เดินหน้าชน : วิน-วินขึ้นค่าแรง
ก ารจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของพรรคก้าวไกลกับอีก 7 พรรค รวมกัน 312 เสียง ยังต้องลุ้นด่านหินว่า 250 ส.ว. จะโหวตให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทยหรือไม่
ตามไทม์ไลน์ล่าสุดช่วงวันที่ 3 ส.ค. จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี และวันที่ 10 ส.ค. มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และวันที่ 11 ส.ค. จะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณฯ
และเป็นการทำงานวันสุดท้ายของคณะรัฐมนตรีรักษาการ
ระหว่างรอกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เริ่มเห็นความคึกคัก ในการเดินสายพูดคุย รับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล เพื่อผลักดันนโยบายทางด้านเศรษฐกิจตามที่หาเสียงไว้
โดยเฉพาะการปรับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 450 บาท ที่ “พิธา” รับปากในวงหารือกับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า “จะไม่ขึ้นแบบกระชาก”
เพื่อคลายข้อกังวลผลกระทบกับต้นทุนการผลิตที่จะเกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานอย่างเข้มข้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภาคการผลิต และภาคการบริการ
ทั้งนี้ นโยบายการขึ้นค่าแรงของพรรคการเมืองเป็นข้อกังวลของภาคเอกชนตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งแล้ว ว่าหากมีการปรับแบบก้าวกระโดดตามนโยบายหาเสียง
จากอัตราในปัจจุบันที่สูงสุดอยู่ที่ 354 บาท ต่ำสุด 328 บาทไปเป็น 450 บาท หรือ 600 บาท
จะกระทบต่อธุรกิจที่กำลังเริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME
รวมทั้งข้อกังวลกับการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศที่อาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า
ขอหยิบยก ความเห็นของ “กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย” ที่มองว่า จากข้อมูลของ STATISTA เว็บไซต์วิจัยและเก็บสถิติชั้นนำระบุว่า ในปี 2565 อัตรารายได้ต่อเดือนของประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก จำนวน 18 ประเทศ โดยไทยมีอัตรารายได้ต่อเดือนอยู่ลำดับที่ 10 ด้วยอัตรารายได้เฉลี่ย 293 เหรียญสหรัฐ สูงกว่ามาเลเซียในลำดับที่ 11 และเวียดนาม ลำดับที่ 13
ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวล หากมีการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น การพิจารณาลงทุนของนักลงทุนมีแนวโน้มไปที่ประเทศเวียดนามมากขึ้น
“นโยบายช่วงหาเสียงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาผลักดันนโยบายจริง ยังเป็นเรื่องของคณะกรรมการค่าจ้าง ดำเนินการร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่เป็นการเจรจาฝ่ายเดียว มองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งอาจเป็นได้จริงพลวัตเงินเฟ้อจะเกิดแรงขึ้น หรือเกิดปัญหาการเลิกจ้างงานมากขึ้นจากต้นทุนผู้ประกอบการที่แบกรับภาระไม่ไหว”
ขณะที่ “อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” รองประธาน ส.อ.ท.ที่ไม่ได้คัดค้านการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ได้เสนอแนวทางว่า “ควรมีการพิจารณาปรับขึ้นตามทักษะความชำนาญของแรงงาน และต้องพิจารณาว่าหากปรับขึ้นค่าแรง ผลประโยชน์ที่แท้จริงจะตกอยู่กับประเทศที่แท้จริงมากน้อยเพียงใด เพราะต้องคำนึงถึงศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมด้วย”
การปรับค่าจ้างขั้นต่ำหากมองในมุมของภาคเอกชนที่ต้องรับภาระต้นทุนก็ย่อมรับฟังได้
แต่เมื่อมองในมุมของแรงงาน ลูกจ้างที่เจอกับสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็ย่อมที่ต้องการมีรายได้ที่สูงขึ้นจากค่าจ้าง
ผลการพูดคุยกับ ส.อ.ท.พอเห็นแนวทางในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ตามที่ “พิธา” ออกมาเผยว่า มีความจำเป็นต้องขึ้นจริงๆ และต้องขึ้นสม่ำเสมอ อัตโนมัติ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝั่ง นายจ้างสามารถควบคุมต้นทุนได้ ขณะที่ลูกจ้างก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานสามารถเกิดขึ้นได้จริง
จากนี้คงต้องติดตามแนวทางหลังมีการจัดตั้งรัฐบาล ในการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท
เพื่อวินวินทุกฝ่าย นายจ้าง ลูกจ้างอยู่ได้ และสิ่งสำคัญต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นด้วย
สุพัด ทีปะลา

