หน้าแรก คอลัมนิสต์ ชีวิตเป็นการศ...

ชีวิตเป็นการศึกษา โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

21.12.16 | 14:00 น.

ต้นเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ผู้เขียนขับรถผ่านพุทธมณฑล ปลายทางคือจังหวัดนครปฐม จุดแรกที่ตั้งใจไปคือวัดญาณเวศกวัน ซึ่งเป็นวัดที่เจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านเป็นเจ้าอาวาส ด้วยความสนใจจากการได้อ่านหนังสือที่ท่านเขียน เป็นหนังสือด้านพุทธศาสนากับชีวิตต่างๆ มากมาย วัดตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

เมื่อเดินทางไปถึงพบว่าวัดมีสภาพเป็นสวนป่ากลางเมือง ร่มรื่น มีสระน้ำ ศาลา ห้องสมุด หอฉัน ละม้ายคล้ายกับวัดชลประทาน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ของท่านหลวงปู่ปัญญานันทภิกขุ ได้มีโอกาสเดินชมสวนวัด มีความสุข สดชื่น และได้แวะที่หอสมุดเป็นที่ๆ มีหนังสือต่างๆ มากมาย ถ้าผู้ใดต้องการหนังสือเล่มใด ให้เขียนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ พร้อมกับหนังสือที่ต้องการ แล้วจะมี “หลวงพี่” ท่านคอยบริการหยิบให้โดยหลักแล้วจะให้ฟรีเป็นทาน แต่ผู้เขียนก็เห็นมีหลายท่านรับหนังสือไปแล้ว ด้วยใจเป็นกุศลที่จะมีส่วนทำบุญใส่ตู้ด้วยปัจจัย ตามกำลังศรัทธา หนังสือที่ผู้เขียนตั้งใจเลือกเป็นเรื่อง “ข้อคิดเพื่อการศึกษา” ซึ่งได้อ่านแล้วมีประโยชน์ต่อสังคม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผู้บริหาร ครู อาจารย์ หากท่านได้ศึกษาถ่องแท้ และปรับใช้ตามแนวคิดของท่านเจ้าคุณ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ให้ข้อคิดไว้ จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยส่วนหนึ่งของหนังสือที่น่าสนใจ มีดังนี้

“การศึกษา” นั้นเกิดในชีวิตของคน และคนทุกคนที่เกิดมาต้องได้รับหรือเข้าถึงการศึกษาทุกคน ว่าด้วยหลักการแล้ว… การศึกษาจึงเริ่มต้นตั้งแต่คนเริ่มมีชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนา ถือว่าชีวิตเป็นการศึกษา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เรามีชีวิตก็คือเราเป็นอยู่ การเป็นอยู่ก็คือการได้ประสบการณ์ใหม่ พบคนใหม่ เจอสถานการณ์ใหม่ ที่จะต้องหาทางปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆ ให้ถูกต้อง ต้องเป็นอยู่ให้ถูกต้อง ต้องปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งที่ได้พบให้ได้ และให้ใช้ประสบการณ์อย่างถูกต้อง การพยายามอย่างนี้เรียกว่า “การศึกษา” เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องมีการศึกษาตลอดเวลา ถ้าคนไม่มีการศึกษาก็เรียกว่าสักแต่ว่ามีลมหายใจ คนที่เป็นอยู่สักแต่ว่ามีลมหายใจ ทางพระท่านเรียกว่าเป็นพาล ถ้าจะคบคนให้ถูกต้องก็ต้องเป็นอยู่ดี มีการศึกษาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหลักพระพุทธศาสนาจึงบอกว่า ถ้าเราจะดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ก็ต้องมีการฝึกอยู่ตลอดเวลาคือ ต้องศึกษา ต้องเรียนรู้
คนเรานั้นเป็นสัตว์พิเศษ เกิดมาทำอะไรไม่เป็นเลย จะอยู่ด้วยสัญชาตญาณก็ไม่ไหว จึงต้องเรียนรู้ทุกอย่าง อย่างที่ผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังว่า สุนัข แมว หมู คลอดจากท้องแม่ หรือลูกเป็ด ลูกไก่ เกิดจากการฟักไข่ เป็นตัวตนออกมาแล้ว จะลุกขึ้นยืนเดินตามแม่ไปได้เองด้วยสัญชาตญาณ แต่ “คน” ถ้าเกิดจากท้องแม่ออกมาปล่อยไว้ให้ช่วยตนเอง เหมือนเช่นสัตว์ที่กล่าวแล้วไม่ได้เลย บอกได้ว่า “ตาย” แน่ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นคนจะคลอดเกิดจากท้องแม่ จะเริ่มด้วยอาศัยพ่อแม่ ช่วยเหลืออบรม เรียนรู้กล่อมเกลา ฝึกฝน จ้ำจี้จ้ำไช ตั้งแต่กิน นอน ขับถ่าย นั่ง ยืน เดิน ต้องเรียนรู้หมด ทำเองไม่ได้ 100%

