หน้าแรก คอลัมนิสต์ หนทาง ย้อนกลั...

หนทาง ย้อนกลับ สถานการณ์’ธรรมกาย’ เปิดประตู เจรจา

20.12.16 | 12:30 น.

หากมองจากด้านของ “กองเชียร์” ไม่ว่าจะของ “ดีเอสไอ” หรือ “ตำรวจ” ไม่ว่าจะของ “วัดพระธรรมกาย” กรณีอันเกี่ยวกับ พระเทพญาณมหามุนี ไปไกลอย่างยิ่ง

ไปไกลในระดับ “โก โซ บิ๊ก”

ฝั่งของ “ดีเอสไอ” ฝั่งของ “ตำรวจ” ที่เป็น “ดอกเตอร์ อังดรัว” บางท่านสรุปว่า พระเทพญาณมหามุนี มิได้คงความเป็น “พระ” เหลืออยู่แล้ว

หากแต่ต้องพ้นจากความเป็น “พระ” ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2542 โน่น

สื่อบางสื่อซึ่งหนุนให้ “ดีเอสไอ” และ “ตำรวจ” เล่นงาน พระเทพญาณมหามุนี ให้จังหนับถึงกับลงความเห็นว่าสำนักธรรมกายมิได้เป็น “วัด” ในความหมายอันเคร่งครัด

Advertisement

หากแต่มีสถานะเดียวกันกับ “ซ่องโจร”

ยิ่ง “ตำรวจ” รุกหนักถึงกับติดประกาศอายัด “กำแพงวัด” ให้เป็น “ของกลาง” รวมแล้ว 17 จุด รอบพื้นที่ 2,000 ไร่

ยิ่งเกิดอาการ “ซี้ดซ้าด” ด้วยความพอใจ

บรรยากาศเหมือนกับสภาพของการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร บวชเป็น “สามเณร” เข้ามาเมื่อเดือนตุลาคม 2519 ยังไงก็ยังงั้น

เป็นบรรยากาศอัน “กระสา” ต่อเสียงปืนและ “เลือด”

 

มีความจำเป็นต้อง “โฆษณา” และทำ “พีอาร์” ในเชิงจิตวิทยาก่อนลงมือ “ปฏิบัติการ” อย่างแน่นอน ไม่ว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2519 ไม่ว่าเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553

เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ สร้าง “ความชอบธรรม”

เมื่อเดือนตุลาคม 2519 พวกนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกมองว่าเป็นพวกญวน พวกแกว สวมใส่รองเท้าแตะ

เมื่อเดือนเมษายน 2553 มาพร้อมกับ “ผังล้มเจ้า”

กล่าวสำหรับกรณีของ พระเทพญาณมหามุนี บรรยากาศเมื่อเดือนมิถุนายนมิได้ดุเดือดและเข้มข้นเหมือนบรรยากาศในเดือนธันวาคม

เดือนมิถุนายนต้องการตัว พระเทพญาณมหามุนี อย่างแน่นอน

ไม่ว่า “โดรน” ที่เหินไปเหนือบริเวณวัด ไม่ว่ากระหึ่มแห่ง “เฮลิคอปเตอร์” ล้วนดำรงจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน

นั่นก็คือ บรรลุภาระหน้าที่ของ “หมายค้น” เพื่อ “หมายจับ”

การเคลื่อนไหวในการกระหน่ำซัดเข้าใส่ พระเทพญาณมหามุนี มิได้หนักหน่วงรุนแรงหากเทียบกับการเคลื่อนไหวในเดือนธันวาคม

นี่คือ “สัญญะ” อันน่าวิตกชวนให้ “กังวล”

บทสรุปจากเมื่อเดือนมิถุนายนมาถึงในเดือนธันวาคม เป็นบทสรุปตรงกัน นั่นก็คือ ที่ทุกอย่างมิได้ลุยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเพราะความกังวล

กังวลว่าอาจนำไปสู่การปะทะระหว่าง “เจ้าหน้าที่” กับ “มวลชน”

เมื่อฝ่ายหนึ่งติดอาวุธทั้งตัว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมาด้วยความศรัทธา ห่วงใยและต้องการปกป้องผู้ที่เขาเคารพ นับถือ

นั่นหมายถึง “ขิงก็รา” ขณะที่ “ข่าก็แรง”

“ดีเอสไอ” และ “ตำรวจ” มีการข่าวหรือไม่ว่า ปริมาณของ “มวลชน” มากน้อยเพียงใดภายในพื้นที่ 2,000 ไร่ ของธรรมกาย

น่าเชื่อว่าจะ “รู้”

เพราะรู้นั่นเองการรุกเข้าไปในเดือนมิถุนายนจึงได้หยุดชะงัก เพราะรู้นั่นเองแม้จะมี “หมายค้น” อยู่ในมือระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน แต่ก็ยังไม่ลงมือ

นี่ถือว่าเป็น “ความรับผิดชอบ” ของ ดีเอสไอและตำรวจ

ขณะเดียวกัน ทางด้าน “คณะศิษยานุศิษย์” ก็รู้ว่าการเดินหน้าเพื่อจับตัว พระเทพญาณมหามุนี จักต้องดำเนินต่อไป และเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

นี่คือ “ดีกรี” ที่ทุกฝ่ายต่าง “รับรู้” ร่วมกัน

มีข่าว “หลุด” จากทางด้าน คสช.และทางด้านรัฐบาลว่าต้องการเห็น “การเจรจา” เห็นการหันหน้าเข้าหากัน

เหมือนกับเมื่อพ้นวันที่ 16 ธันวาคมไปก็ยากที่จะย้อนกลับไป “เริ่มต้น” ใหม่

แต่ในความเป็นจริงของ “สถานการณ์” ในความเป็นจริงของ “ความขัดแย้ง” ไม่มีคำว่า “สาย”