อันตรายจาก‘ซูคราโลส’
“ซูคราโลส” (sucralose) เป็นสารให้ความหวา นแทนน้ำตาลชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับแซคคารินหรือที่บ้านเราเรียกว่า “ขัณฑสกร” นั่นเอง
ซูคราโลสเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มีรสชาติคล้ายน้ำตาลมากที่สุด แต่มีความหวานสูงมาก หวานกว่าน้ำตาลปกติทั่วไปถึง 600 เท่าเลยทีเดียว
ผมไม่แน่ใจว่าในบ้านเรามีการนำเอาน้ำตาลเทียมที่ใช้ซูคราโลสเป็นตัวให้ความหวานแทนน้ำตาลเข้ามาจำหน่ายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือมีผู้ผลิตจำหน่ายอยู่ในสหรัฐอเมริกา แถมยังขายดีเสียด้วย
ในการสำรวจเมื่อปี 2020 พบว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้ซูคราโลสครองความนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ 51.4 เปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลเทียมที่ใช้กันอยู่ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด
นอกจากจะนำมาใช้แทนน้ำตาลโดยตรงเพื่อผสมกับเครื่องดื่มอย่างชา หรือกาแฟแล้ว ยังพบซูคราโลสได้ในสินค้าอาหารอีกหลายอย่างมาก อาทิ ขนมอบต่างๆ, น้ำโซดา, หมากฝรั่ง, เจลาติน เป็นต้น
ปัญหาก็คือ ในรายงานผลการศึกษาวิจัยใหม่ล่าสุดจากทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนอร์ทแคโรไลนา พบว่า ซูคราโลสเป็นอันตรายต่อร่างกายของคนเราในหลายๆ ด้านด้วยกัน ชนิดที่ต้องออกมาเรียกร้องให้องค์การอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกาทบทวนเรื่องความปลอดภัยของซูคราโลสใหม่หมด
ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเดียวกันนี้เคยทำวิจัยเกี่ยวกับซูคราโลสมาตั้งแต่ปี 2018 การวิจัยในครั้งนั้นพบว่า เมื่อซูคราโลสถูกย่อยภายในร่างกายของคนเรา จะแตกตัวออกให้สารประกอบหลายอย่างด้วยกัน หนึ่งในจำนวนนั้นคือสารประกอบที่ละลายในไขมัน (fat-soluble compounds) เรียกว่า สารซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต (sucralose-6-acetate)
การวิจัยครั้งล่าสุดซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในเว็บไซต์เผยแพร่งานวิจัยของ Journal of Toxicology and Environmental Health, Part B. เป็นการศึกษาวิจัยเจาะจงไปที่ซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต โดยเฉพาะเพื่อดูว่ามันส่งผลต่อร่างกายหรือไม่และส่งผลอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อดีเอ็นเอของคนเรา
ทีมวิจัยใช้วิธีการทดลองในห้องปฏิบัติการทดลองด้วยการนำเอาเซลล์เม็ดเลือดของมนุษย์ไปสัมผัสกับซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต จากนั้นก็นำเอาผลที่ได้มาวิเคราะห์หา “genotoxicity” หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ
ซูซาน สคิฟฟ์แมน หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นผู้เขียนรายงานผลการวิจัยครั้งนี้ด้วย ระบุผลของการทดลองว่า ทำให้สรุปได้ว่าสาร ซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต ที่ได้จากซูคราโลสมีความเป็นพิษเชิงพันธุกรรม หรือพูดง่ายๆ ว่ามันทำให้ดีเอ็นเอได้รับความเสียหาย และถึงกับทำให้ดีเอ็นเอที่อยู่ในเซลล์เม็ดเลือดของคน “แตกออกจากกัน” อีกด้วย
สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ ซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต ส่งผลให้สายดีเอ็นเอ (DNA strand) ขาดออกจากกัน ซึ่งหากร่างกายเราปล่อยทิ้งไว้ไม่ซ่อมแซม หรือซ่อมแซมแล้วไม่ดี ไม่เหมาะสม ดีเอ็นเอที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวก็จะก่อให้เกิดมะเร็งตามมา
นอกเหนือจากการก่อมะเร็งด้วยการสร้างความเสียหายให้กับสายดีเอ็นเอแล้ว ทีมวิจัยยังพบว่า ซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต ยังส่งผลกระทบทางลบต่อเนื้อเยื่อของลำไส้ของคนเราด้วยอีกต่างหาก
ทีมวิจัยค้นหาคำตอบนี้ด้วยวิธีการแบบเดียวกัน นั่นคือนำเอาเซลล์จากเยื่อบุผนังลำไส้ (gut epithelial cells) มาสัมผัสกับซูคราโลสและซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต พบว่าสารทั้งสองส่งผลต่อเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้เหมือนๆกัน นั่นคือก่อให้เกิดภาวะ “leaky gut” หรือภาวะ “ลำไส้รั่ว”
สคิฟฟ์แมนระบุว่า ภาวะลำไส้รั่วดังกล่าวเป็นปัญหาอย่างมากต่อร่างกายของคนเรา เพราะหมายความว่าสิ่งซึ่งร่างกายต้องการขับออกมาพร้อมกับอุจจาระกลับรั่วไหลออกจากลำไส้ แล้วก็ถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือด
ทีมวิจัยยังตรวจสอบลึกลงไปถึงผลกระทบที่มีต่อยีนในเซลล์ผนังบุลำไส้ พบว่าเมื่อสัมผัสกับซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต จะก่อให้เกิดภาวะ “ออกซิเดทีฟ สเตรสส์” (Oxidative stress) หรือภาวะที่ปรากฏอนุมูลอิสระอยู่ในร่างกายมากเกินไปในขณะที่ไม่มีแอนติออกซิเดนท์มากพอที่จะกำจัดอนุมูลอิสระเหล่านี้
ภาวะออกซิเดทีฟ สเตรสส์ ดังกล่าวนี้สามารถสร้างความเสียหายให้กับเนื้อเยื่อไขมัน, ดีเอ็นเอ และโปรตีน ในร่างกาย ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลายๆ โรคได้ อาทิ เบาหวาน, ผนังหลอดเลือดแข็งกรอบ (atherosclerosis), ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เป็นต้น
ซูคราโลส-ซิกซ์-อะซีเทต ยังอาจก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น รวมทั้งก่อให้เกิดมะเร็งตามมาได้อีกด้วย
สคิฟฟ์แมนเรียกร้องไว้ในตอนท้ายของงานวิจัยว่า ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันกลับไปทบทวนความปลอดภัยและกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับซูคราโลสเสียใหม่
เพราะยิ่งนับวันยิ่งมีหลักฐานชี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญขึ้นกับผู้บริโภค จนไม่ควรดื่มกินอีกต่อไปแล้ว
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