การเรียนคือ “การฝึกตน” พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกและฝึกได้ เพราะฝึกได้จึงเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ คติของพระพุทธศาสนา จึงบอกในหมู่มนุษย์คนที่ฝึกแล้วคือ ผู้ที่มีการศึกษา จึงเป็นผู้ที่ประเสริฐ

“การศึกษา” เป็นเรื่องของชีวิตตั้งแต่เกิดคือ การที่เราหาทางที่จะเป็นอยู่ดี การเป็นอยู่ดี คือการเป็นคนมีการศึกษา เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงต้องเน้นกันตั้งแต่ในบ้านในครอบครัว ดูว่าเกิดมาแล้วจะเป็นอยู่อย่างไร กิน บริโภคอย่างไร แม้แต่การกินอาหารก็เป็นการศึกษา การใช้เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มก็เช่นกัน ทุกอย่างเป็นการศึกษาหมด การใช้ตาดู หูฟัง ก็เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน

Advertisement

จะเห็นได้ว่าการศึกษาในพุทธศาสนาท่านเริ่มที่การรู้จักกิน อยู่ ใช้สอย เสพ บริโภค ปัจจัยสี่ อย่างที่พูดแบบภาษาพระว่ากินเพื่ออะไร ใช้ตาดู หูฟังเป็นหรือไม่ ดูฟังแล้วเกิดมีอะไรขึ้นในจิตใจ ได้ปัญญา ได้ความรู้ได้คติ ได้ประโยชน์ หรือได้โทษ ได้ความลุ่มหลงมัวเมา จมอยู่ใต้โมหะ ทั้งหมดนี้เป็นการศึกษาทั้งนั้น เมื่อเราใช้การศึกษา ถูกทาง เด็กเป็นอยู่ถูกต้อง มีชีวิตที่ดี พอทั้งสามด้านของการดำเนินชีวิตประสานกัน คนก็เจริญงอกงาม ทั้ง 3 ประสานกันคือ

1.พฤติกรรมที่แสดงออก การติดต่อสื่อสารกันภายนอก และความสัมพันธ์กับการสัมพันธ์ภายนอก ซึ่งจะดำเนินไปอย่างไรก็ขึ้นต่อ 2 คุณสมบัติในจิตใจที่เป็นฐาน ถ้าคุณสมบัติในจิตใจพัฒนาไปพร้อมกับสัมพันธ์ภายนอก ก็จะเป็นการพัฒนาอย่างดี แต่ทั้งหมดนี้จะต้องมี 3 ความรู้ เข้ามาชี้นำช่องทางและขยายเขตแดนให้เดินหน้าต่อไป ทั้งหมดนี้พูดถึงนี้ ก็คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” นั่นเอง

“ศีล” คือ การติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกด้วย กาย วาจา “สมาธิ” คือ เรื่องของ “จิตใจ” ซึ่งมีศูนย์รวมอยู่ที่เจตนาจะนำไป ถ้าพัฒนาจิตใจให้มีคุณภาพ เจตนาก็นำออกมาสู่พฤติกรรม การสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่ดี แต่ทั้งนี้ต้องมี “ปัญญา” ซึ่งทำให้สามารถปรับแก้พฤติกรรมและปรับแก้สภาพจิตใจให้ดีขึ้น จนถึงทำให้เป็น “อิสระ” เมื่อพบอะไร ถ้าไม่รู้ ขาดปัญญา ก็ติดขัดขัดข้อง พบเจอสถานการณ์ใหม่ ไม่รู้ว่าคืออะไร ปฏิบัติไม่ถูก จิตใจก็อึดอัด พูดสั้นๆ ว่า “ทุกข์” เกิดขึ้น แต่พบมีปัญญาก็เป็น “อิสระ” ทันที เพราะฉะนั้น “ปัญญา” จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญและจึงต้องให้มี “ศีล สมาธิ ปัญญา” ประสานไปด้วยกันตลอด

