
1.ยูเนสโกรับรองคัมภีร์เรื่องอุรังคธาตุ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ตามที่ไทยเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารรอบปี ค.ศ.2022-2023 (พ.ศ.2565-2566)
2.อุรังคธาตุเป็นชื่อคัมภีร์ทางศาสนาพุทธ (เถรวาทแบบลังกา) เล่าเรื่องความเป็นมาของพระธาตุพนม (ตำนานพระธาตุพนม) คำว่าอุรังคธาตุมาจากภาษาบาลี แปลว่า กระดูกหัวอกของพระพุทธเจ้า หมายความว่า พระธาตุพนมเป็นที่ประดิษฐานอุรังคธาตุ คือกระดูกหัวอกของพระพุทธเจ้า
นอกจากนั้น อุรังคธาตุยังบอกความเป็นมาของผู้คน, บ้านเมือง และภูมิประเทศบริเวณลุ่มน้ำโขง เช่น ชื่อเมืองร้อยเอ็ด, กำเนิดแม่น้ำโขง-มูล-ชี และกำเนิดหนองหารหลวง เป็นต้น
3.อุรังคธาตุ เป็นวรรณกรรมภาษาไทยลุ่มน้ำโขง (จารใบลานด้วยอักษร “ตัวธรรม” ลุ่มน้ำโขง) แต่งขึ้นราว 400 ปีมาแล้ว หรือระหว่าง พ.ศ.2176-2181 โดยพระยาศรีไชยชมพู นักปราชญ์ราชสำนักลาว (หลวงพระบาง-เวียงจันทน์)
หลังจากนั้นอุรังคธาตุถูกคัดลอกและดัดแปลงเป็นสำนวน “ชาววัด” อีกหลายสำนวนกระจายอยู่ตามชุมชนบ้านเมืองลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะในอีสาน
4.“สตอรี่” มีมากในหนังสืออุรังคธาตุ ที่สำคัญคือเรื่องนาคมีอย่างพิสดารเป็นพิเศษ กระตุ้นจินตนาการบรรเจิดเกิดพลังสร้างสรรค์
5.ระบบการศึกษาไทยให้ความสำคัญลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง ดังนั้นวรรณกรรมเรื่อง อุรังคธาตุถูกด้อยค่าจากกลุ่มนักวิชาการทางวรรณกรรมและประวัติศาสตร์โบราณคดี ซึ่งอาจมาจากอ่านไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นภาษาลาวโบราณ เลยพาลไม่ให้ความสำคัญ
6.อุรังคธาตุฉบับวัดพระธาตุพนม (อดีตเจ้าอาวาสทำไว้หลายสิบปีมาแล้ว) เป็นหนังสือถอดความแบบซิมพลิฟายด์เพื่อให้ “อ่านง่าย” สำหรับชาวบ้านทั่วไป แต่ยังยากสำหรับคนรุ่นใหม่สมัยนี้
จึงควรมีอุรังคธาตุ “ฉบับร่วมสมัย” ที่ให้ความสำคัญต่อสำเนียงและสำนวนโวหารแบบลุ่มน้ำโขง จะส่งให้มีพลังสร้างสรรค์ หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกมาก
ที่สำคัญก็คือผู้บริหารจังหวัดร้อยเอ็ด จะได้อ่านรู้เรื่องและเข้าใจ (ถ้าอ่าน) ว่า ชื่อเมืองร้อยเอ็ดในหนังสืออุรังคธาตุเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ร้อยเอ็ดประตู” ไม่ได้เป็นเลข 101 ที่ดันทุรังยกเมฆอ่านเป็น “เมืองสิบเอ็ดประตู” แล้วไม่ยอมแก้ไขข้อผิดพลาดจนทุกวันนี้
