หน้าแรก คอลัมนิสต์ สัญญาที่ฝ่ายก...

สัญญาที่ฝ่ายการเมืองให้แก่ประชาชน

28.05.23 | 13:30 น.

สัญญาที่ฝ่ายการเมืองให้แก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน โดยมีทหาร 4 เหล่าทัพ รวมทั้งตำรวจให้การสนับสนุน ต่อมา พลเอกประยุทธ์ได้กล่าวในรายการ ‘คืนความสุขให้คนในชาติ’ ที่จัดทำโดย คสช. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 ว่า

“ผมคิดว่าคนไทยทุกคนเหมือนผม ไม่มีความสุขมาประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะนี้ทุกคนอยู่ในความสุขสงบมาก ตั้งแต่ 20 และ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา คสช. ไม่ต้องการก้าวเข้าสู่อำนาจ ไม่ต้องการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์เลย”

“คสช. เข้าใจความรู้สึกของชาวต่างประเทศ เราเข้าใจดีถึงกฎเกณฑ์ของสังคมโลกในปัจจุบัน เป็นโลกของประชาธิปไตย แต่ขอให้เวลาเราในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม และอะไรอีกหลายอย่าง เพื่อแก้ประชาธิปไตยของไทยให้เป็นสากล ถูกต้อง ชอบธรรม รับผิดชอบ เสียสละ นึกถึงประโยชน์ของประชาชน ทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกพื้นที่ ทั้งประชาชนเสียงข้างมากข้างน้อย ต้องได้รับความพึงพอใจอย่างทั่วถึงกัน หากทุกคนร่วมมือกัน จะนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงปลอดภัยยั่งยืน ทุกอย่างก็จะผ่อนคลายไปตามลำดับ เราเข้าใจว่า ทุกคนคงต้องเลือกประเทศชาติก่อนประชาธิปไตย ที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงนั้น จะประมาณระยะเวลาที่ไม่นานนัก”

ผมถือว่า โดยทั่วไปทหารที่ทำการรัฐประหาร รวมทั้ง คสช. คือทหารการเมือง เลยถือคำกล่าวข้างต้นเป็นคำสัญญาแบบหนึ่งของฝ่ายการเมือง คราวนี้มาดูสัมฤทธิ์ผลของคำสัญญานี้ดูบ้าง

Advertisement

9 ปี ระหว่าง 2548 ถึง 2557 พลเอกประยุทธ์คิดว่าคนไทยทุกคนเหมือนเขา คือไม่มีความสุข เขาขอเวลาแก้ไขปรับเปลี่ยนประชาธิปไตยไทยให้เป็นสากล ประมาณระยะเวลาที่ไม่นานนัก แต่หลังจากที่ครองอำนาจมานาน 9 ปี ระหว่าง 2557 ถึง 2566 พลเอกประยุทธ์ยังขอ “ทำต่อ” แต่ประชาชนให้คำตอบแล้วว่า “พอเถิดครับ” พลเอกประยุทธ์จะรับฟังคำตอบนี้หรือไม่ มาบัดนี้ ท่านสามารถทำให้ “ทั้งประชาชนเสียงข้างมากข้างน้อย ต้องได้รับความพึงพอใจอย่างทั่วถึงกัน” ตามที่เคยสัญญาไว้ ทำได้ได้ง่ายนิดเดียว คือลงจากเวทีการเมืองอย่างมีเกียรติ และสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวมตัวกันเป็นเสียงข้างมากให้ “นำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่าง มั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 9 ปีของการยึดอำนาจของ คสช. พอดี พรรคการเมือง 8 พรรคได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก (313 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง) บันทึกความเข้าใจร่วมกันนี้ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Memorandum of Understanding และเรียกกันติดปากว่า MOU บันทึกฉบับนี้เป็นสัญญาระหว่าง 8 พรรคที่จะร่วมรัฐบาล แต่เนื่องจากเป็นเอกสารสาธารณะ บทความนี้จะถือว่า MOU ฉบับนี้ เป็นเสมือนสัญญาต่อสาธารณชนด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะมี MOU กล่าวคือเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นักวิชาการและนักกิจกรรมจากภาคประชาสังคม ได้จัดให้มีพิธีลงนามใน “สัญญาที่พรรคการเมืองขอให้ไว้แก่ประชาชน” โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองร่วมลงนาม 28 พรรค คำ “สัญญาฯ” มี 8 ข้อ ต่อไปจะขอเปรียบเทียบ “สัญญาฯ” 8 ข้อนี้ กับประเด็นที่เกี่ยวข้องกันของ MOU พร้อมให้ข้อสังเกตโดยสังเขป โดยเรียงตามลำดับข้อของ “สัญญาฯ” ดังนี้