การดำเนินชีวิตที่ประกอบด้วย “ศีล สมาธิ ปัญญา” ก็เป็นมรรควิธี คือ วิถีชีวิตที่ดี ซึ่งดำเนินไปด้วยไตรสิกขา คือ การศึกษาครบทั้ง 3 ด้าน พูดสั้นๆ ภาษาชาวบ้านว่า “ฝึกอย่างไรก็ได้อย่างนั้น” ไตรสิกขามาแค่ไหน มรรคก็ได้แค่นั้น นี้เป็นเรื่องของพุทธศาสนาที่นำความจริงของธรรมชาติ นำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างวิถีชีวิตของมนุษย์ ปัจจุบันนี้ สำหรับคนทั่วๆ ไป มักมองความหมายแค่ว่า คือการไปเรียนแล้วได้มีวิชาชีพ ซึ่งเป็นเพียงส่วนปลีกย่อยอย่างหนึ่งของการศึกษา ในขอบเขตองค์ที่ 5 ของมรรค คือ “สัมมาอาชีวะ” ได้เพียงข้อเดียว แถมยังไม่เอาใจใส่ด้วยว่าเป็นสัมมาอาชีวะหรือไม่ ถ้าอย่างนี้ก็ไปไม่รอด จะเป็นการศึกษาได้อย่างไร การศึกษาจะต้องครบ ทั้ง “ศีล สมาธิ ปัญญา”

การศึกษาที่จำเป็นแนวใหม่ก็คือ แนวเดิมแท้ที่ตรงตามความจริงของธรรมชาติ โดยเฉพาะธรรมชาติของชีวิต การนำเอาพระพุทธศาสนาใช้เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว คือ… การเข้าใจธรรมชาตินั่นเอง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า… เข้าใจโลกและชีวิต ซึ่งทำให้ดูได้ชัดว่า… ชีวิตของเราจะเจริญก้าวหน้าไปท่ามกลางโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร

การศึกษามีองค์ประกอบสำคัญคือ ปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน เริ่มจาก “พ่อแม่” เป็นปัจจัยภายนอกที่ดี เป็นกัลยาณมิตร “คนแรก” หรือ “คู่แรก” การศึกษาจะสมบูรณ์ ถ้าสถาบันการศึกษาสามารถโยง ตลอดลงไปจนสามารถเป็นตัวกระตุ้นการศึกษา “ที่บ้าน” ได้การศึกษา “ที่บ้าน” ในเมืองไทยนี้อ่อนมาก “อุดมศึกษา” ที่ว่าสูงสุดนั้น จะต้องเชื่อมโยงลงไปจนถึงการศึกษาพื้นฐานที่สุด คือ “การศึกษาในบ้าน” ตัวอย่างเช่น สถาบันราชภัฏเป็นมหาวิทยาลัยที่ใกล้ชิดกับท้องถิ่น ทำอย่างไรจะสื่อให้พ่อแม่ให้การศึกษาที่ถูกต้องแก่เด็ก คือ ให้เสนอเป็นพ่อให้เป็นแม่ที่ดี ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็น “ผู้นำเสนอโลกแก่ลูก” หน้าที่แรกของพ่อแม่คือ แสดงโลกให้แก่ลูก เด็กจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผู้ที่แสดงโลกหรือนำเสนอโลก ขณะนี้ปัจจุบันนี้พ่อแม่แทบจะไม่ได้เป็นผู้นำเสนอโลก แต่ปล่อยให้สื่อต่างๆ ได้แก่ ทีวี โซเชียลมีเดียทั้งหลาย ทำหน้าที่แทน สื่อพวกนี้นำเสนอโลกที่ทารุณ โหดร้าย เต็มไปด้วยการแย่งชิง มีแต่การแสวงหาความสุขสำราญ อย่างเห็นแก่ตัวโดยไม่ถูกต้อง เด็กจึงมีทัศนคติต่อโลกแบบผิดๆ การศึกษาผิดตั้งแต่ที่บ้านแล้ว กว่าจะไปถึงโรงเรียนก็ “แก้ยาก”

