นโยบายเรื่องต่อไปนี้ไม่จริง เช่น เรื่อง การยกเลิก ม. 112, องคมนตรี, และโครงการพระราชดำริ การยุบกำนันผู้ใหญ่บ้าน, และ อสม. การลดทหารลง 50 % เป็นต้น กระนั้น ผมเห็นว่าโปสเตอร์ฉบับนี้ก็ไม่ควรส่งต่อเหมือนกัน เพราะคงเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น

มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามอง นั่นคือเรื่องการบูลลี่ทางไซเบอร์หรือการรังแกกันทางสื่อสังคมออนไลน์ การบูลลี่กันในโรงเรียนนั้นน่าวิตก แต่ทางสื่อสังคมนั้นทำง่ายกว่าและเจ็บแรงพอ ๆ กัน มีคนให้นิยามบูลลี่ทางไซเบอร์ ว่าเป็นการก่อกวน การข่มขู่คุกคาม การให้ร้ายใส่ความ การเผยแพร่ความลับหรือข้อมูลส่วนตัว การกีดกันหรือไล่ออกจากกลุ่มออนไลน์ การแอบอ้างชื่อ การล่อลวง ฯลฯ คำแนะนำเมื่อถูกบูลลี่คือ อย่าตอบโต้ อย่าตอบกลับในรูปแบบเดียวกัน หรือคุกคามอีกฝ่ายเพื่อแก้แค้น เพราะมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ในบรรยากาศทางการเมืองที่มีความตึงเครียดระหว่างฝ่ายอยากให้การตั้งรัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคก้าวไกลประสบความสำเร็จ กับฝ่ายที่ต่อต้านการตั้งรัฐบาลเช่นนี้ เป็นธรรมดาที่มีการตอบโต้กันอย่างเผ็ดร้อนทางสื่อสังคมออนไลน์ เรื่องนี้อาจถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่รู้ว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบ มิให้การตอบโต้กลายเป็น “สงคราม” หรือการบูลลี่กันทางไซเบอร์ เหตุด้วยความแตกต่างทางการเมืองที่กำลังจะกลายเป็นความเกลียดชังกัน ผมเห็นว่าควรจะต้องเตือนสติกัน โดย “ผู้ใหญ่” ทั้งของฝ่ายอนุรักษ์นิยม (conservative) และฝ่ายก้าวหน้า (progressive) อย่าให้การทะเลาะกันทางสื่อออนไลน์ลุกลามไปจนถึงขั้นความรุนแรง เริ่มจากความรุนแรงทางวาจาแล้วตามด้วยความรุนแรงทางกายภาพ ความรุนแรงเช่นนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด และอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยไม่ราบรื่นหรือถึงกับหยุดชะงักลง

ในประเด็นที่ว่าควรทำอะไรในช่วงเวลานี้ ขอยกตัวอย่างกิจกรรมของเครือข่ายนักวิชาการเสียงประชาชนจาก 10 สถาบัน ร่วมกับสื่อมวลชน 10 สำนัก ที่ได้ร่วมกันเปิดโหวตออนไลน์  “เสียงประชาชน” ดังให้ไปถึง ส.ว. “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่ ส.ว.ควรเคารพเสียงประชาชน โดยโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงข้างมากของ ส.ส.” โดยเปิดโหวตหลังวันเลือกตั้ง ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด หรือ กดลิงค์เพื่อโหวต https://peoplevoiceth.survey.fm/เสียงประชาชน-3 โดยเริ่มตั้งแต่เที่ยงวัน 15 พฤษภาคม ถึง เที่ยงวัน 18 พฤษภาคม 2566 ต่อมาปริญญา เทวานฤมิตรกุลและคณะ ได้ร่วมกันแถลงข่าวในเย็นวันที่ 18 พฤษภาคม ถึงผลการโหวตว่า มีผู้ออกเสียง 3,487,313 ครั้ง โดยโหวตเห็นด้วยที่จะให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีจากฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง จำนวน 85% และไม่เห็นด้วย 15% เครือข่ายนักวิชาการฯจึงเรียกร้องให้ ส.ว. ฟังเสียงประชาชนในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรี พร้อมขอให้ กกต. เร่งพิจารณารับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการให้เร็วขึ้นกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ทำภายใน 60 วัน

ผมเห็นข้อความที่ระบุว่าเป็นของนักกฎหมายที่เป็น “ผู้ใหญ่” ของประเทศ ที่บอกว่า “ชาติสำคัญกว่าประชาธิปไตย” ผมมีความเห็นต่างว่า ชาตินั้นสำคัญ ประชาธิปไตยก็สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะชาติหรือเฉพาะประชาธิปไตย ขอเลือกทั้งสองเพราะทั้งสองไปด้วยกันได้ รักชาติคือรักประชาชนทุกชนชาติที่อยู่ในประเทศไทย รักประชาธิปไตยคือรักประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศ รักประชาธิปไตยแต่ชังชาติไม่มี แต่อนิจจา ยังจะมีบางคนที่แต่งเรื่องว่ารักชาติแล้วให้ชังประชาธิปไตยทีเดียวเชียวหรือ

การประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรียังมีขั้นตอนคือการประกาศผลการเลือกตั้งและการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะใช้เวลาอีกหลายสิบวัน เรายังพอมีเวลาร่วมคิดร่วมหาทางออกที่น่าจะเป็นไปได้ แต่ไม่ควรใช้เวลาเช่นนี้แสดงความเกลียดชังซึ่งกันเลย ความเห็นต่างและความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา อย่าให้ใครเขาจับได้ว่า คำกล่าวในเรื่อง “การก้าวข้ามความขัดแย้ง” และการปรองดองเป็นเพียงวาทกรรมที่ขาดความจริงใจเลย ท่านได้ยินคำตอบที่มากับสายลมแห่งการเปลี่ยนผ่านไหม ท่านได้ยินความปรารถนาของคนหนุ่มสาวบ้างไหม ท่านเชื่อไหมว่าเขาใส่ใจกับอนาคตของพวกเขามากอยู่แล้ว และต้องการเลือกทางเดินของพวกเขา ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนและประคับประคองอย่างรอบคอบ โดยไม่สร้างอุปสรรคขัดขวาง โดยอ้างโน่นอ้างนี่ แต่แท้ที่จริง อาจเป็นเพียงการยึดติดกับเรื่องเล่าเก่า ๆ ของพวกตน

ผมชอบคำกล่าวของวิษณุ เครืองามที่เตือนฝ่ายก้าวหน้าว่า “ปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้อย่างใจจง” มีอุปสรรคอยู่เบื้องหน้ามากมายบนสายธารแห่งการเปลี่ยนผ่าน ถึงเวลาที่จะต้องทำงานสานไมตรีอย่างจริงจัง

โคทม อารียา