พรรคการเมือง 28 พรรคให้สัญญาว่า

1) จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็ต่อเมื่อมีเสียงสนับสนุนรวมกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับกลุ่มของพรรคการเมืองที่มีเสียงรวมกันไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ข้อสังเกต ควรตีความข้อนี้ในทางบวกว่า การไม่สนับสนุนการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยหมายรวมถึงการสนับสนุนการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากด้วย การเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากเสียงข้างมากของ ส.ส. ต้องการเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อย 376 เสียง การที่ ส.ส. งดออกเสียงก็ดี หรือออกเสียงไม่เห็นชอบก็ดี จะเป็นการขัดขวางการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก และทำให้กระบวนการหยุดชะงักลง อีกทั้งการไม่สนับสนุนการตั้งรัฐบาลทั้งเสียงข้างน้อยและเสียงข้างมาก ยังเป็นการขัดกันในตัว ดังนั้น จึงขอร้องให้พรรคการเมืองที่ลงนามใน “สัญญาฯ” พิจารณาในภาพใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยที่ถือตามเสียงข้างมากอย่างตรงไปตรงมาด้วย ขณะนี้มีการเรียกร้องให้ ส.ว. โหวตให้นายกรัฐมนตรีเสียงข้างมาก จึงควรมีข้อเรียกร้องเดียวกันนี้ต่อ ส.ส. เสียงข้างน้อยด้วย เพราะ ส.ส. ทุกคนพึงมีจิตสำนึกประชาธิปไตยอยู่แล้ว

อนึ่ง มี ส.ว. บางคนกล่าวว่าจะไม่โหวตให้นายกรัฐมนตรีเสียงข้างมาก ถ้าใน MOU มีเรื่องการแก้ไข มาตรา 112 แต่พอ MOU ไม่กล่าวถึงมาตรา 112 ก็บอกว่าจะไม่โหวตให้อยู่ดี จึงอยากทำความเข้าใจว่า การแก้ไขมาตรา 112 ต้องทำเป็นร่าง พ.ร.บ. การทำ MOU เป็นการทำความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล การไม่กล่าวถึงมาตรา 112 หมายความว่า คณะรัฐมนตรีจะไม่เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112 แต่ตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคนก็เสนอร่าง พ.ร.บ. ได้ ต่อจากนั้น ถ้าร่างพ.ร.บ. ฉบับใดได้รับการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว วุฒิสภายังสามารถยับยั้งร่างนั้นได้ ถ้าจะให้ผ่านร่างที่ถูกยับยั้ง สภาผู้แทนราษฎรต้องยืนยันร่างนั้นด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ ส.ส. ทั้งหมดที่มี จึงถือว่าได้ว่าได้ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา

ในกรณีที่ร่าง พ.ร.บ. ใดผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา ให้นำร่างนั้นขึ้นทูลเกล้าถวาย ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบ หรือไม่ส่งร่าง พ.ร.บ. นั้นกลับมายังรัฐสภาภายใน 90 วัน รัฐสภาต้องยืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของทั้งสองสภา จึงจะผ่านเป็นกฎหมายได้ เห็นได้ว่า ส.ส. จำนวน 20 คนขึ้นไปสามารถเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112 ได้ แต่ถ้าจะให้ผ่านเป็นกฎหมายยังมีอีกหลายขั้นตอน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องและไม่ควรเป็นเงื่อนไขในการยับยั้งการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

