เส้นทางของ‘พิธา’
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เดินสายพบปะภาคเอกชนรายใหญ่ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ล่าสุด ยังพบกับ 3 นายกสมาคม อบจ. เทศบาล อบต.แห่งประเทศไทย และเมืองพัทยา พร้อมตัวแทนผู้บริหาร อปท.จากทั่วประเทศที่มารวมตัวกัน จากนี้ยังมีคิวเดินสายพบกับผู้ว่าฯกทม. และตัวแทนภาคส่วนต่างๆ อีกจำนวนมากให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม สลับกับการขึ้นรถแห่ไปขอบคุณเสียงสวรรค์ของประชาชนที่เลือกผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกลมาทำหน้าที่เป็นปากเสียงเรียกร้องในสภา
แม้จะยังไม่ได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลแต่ด้วยผลการเลือกตั้งเมื่อ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เสียงของประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคก้าวไกลมาเป็นอันดับหนึ่ง ทำให้มีสิทธิที่จะประกาศตัวเองได้เต็มภาคภูมิว่า พร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน
บรรดานักธุรกิจ เจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารในกิจการใหญ่ๆ ของประเทศ คิดมูลค่ากิจการการลงทุนรวมกันแล้วก็น่าจะเป็นแสนล้าน ได้เปิดประตู แสดงความยินดี พร้อมอ้าแขนให้การต้อนรับพิธา มีการเปิดอกพูดคุยแลกเปลี่ยน มุมมอง ข้อกังวลและสนับสนุน นโยบายของพรรคก้าวไกลที่ใช้หาเสียง
ต่างฝ่ายต่างทำการบ้านมาอย่างดีพูดคุยหาทางออกร่วมกัน โดยเฉพาะการกังวลเรื่องค่าแรง จนถึงการให้ได้รัฐบาลใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้
นั่นก็เสมือนเป็นฉันทานุมัติที่เห็นด้วยและยอมรับเฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้น ตัวแทนภาคเอกชนก็เหมือนได้พูดคุยกับบุคคลที่ใกล้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุดแล้ว ไม่น่าผิดไปจากนี้ ยกเว้นแต่มีอุบัติเหตุทางการเมืองที่บางฝ่ายจงใจให้เกิดขึ้น
ส่วนหน่วยงานต่างๆ ในหลายกระทรวงกับในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ ก็เข้าใจได้เช่นกันว่า ได้นำนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกลไปศึกษาลงลึกในรายละเอียดกันแล้วทุกอย่างที่เป็นนโยบาย พรรครัฐบาลจะไม่มีทางประสบความสำเร็จจะต้องอาศัยความร่วมมือของข้าราชการ บุคลากร ทุกองคาพยพในการช่วยขับเคลื่อนอย่างเต็มความสามารถ
ขณะที่กติกาการหานายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญรับทราบกันดีอยู่แล้ว ต้องมีเสียงของ ส.ว. เข้ามาร่วมสนับสนุนเพื่อให้ได้เสียงโหวต 2 สภา อย่างน้อย 376 เสียงขึ้นไป พรรคก้าวไกลก็ทำสุดเต็มความสามารถ จัดทีมเดินสายหาเสียงกับ ส.ว. เพื่อร่วมกันโหวตให้แคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกล แม้จะมี ส.ว.ไม่กี่คนจาก 250 คน มักให้ข่าวรายวันไปในทิศทางตรงกันข้ามไม่ยอมรับ ก็ถือเป็นสิทธิที่กระทำได้ในระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน จะให้เห็นคล้อยตามหมดก็บังคับกันไม่ได้
แต่ยิ่งกว่านั้น ส.ว.บางคนที่เป็นข่าวรายวัน เมื่อถูกนักข่าวถามถึงเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ว.จะโน้มเอียงให้กับการโหวตแคนดิเดตนายกฯไปในทิศทางใด กลับแสดงความเห็นออกมาให้เห็นภาพแทน ส.ว.จำนวนมากว่าจะโหวตให้ใคร ทำให้ ส.ว.หลายคนไม่ชอบใจ ทำไมต้องคิดแทน แต่ละคนล้วนมีสิทธิคนละหนึ่งเสียงสามารถตัดสินใจอนาคตประเทศด้วยตัวเอง
“ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้จัดการตั้งรัฐบาล ให้ข่าวว่า พรรครวบรวมเสียงได้ 313 เสียง เพียงพอและมั่นคงแล้วตามหลักการประชาธิปไตยสากลทั่วไป หลังจากนี้จะเดินหน้าคุยกับ ส.ว.เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วพาบ้านเมืองไปต่อตามครรลองประชาธิปไตย ไม่ไปสู่ทางตัน
แสดงให้เห็นว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์โผล่ให้เห็นแน่ ชัยธวัชยังบอกว่า “ได้พูดคุยกับ ส.ว.จำนวนหนึ่ง หลายท่านยังกังวลทิศทางนโยบายต่างประเทศ การรักษาสมดุลของไทยในเวทีการเมืองโลก และ ส.ว. ไม่ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น เมื่อได้พบกันและอธิบายจุดยืนและแนวทางของพรรคก้าวไกล ทาง ส.ว.ก็เข้าใจมากขึ้น”
ขณะที่ พิธากล่าวให้คิดหลังพบปะตัวแทน 3 สมาคม อปท.ว่า ถ้าเราเคารพเสียงประชาชน และช่วยกันเตือนว่าทุกครั้งที่ไม่เคารพมติของประชาชน จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ไม่มีใครอยากให้เกิดความขัดแย้งอีกต่อไป
“แต่การที่เรารักษาระบบ จะรักษาไม่ให้เกิดความขัดแย้งได้ ประวัติศาสตร์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สอนเราแล้วว่า อะไรเป็นต้นเหตุความขัดแย้ง” ว่าที่นายกฯกล่าวทิ้งท้าย
เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

