หน้าแรก คอลัมนิสต์ คิดอย่างไรกับ...

คิดอย่างไรกับผลการเลือกตั้ง

30.05.23 | 12:00 น.

คิดอย่างไรกับผลการเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ผิดคาดนิดๆ ตรงที่พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งมากที่สุด เนื่องจากโพลส่วนใหญ่สรุปว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้อันดับหนึ่ง มีผลให้พรรคก้าวไกลเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน การเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล อาจทำให้พรรคก้าวไกลต้องสงวนจุดต่างลงมาหาพรรคอื่น แน่ละเป้าหมายแรกก็ต้องเป็นพรรคเพื่อไทย นอกนั้นก็คงเบอร์สามกับเบอร์สี่ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทยกับพรรคพลังประชารัฐ ในภาพรวมที่น่ายินดี คือ พรรคในสภาผู้แทนราษฎรรวมกันแล้วสามารถมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา อีกนัยหนึ่ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เองโดยไม่ต้องพึ่ง ส.ว. ทำให้ทิศทางประชาธิปไตยของไทยดูมีอนาคตมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดอำนาจ ส.ว.ได้โดยพฤตินัย และในที่สุด เมื่อ ส.ว.หมดอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย เมฆหมอกที่ปกคลุมทาบทับประชาธิปไตยก็จะถูกแสงสว่างทางปัญญาของผู้คน สาดส่องประชาธิปไตยให้กลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง!!

ทำไมก้าวไกลถึงชนะมากขนาดนี้? คนไทยไม่รังเกียจ “ซ้ายใหม่” (new left) หรือ? คำตอบคงอยู่ที่คนไทยไม่ได้คิดว่าซ้ายใหม่หรือซ้ายเก่าเป็นอย่างไร แต่มองเรื่องผลงานมากกว่า ผลงานที่ใหญ่ที่สุดของพรรคก้าวไกล ได้แก่ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเรื่องหนึ่ง กับความสามารถในการตรวจสอบรัฐบาลอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องใหญ่ที่พรรคก้าวไกลทำให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยการผลักดันให้สิทธิเสรีภาพกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของการใช้ชีวิตในระบอบประชาธิปไตย ทั้งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวของนิสิตนักศึกษาและเยาวชนที่พรรคนี้ต่อสู้อย่างหนักหน่วง กล่าวได้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพมากกว่าใคร เหนือกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรหลักหลายขุม ส่วนอีกเรื่องที่เป็นที่ประจักษ์ คือ การตรวจสอบรัฐบาล พรรคก้าวไกลทำงานเหมือนนักข่าวสืบสวน นำข้อมูลมาตีแผ่อย่างกล้าหาญ ดูเหมือนเป็นพรรคเดียวด้วยซ้ำที่ลงทุนทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งฝ่ายเบื้องหลังที่หาข้อมูลราวกับ “นักสืบ” และฝ่ายนำเสนอมีความเป็นมืออาชีพมาก เช่น บทบาทของรังสิมันต์ โรม สรุปว่า บทบาททั้งสองเรื่องทำให้ภาพพรรคก้าวไกลเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงประเทศ เหมือนกับบทบาทของขบวนการก้าวหน้า (the progressive movement) ในประเทศตะวันตก ซึ่งดูแล้วพรรคก้าวไกลนำมาใช้เต็มรูปแบบ ด้วยเหตุดังกล่าว คนไทยในการเลือกตั้งคราวนี้จึงเชื่อว่าหากเลือกพรรคก้าวไกลแล้ว ประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ก้าวหน้า

ส่วนอีกด้านหนึ่ง การที่พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งได้มากก็เป็นเพราะการสร้างกระแสขวาจัด (radical right) ไม่เป็นผล คลิปที่ป้าออกมาโอดครวญว่า “ทหารไปไหนกันหมด?” เพื่อสื่อถึงภาพอนาคตว่าหากไม่เกณฑ์ทหารแล้ว ก็จะไม่มีคนปกป้องประเทศ นั้น อาจมีกลุ่มขวาจัดอินกับคลิปอยู่บ้าง แต่น่าจะไม่มาก คนส่วนใหญ่กลับมองว่าขณะนี้มีทหารอยู่เต็มไปหมด แถมยังไปอยู่ในพื้นที่สำคัญ เช่น เป็น ส.ว. หรือองค์กรอิสระ ทหารไม่ได้หายไปไหน มิหนำซ้ำ ยุค “ลุงตู่” ยังเป็นยุครุ่งโรจน์ที่สุดของทหารยุคหนึ่ง แม้ “ลุงตู่” กับ “ลุงอ้วน” จะอ้างว่ามาเพราะความจำเป็น หากไม่ยึดอำนาจ บ้านเมืองจะขัดแย้งกันหนัก แต่คนก็ไม่เชื่อบทบาทของทหารในการเป็น “กรรมการห้ามทัพ” เท่าไร คนมองว่าทหารก็เป็น “คน” มีผลประโยชน์ไม่แพ้คนอื่น อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี เห็นได้จากลุงทั้งสองประกาศเจตนารมณ์เพื่อการดังกล่าว ยิ่งเห็นชัดเมื่อมีการโจมตีบทบาทการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร แล้วลุงทั้งสองประกาศแยกทางกัน ลุงที่อาวุโสกว่าออกตัวเก็บคะแนนว่า ตนไม่เกี่ยวกับการยึดอำนาจโดยตรง การยึดอำนาจเป็นเรื่องของลุง
อีกคน

