เกมก้าวไกลโชว์ปึ้กเพื่อไทย ผ่านทรานซิชั่นทีมสู่รบ.ใหม่ บนความไม่นิ่งขั้วการเมือง

4.06.23 | 12:00 น.

เกมก้าวไกลโชว์ปึ้กเพื่อไทย ผ่านทรานซิชั่นทีมสู่รบ.ใหม่ บนความไม่นิ่งขั้วการเมือง

ภารกิจเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล ที่มี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำฟอร์มเสียง ส.ส.ได้ 312 เสียง แม้จะกุมความชอบธรรมตามฉันทามติที่ประชาชนมอบให้ผ่านผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยตัวเลข 312 เสียง หากโฟกัสที่แค่การทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรขับเคลื่อนงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ถือว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงพอให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าทำงานได้

แต่ด้วยกลไกที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดความซับซ้อนไว้อีกขั้น โดยเฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 วรรคแรก ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน มาร่วมโหวตเลือกนายกฯด้วย โดยต้องได้เสียงสนับสนุนจากที่ประชุมรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียง

ส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วม แม้จะชนะเลือกตั้งในขั้นแรกได้ แต่ยังไม่สามารถปิดจ๊อบฟอร์มเสียง ส.ส.โหวตเลือกนายกฯ และตั้งรัฐบาลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ภารกิจของพรรคแกนนำอย่างพรรค ก.ก. ทางหนึ่งจึงต้องเดินหน้าเจรจากับ ส.ว.อีก 64 คน เป็นอย่างน้อยมาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ที่ชื่อ “พิธา” ให้สำเร็จ

อีกทางหนึ่ง คือ การเจรจาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลอันดับที่สอง อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ประกาศข้อเรียกร้องว่า ต้องการส่งบุคคลของพรรค พท.เข้าไปทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกัน นัยสำคัญของตำแหน่งประธานสภา ที่จะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง คือ ผู้ที่จะทำหน้าที่ในการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้นำรายชื่อนายกฯขึ้นทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯ

Advertisement

ประเด็นที่ยังเห็นไม่ตรงกันของพรรค ก.ก.กับพรรค พท.ในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภา ส่อเค้าว่าจะนำมาซึ่งความขัดแย้งกันระหว่างแกนนำ 2 พรรคร่วม ออกมาสู่สังคมภายนอกสุ่มเสี่ยงที่จะกระทบกับกระบวนการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล สุดท้ายแกนนำทั้ง 2 พรรคจึงต้องปรับวิธีการสงบความขัดแย้งเกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภาที่ยังไม่ลงตัว ด้วยการให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทั้ง 2 พรรคกลับไปเจรจากันเป็นการภายในตามไทม์ไลน์คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้

ขณะเดียวกันแกนนำ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมพร้อมเข้าสู่การทำหน้าที่รัฐบาล ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน (ทรานซิชั่นทีม) ที่มี “พิธา” นั่งเป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนอีก 7 พรรคร่วมเป็นคณะกรรมการ ได้แก่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนพรรค ก.ก. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนพรรค พท. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ตัวแทนพรรคประชาชาติ (ปช.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นายวิรัตน์ วรศสิริน ตัวแทนพรรคเสรีรวมไทย (สร.) นายกัณวีร์ สืบแสง ตัวแทนพรรคเป็นธรรม (ปธ.) นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ตัวแทนพรรคเพื่อไทรวมพลัง (พลท.) และ นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ตัวแทนพรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.)

มีภารกิจเตรียมความพร้อมผ่านการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย, สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล เครือข่ายแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำหน้าที่บริหารในฐานะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนทั้ง 23 ข้อเอ็มโอยูของ 8 พรรคร่วมเซ็นเป็นข้อตกลงร่วมกัน ในการเดินหน้านโยบายสำคัญๆ ของทุกพรรค โดย “ทราน   ซิชั่นทีม” คือ การทำหน้าที่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านอำนาจของรัฐบาลต่อรัฐบาลในหลายประเทศในระบอบประชาธิปไตยที่ดำเนินการ

ขณะที่เกมการเมืองในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล 2 พรรคแกนนำ พรรค ก.ก.และพรรค พท. เลือกที่จะสงวนจุดต่างลบภาพความขัดแย้ง การแย่งชิงตำแหน่งประธานสภาด้วยการให้เป็นภารกิจของคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านฯ พร้อมกับเดินหน้าภารกิจของ “ทรานซิชั่นทีม” เพื่อลดเงื่อนไขการหวาดระแวงระหว่างกัน ด้วยการประกาศความร่วมมือของแกนนำทั้งสองพรรค อย่าง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ก.ก. กับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค พท. ที่โชว์สวมกอดสยบดีลลับ เป็นดีลรัก ยืนยันความสัมพันธ์ของแกนนำ 2 พรรคร่วมยังเข้มแข็ง ประกาศจับมือไปด้วยกันไม่ว่าจะอยู่สถานะใด ท่ามกลางกระแสข่าวที่อาจจะมีการรวมเสียงกับอีกขั้วการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาแข่ง หาก “พิธา” และพรรค ก.ก. ประสบอุบัติเหตุทางการเมืองจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เนื่องด้วยจุดยืนและนโยบายของพรรค ก.ก.ที่ประกาศเดินหน้าเขย่าโครงสร้างอำนาจของประเทศ ทั้งการปฏิรูปกองทัพ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งประเด็นสำคัญอย่างการเตรียมเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่อาจจะเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มคนที่รักสถาบันออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านจนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมืองหากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้

ด้วยความไม่แน่นอนในการพูคคุยเจรจากับ ส.ว. ซึ่งถือเป็นเสียงชี้ขาดในการโหวตเลือกนายกฯ จากสัญญาณและท่าที ของสภาสูงขณะนี้ ยังเป็นไปได้ยากที่พรรค ก.ก.จะเจรจากับ ส.ว.ให้ได้เสียงสนับสนุนครบ 64 เสียง เพื่อการันตีตำแหน่งนายกฯของ “พิธา” ส่งผลให้ขั้วอำนาจปัจจุบัน ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่ยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค และยังทำหน้าที่รักษาการนายกฯอยู่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร.พ่วงด้วยตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯของพรรค พปชร. รวมทั้งพรรคแนวร่วมเดิมที่รวมเสียงกันอยู่ที่ 188 เสียง ยังคงรอโอกาสทางการเมือง อันมาจากเหตุปัจจัย ที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุให้ “พิธา” และพรรค ก.ก.ไปถึงฝั่งขึ้นนายกฯและตั้งรัฐบาลไม่ได้ ความไม่ชัวร์ของเสียงโหวตเลือกนายกฯอาจจะส่งผลต่อขั้วการเมืองได้เช่นกัน