การศึกษาควรจะต้องลงไปจัดวางรากฐานให้ดีคือ “ที่บ้าน” ให้ดี “อุดมศึกษา” เป็นการศึกษาสูงสุด แต่การแก้ปัญหาต้องแก้ตั้งแต่รากฐาน ไปช่วยพ่อแม่ให้การศึกษาให้ลูกอย่างถูกต้อง ให้มีความสำนึกในฐาน… “พ่อแม่” ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ท่านเป็นพรหม” คือเป็นผู้แสดงหรือนำเสนอโลกให้ลูก เป็นบูรพาจารย์ คือ อาจารย์คนแรก หรือเป็นครูต้นให้ได้ แล้วเราก็จะแก้ปัญหาของสังคม
ไทยได้ รวมทั้งปัญหาเรื่องจริยธรรมด้วย

การศึกษาที่แท้ ซึ่งเป็นองค์รวมจะแก้ปัญหาบูรณาการไปด้วยกัน โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง

“ศาสนา” คือ คำสอน เปรียบเสมือนน้ำ หรืออากาศที่จำเป็นสำหรับชีวิต จำเป็นกว่าสิ่งอื่น แต่เมื่ออยู่ปกติธรรมดา คนเราจะไม่เห็นความสำคัญ แต่พอเริ่มขาดน้ำ หรือขาดอากาศเมื่อใด เราจึงจะเห็นความสำคัญที่สูงสุด เวลานี้เมืองไทยเราขาดแคลน “จริยธรรม” ซึ่งที่จริงก็คือ… “ขาดการศึกษาแท้” ที่เป็นไปตามธรรมชาติ ขาด “ศีล สมาธิ ปัญญา” เราจึงเริ่มเห็นความสำคัญของศาสนา แต่เราจะนำมาใช้ถูกหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องพยายามเพื่อช่วยสร้างสรรค์สังคมไทย ด้วยการศึกษาโดยเฉพาะ “อุดมศึกษา” ที่จะต้องโยงตลอดลงมาถึง “ฐานของสังคม”

“คนไทยเรา” โดยเฉพาะคนที่มีการศึกษาสูง ต้องรับผิดชอบต่อสังคม จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจตนเองให้ถูกต้อง เพราะคนจะทำอะไรแก้ไขอะไร ก็ต้องรู้สิ่งที่ตัวจะทำ การรู้การเข้าใจ จะทำให้ทำอะไรๆ ได้ถูก จะแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์อะไรก็ทำได้ แต่ถ้าเราไม่รู้จักสิ่งที่เราทำ แม้… “ตัวเรา” เราจะแก้ไขได้ถูกต้องอย่างไร เรามักจะพูดว่า “อุดมศึกษา” นั้นจัดขึ้นเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาไปเป็น “ผู้นำ” (Leader) บ้าง เป็นผู้สร้างสรรค์สังคมบ้าง ไปช่วยแก้ไขปัญหาสังคมบ้าง แต่ถ้าผู้สำเร็จการศึกษายังไม่รู้จักประเทศไทย สังคมไทย วัฒนธรรมไทย นั่นคือไม่รู้จักสิ่งที่ตนทำ ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นอะไรอย่างไร ของนั้นทำมาอย่างไร แล้วจะไปแก้ไขอย่างไร ไม่ต้องไปดูเรื่องนามธรรมหรอก วัตถุหรือรูปธรรมนั่นแหละ

ถ้าเราจะสร้างวัตถุแล้วเราไม่รู้จักวัตถุนั้น เราจะทำได้อย่างไร ถ้าเราจะแก้ปัญหาสังคมไทย แต่ไม่รู้จักสังคมไทย เราจะทำไม่ได้เรื่อง