2) เมื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะนำนโยบายที่แต่ละพรรคใช้ในการหาเสียงมาบูรณาการกันอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญแก่นโยบายร่วมกันนี้ข้อสังเกต การทำ MOU ในการจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นการบูรณาการนโยบายเข้าด้วยกันในเบื้องต้น ที่ตอบคำถามว่ารัฐบาลจะทำ “อะไร” รวมเป็น 23 ประเด็น แต่ยังจะต้องทำการบ้านเพิ่มเติมว่าในแต่ละประเด็นจะทำ “อย่างไร”

3) จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองในการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ร่างโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือไม่

ข้อสังเกต ความข้อนี้ตรงกับประเด็นที่ 1. ของ MOU ซึ่งระบุอีกว่า จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นการฟื้นฟูประชาธิปไตย

4) จะสนับสนุนให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน

ข้อสังเกต MOU ระบุเรื่องนี้ไว้เป็นประเด็นที่ 5. โดยกล่าวถึงหลักการ 3 ประการคือ หลักการด้านสิทธิมนุษยชน การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อีกทั้งเพิ่มเติมเรื่องแนวทางการดำเนินงานคือ “ทบทวนภารกิจของหน่วยงาน และการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง”

ในเรื่องนี้ มีเสียงคัดค้านว่า การเปลี่ยนแปลงด้านยุทธศาสตร์ใด ๆ จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน และให้ถามผู้ที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงดูก่อนว่าจะเห็นชอบกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขอตอบว่า รัฐไทยเข้มแข็ง การขอเอกราชอาจเป็นเป้าหมายและมีอยู่ในใจของบางคน แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ทำการต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งไม่สามารถเอาชนะรัฐได้ การปราบปรามผู้เห็นต่างโดยรัฐ และการตอบโต้ด้วยอาวุธของผู้เห็นต่างส่วนข้างน้อยนั้นได้ดำเนินมาประมาณสิบเก้าปีครึ่งแล้ว ถ้าจะถามเหยื่อความรุนแรงของทั้งสองฝ่าย น่าจะได้คำตอบว่า ยุทธศาสตร์ปัจจุบันใช้มานานแล้ว แต่ไม่เกิดประสิทธิ์ผลเท่าที่ควร หากดำเนินต่อไปก็คงเหมือนเดิม และเพิ่มจำนวนเหยื่อขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่จะคิดใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ได้หรือยัง

5) จะดำเนินนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนมีอำนาจการตัดสินใจในเรื่องของท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะพิจารณาโอนงาน งบประมาณ และบุคลากรจากราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไปสู่ราชการส่วนท้องถิ่นมากขึ้นอย่างเพียงพอ

ข้อสังเกต MOU ประเด็นที่ 6. กำหนดให้ท้องถิ่นตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสม โดยมีหลักการในเรื่องประสิทธิภาพและปราศจากการทุจริต

6) จะส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และส่งเสริมการรวมกลุ่มของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในทุกด้านโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายการดูแลผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจในการออม และสนับสนุนให้แรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม รวมถึงลูกจ้างส่วนราชการและลูกจ้างทำงานบ้าน เข้าสู่ระบบการประกันสังคมอย่างครอบคลุมและทั่วถึง

ข้อสังเกต MOU กล่าวถึงประเด็นทางเศรษฐกิจไว้ในประเด็นที่ 8 ถึงประเด็นที่ 13 และใส่ประเด็นสวัสดิการสังคมที่จะดูแล “ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ” ไว้ในประเด็นที่ 14 และกล่าวถึงผู้ประกอบอาชีพ การประมง และผู้ใช้แรงงาน ไว้ในประเด็นที่ 17 ถึง 19 ส่วน “สัญญาฯ” ข้อ 6 ข้างต้น เน้นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุและการออม แรงงานนอกระบบและการเข้าถึงระบบประกันสังคม โดยสอดคล้องกับ MOU ซึ่งมีประเด็นที่กว้างขวางกว่า

