อย่าให้ ‘สายเกิน’ เยียวยา

4.06.23 | 09:25 น.

อย่าให้‘สายเกิน’เยียวยา

ผลการปะทะกันระหว่าง “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” กับ “อำนาจประชาชน” มาถึงจุดที่เข้มข้นและแหลมคมอย่างยิ่ง

การดีไซน์โครงสร้างอำนาจในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆ การคัดสรรคบุคคลเพื่อจัดการกลไกรองรับสนับสนุนการสืบทอดอำนาจยังมีอิทธิพลสูงยิ่งต่อการกำหนดความเป็นไปของประเทศ

แต่วันนี้ “อำนาจประชาชน” ได้แสดงออกอย่างทรงพลังยิ่ง ว่าต้องการพลิกขึ้นมามีบทบาทเหนือกลไกนอกอำนาจประชาชนเหล่านั้น

ผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนว่า “อำนาจประชาชนปฏิเสธการสืบทอดอำนาจ” คือการแสดงพลังนั้นให้เห็นกันชัดๆ

Advertisement

ทว่านั่นไม่ทำให้กลไกสืบทอดอำนาจเกิดสำนึกว่าจะต้องทบทวนความล้มเหลวของตัวเอง ว่าตลอด 9 ปีที่มีโอกาสสืบทอดอำนาจอย่างเต็มที่นั้น ไร้ความสามารถที่จะทำให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจโดยสิ้นเชิง กลับยังแสดงออกในทางดันทุรังที่จะไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน

และนี่คือการสร้างสถานการณ์ที่อ่อนไหวยิ่งให้เกิดขึ้นกับความเป็นไปของประเทศชาติ

ความได้เปรียบของ “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” สามารถแทรกแซง “อำนาจประชาชน” ได้ไม่ยากนัก ด้วยกฎหมายที่ดีไซน์ไว้รองรับ และบุคลากรที่แต่งตั้งไว้เพื่อปฏิบัติการสนับสนุน

แค่กล้าหาญที่จะใช้กฎหมายและปฏิบัติการของกลไกก็หักดิบ “อำนาจประชาชน” ได้ เหมือนที่เคยจัดการมาหลายๆ ครั้งก่อนหน้านั้น

เพียงแค่ครั้งนี้คำถามไม่ใช่แค่ “กล้าหรือไม่” เท่านั้น แต่ต้องประเมินให้รอบคอบคือ “กล้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น”

แน่นอนว่า คำตอบแรกๆ คือ “ไม่มีอะไรน่ากลัว” เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดการอย่างรุนแรงต่อ “อำนาจประชาชน” ไม่มีอะไรที่ควบคุมไม่ได้

แม้จะมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่ที่สุดแล้วการใช้ความเด็ดขาดเข้าจัดการยังปราบปรามได้อยู่หมัด ลดพลังของขบวนการต่อต้านได้เสมอ

ไม่น่ามีอะไรที่จะทำให้เกิดสภาวะควบคุมไม่ได้

เหมือนกับว่า “ระบบสืบทอดอำนาจ” ที่ดีไซน์และวางกลไกไว้จะยังทำงานได้มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลว่า “อำนาจประชาชน” จะทำอะไรได้

ซึ่งก็คงเป็นอย่างนั้น หากมองในมิติของการต่อสู้ในกรอบเก่า อำนาจอะไรจะไปสู้กองกำลัง อาวุธของผู้ถือและใช้กฎหมายได้

ใครที่คิดต่อสู้มีแต่จะต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นเลือดเนื้อ ชีวิต และอิสรภาพ

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นการประเมินผลการต่อสู้ในกรอบเก่า อันหมายถึงเคลื่อนออกมาต่อต้านก็ปราบปรามอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่เปิดโอกาสให้การต่อสู้ลุกลาม หรือยืดเยื้อยาวนาน ตัดไฟแต่ต้นลมทุกกรณี

เพียงแต่นั่นไม่ใช่ตำราฮาวทูของ “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” เท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนของ “ฝ่ายอำนาจประชาชน” ด้วย

หากประเมินจากวิธีคิดและท่าทีการต่อสู้ผ่านการหาเสียงเลือกตั้ง

“เกมอำนาจ” ที่ถูกพลิกวิธีเล่นจากการตั้งโจทย์แบบ “นักการเมืองเป็นผู้นำอำนาจ” เป็นผู้กำหนดและปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ออกมาแสดงพลัง มาเป็น “ประชาชนในความเป็นเจ้าของอำนาจ” ออกมากำหนดให้ “นักการเมือง” ต้องเป็นตัวแสดงเพื่อรับใช้

ประชาชนเป็นผู้นำในการใช้อำนาจ ผ่านการแสดงออกรับรู้ในช่องทางสะดวกขึ้น

ไม่มีความเคลื่อนไหวจากประชาชน มีแต่การปฏิเสธ “อำนาจของขบวนการสืบทอด” อย่างเข้มข้น ด้วยไม่ให้ความร่วมมือแบบปฏิเสธเด็ดขาดกับกลไกที่ไม่ยอมรับอำนาจประชาชนในทุกรูปแบบ พร้อมกับกดดันให้ “นักการเมือง” ต้องรับใช้ “อำนาจประชาชน” อย่างซื่อตรง

บทเรียนที่จะไม่ต่อสู้แบบเสี่ยงเสียเลือด เสียเนื้อ และอิสรภาพ แต่ไม่ยอมรับในทุกกลไกอำนาจที่ปฏิเสธอำนาจประชาชน

ในวันที่ “อำนาจประชาชน” แสดง ออกชัดแล้วว่าต้องการสร้างอนาคตให้ประเทศแบบไหน ด้วยใคร

ไม่ใช่แค่เชื่อมั่นว่า “กล้าขวางอำนาจประชาชนแล้วมีอะไรไหม”

แต่ควรจะมีสติที่จะประเมินคำถามด้วยว่า “กล้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น รับมือสภาวะที่จะเกิดขึ้นไม่ให้ประเทศชาติเสียหายจนสายเกินจะแก้ไขได้หรือไม่” ด้วย

สุชาติ ศรีสุวรรณ