อีกประการหนึ่ง หากเราศึกษาดีๆ เราจะพบว่า “การสร้างกระแสขวาจัด” จะปลุกให้ติดนั้น มันต้องมีเหตุผลพอสมควร พิพพา นอร์ริส (Pippa Noris, 2005: 10-11) สรุปว่า กระแสขวาจัดในยุโรปเกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจยุคหลังอุตสาหกรรม ความไม่พอใจและความไม่ศรัทธาทางการเมือง การรวมกลุ่มพรรคการเมืองขวาจัดด้วยกัน ความกลัวคนต่างชาติและการเหยียดเชื้อชาติ วิกฤตเศรษฐกิจและการว่างงาน การมีปฏิกิริยาต่อพรรคซ้ายใหม่ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน และผลจากการลงประชามติ

Advertisement

กรณีของไทย ไม่ได้มีกระแสขวาจัดที่ชัดเจน ปัญหาขวาจัดของบ้านเราเกิดจากปัญหาแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นหลัก แต่กฎหมายอาญามาตรานี้ก็เคยถูกแก้มาแล้วในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และกระบวนการแก้กฎหมายอาญาดังกล่าวยังมีอีกหลายขั้นตอน ทั้งประเด็นที่แก้ก็ยังไม่ชัดว่าเป็นเรื่องโทษ กระบวนการพิจารณาและกระบวนยุติธรรมก่อนชั้นพิจารณา อีกทั้งเมื่อมีการแก้ไขจริงต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติโดยการเห็นชอบทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองกังวลว่า “เด็ก” จะมาทำอะไรสถาบันนั้น จึงดูไกลเกินไป ภาพที่ปรากฏในสังคมปัจจุบันตรงกันข้ามกับเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ของเด็ก!! ยิ่งการปกป้องสถาบัน ยิ่งเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน มิใช่พรรคการเมืองใดนำมากล่าว
อ้าง เมื่อปรากฏชัดว่าพรรคการเมืองเข้ามาแข่งขันในการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย ก็ยิ่งแสดงว่าเขาศรัทธาในระบอบรัฐสภาและประชาธิปไตย และหวังที่จะใช้แนวทางรัฐสภาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของสังคม อันที่จริงเป็นแนวทางสันติวิธีอยู่ในตัวเอง

สรุปว่า “กระแสขวาจัด” จุดไม่ติด แต่ “กระแสสิทธิเสรีภาพและการตรวจสอบรัฐบาล” จุดติด คนจึงเลือกพรรคก้าวไกลมาก โดยเฉพาะกลุ่มก้าวหน้าที่หวังว่าบ้านเมืองจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

ปัญหาของพรรคก้าวไกลอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลและการทำหน้าที่เป็นรัฐบาล ปัญหาแรกอยู่ที่จะหลอมรวมกับพรรคอื่นได้อย่างไร กับพรรคเพื่อไทยคงพอทำเนา แม้เคยหาเสียงว่าจะไม่จับมือกัน ก็เป็นเพียงวาจาพาไป แต่ความจริงต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีปัญหา เพราะเป็นตัวประกอบยอดเยี่ยมมาแล้วหลายยุค แต่จำนวนแค่นี้คงไม่พอ หากจะไม่พึ่ง ส.ว.ก็ต้องเอาพรรค “ลุงอ้วน” มาด้วย ปัญหาอยู่ที่พรรคนี้เขาเคยเป็นรัฐบาลมาก่อนและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ส.ว.บางกลุ่ม ตัว “ลุงอ้วน” เองคงพูดง่าย แต่คนรายล้อม “ลุง” คงต่อรองน่าดู หากมองโลกในแง่ดี ก็คาดหวังว่าทั้งหมดสี่พรรคที่ได้คะแนนที่ 1-4 จะรวมกันเป็นรัฐบาลได้

ปัญหาต่อไป อยู่ที่การหลอมรวมนโยบาย เพราะทิศทางของนโยบายแตกต่างกัน เงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทยเอาไว้ตรงไหน กัญชาเสรีเอายังไง หรือแลกกับคมนาคมเหมือนเดิมพอใจไหม แล้วนโยบายประเภทคนละครึ่งของ “ลุงอ้วน” ล่ะ? ส่วนที่น่าจะเป็นปัญหาก็อยู่ที่นโยบายสิทธิเสรีภาพของพรรคก้าวไกลเอง หากเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 อย่างที่หาเสียง อีกสามพรรคก็คงไม่สนับสนุน แต่ถ้าไม่แก้ ฐานมวลชนก้าวหน้าคงไม่พอใจ หรือพบกันครึ่งทาง เสนอเพื่อ “ทำตามสัญญา” แล้วไปตายเอาดาบหน้า!!

แม้จุดไม่ติด แต่กระแส “ขวาจัด” ก็ยังครุกรุ่น ก่อนเลือกตั้งก็มีการปล่อยข่าวทำนองจะเกิดเหตุรุนแรง การก้าวย่างของ “ก้าวไกล” จึงไม่ต่างจากการเดินบนเส้นลวด ตกลงมาก็คือ ห้วงเหวของการ ยุบพรรคกับรัฐประหาร ทุกๆ ฝีก้าว จึงต้องผ่านการกลั่นกรองของสมองของทีมงาน ซึ่งเป็นปัญญาชนชั้นนำของประเทศ หวังว่าประเทศคงเกิดการเปลี่ยนแปลงตามเจตนารมณ์ แต่อย่าให้กระแส “ขวาจัด” ตีกลับได้อีกเป็นอันขาด!!!

เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