ปัจจุบันนี้ “ผู้นำ” หรือ “ผู้บริหาร” ระดับรัฐบาล กระทรวง จบจากเมืองนอกมามากมาย โดยเฉพาะอเมริกา ยุโรป ในแง่ภูมิหลังประวัติศาสตร์สังคมไทยกับสังคมอเมริกานั้นต่างกัน สังคมอเมริกาเจริญมาจากการล่าอาณานิคม บุกขยายพรมแดน แต่สังคมไทยมีลักษณะที่เราพูดๆ กันว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” สังคมไทยมีวิถีชีวิตอยู่กับที่ ไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปไหน เพราะมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ (ภูมิหลังจึงต่างจากชาวอเมริกาและยุโรป) ชวนให้ไม่ดิ้นรนขวนขวาย เพราะไม่มีอะไรบีบคั้น เราจึงควรคิดว่าจะเอาคติอะไรมาทำให้คนไทยมีความ
คิดสร้างสรรค์ ไม่นิ่งเฉยเฉื่อยชา เราจะต้องจัด ต้องปรับ สร้างวิถีชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง หากเราไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้จักความแตกต่างของตนเองกับคนอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะทำให้เราจับถูกจับผิดเพราะได้เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาคือ การศึกษาสูงสุดในการวัดผลผลิต เมื่อเป็นอุดมศึกษาก็ต้องพัฒนาคนให้มีคุณภาพสูงสุดยอดเยี่ยมดีงาม เป็นเลิศ ประเสริฐคนอย่างนี้จึงจะชื่อว่าเป็น “ผู้สำเร็จอุดมศึกษา” มีความดีเลิศประเสริฐในตนเอง และพร้อมกันนั้น ต้องสามารถที่จะเป็น “ผู้นำสังคม” หรือ “ชุมชน”

การศึกษาที่ว่ามีความเป็น “เลิศ” นั้น อยู่ที่ทำให้ได้คนขยันเลิศ หรือคนที่มีคุณภาพเป็นเลิศ ไม่ใช่เลิศที่รูปร่าง หรือบรรดารูปธรรมภายนอกเพียงเท่านั้น นับว่าเป็นงานสำคัญมากที่ต้องคิด ต้องทำ ต้องกล่อมเกลา ตกแต่ง เจียระไนในเรื่องของอุดมศึกษา ที่จะให้ได้ความหมายตามหลักการนี้ คือ… ให้ได้คนที่มีคุณภาพถึงขั้นเลิศประเสริฐจริงเป็นของแท้

ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งขณะนี้ท่านเลื่อนสมณศักดิ์เป็น “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” แล้ว รวมทั้งผู้เขียนเอง และคนไทยทั้งประเทศ ขอให้กำลังใจ กำลังปัญญา และกำลังสามัคคี ในการที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จบรรลุผล ต้องนำมาคิดให้สังคม แม้แต่แนวคิดปรัชญาที่ใช้ในการศึกษาปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเป็นลูกครึ่งผสมพันธุ์กัน เราไปนำเอามาจากยุโรปและอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งภูมิหลังไม่เหมือนคนไทยเรา เหตุปัจจัยที่ทำให้จัดอย่างนั้นๆ จึงเกิดความแปลกแยกจากตัวตนคนไทยแท้ของเรา จึงมีประวัติศาสตร์ว่าในกระทรวง มี 7 องค์ชาย 8 องค์ชาย หรือ 9 องค์ชาย หลากหลายความคิดแต่เกิดเอกภาพ เพียงแต่ขอให้มีการศึกษา เริ่มที่บ้านตั้งแต่ในครรภ์มารดา วัยทารก วัยก่อนเรียน วัยอนุบาล วัยประถม วัยมัธยม วัยอุดมต่างๆ จนมีงานทำอย่างเป็นระบบต่อเนื่องอย่างมีคุณภาพ อย่างที่เรียกว่า Education for All, All for Education

ขอให้สมัครสมานสามัคคี เกิดเอกภาพแต่ไม่แตกแยก หันมารวมกันให้ได้เป็นหนึ่งเดียว ย่อมจะเกิดพลังยิ่งใหญ่ในการนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปในวิถีทางแห่งความดีงาม และสงบสุขอย่างยั่งยืนนาน สมกับคำที่ว่า “มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง” สู่ “การศึกษา คือ การสร้างชาติ” ไงเล่าครับ

 

นพ.วิชัย เทียนถาวร