[จะขอข้ามข้อ 7) ของ “สัญญาฯ” ซึ่งเกี่ยวกับความเป็นกลางของข้าราชการในการเลือกตั้ง]

8) จะสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ ให้ผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เป็นผู้นำทางการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้บริหารพรรคการเมืองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

ข้อสังเกต “สัญญาฯ” ข้อ 8) นี้สนับสนุนให้ผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เป็นผู้นำทางการเมืองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น หมายความว่า ถ้ามีบุคคลสองคนที่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรี โดยมีความสามารถและประสบการณ์ใกล้เคียงกัน ควรให้โอกาสแก่สตรีที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการในสนามการเมือง โดยสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในลำดับก่อน ปัจจุบัน สัดส่วนของผู้หญิงที่มีบทบาททางการเมืองมีเพียงสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งต่อไป พรรคการเมืองควรเตรียมการแต่บัดนี้ โดยคัดสรรและส่งเสริมศักยภาพของสมาชิกหญิง ถ้าพรรคการเมืองส่งผู้หญิงลงสมัคร 30% เชื่อได้ว่า สัดส่วนของ ส.ส. หญิงจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 30% ตามไป

ในประเด็นความหลากหลายทางเพศ MOU ใส่เรื่องการสมรสเท่าเทียมไว้เป็นประเด็นที่ 2. ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายผู้มีความหลากหลายทางเพศนั่นเอง

MOU มีทั้งหมด 23 ประเด็น ซึ่งได้เผยแพร่อย่างกว้างขวางตามสื่อต่าง ๆ จึงจะไม่ขอกล่าวถึงเพิ่มเติมอีกในที่นี้ แต่เรื่องที่ถือว่าเป็นสัญญาที่พรรคที่จะร่วมรัฐบาลให้ไว้แก่กัน รวมถึงให้แก่ประชาชนด้วยนั้น มีข้อความคล้ายคำสัญญาที่ใส่ไว้ในตอนท้ายของ MOU ภายใต้หัวเรื่องว่า “ทุกพรรคเห็นพ้องกันว่าจะร่วมกันบริหารประเทศด้วยแนวทางการปฏิบัติดังต่อไปนี้” แนวทางการปฏิบัติมีอยู่ 5 ข้อ โดย 3 ข้อแรกมีดังนี้

1.ทุกพรรคจะคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนทุกคน

2.ทุกพรรคจะทำงานโดยซื่อสัตย์สุจริต หากมีบุคคลของพรรคใดมีพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชัน ทุกพรรคจะยุติการดำรงตำแหน่งของบุคคลนั้น ๆ ทันที

3.ทุกพรรคจะทำงานโดยให้เกียรติซึ่งกันและกัน จริงใจต่อกัน สนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง

การรวมตัวกันของพรรคการเมือง 8 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นนิมิตใหม่ของการเมืองไทย เพราะจะเป็นการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่เป็นปึกแผ่น ที่มีการแถลง “นโยบาย” ร่วมต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสในรูปของ MOU ตั้งแต่เริ่มต้น MOU นี้เป็นเหมือน “สัญญา” ที่ให้แก่ประชาชนว่าจะทำอะไรเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนบ้าง เมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว ส.ส. ที่จะเป็นฝ่ายค้านก็ดี ส.ว. และสาธารณชนก็ดี จะสามารถติดตามประเมินผลว่ารัฐบาลได้ทำตาม “สัญญา” ที่ให้ไว้เพียงใด หรือไม่ หรือถ้าทำไม่ได้ จะให้เหตุผลหรือคำอธิบายว่าอย่างไร เช่นนี้ การเมืองก็จะเดินหน้าไปได้ตามครรลองประชาธิปไตย

โคทม อารียา