ปฏิเสธได้ยากว่าภาวะสุญญากาศทางการเมือง สงครามกลางเมือง หรือความวุ่นวายต่างๆ ในประเทศล้วนมีผลให้พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ หรือเขตรอยต่อของพม่า ลาว และไทย เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกมาช้านานหลายสิบปี เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ความขัดแย้งในอินโดจีนดีขึ้นและเริ่มทรงตัวตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และทั้งสามประเทศก็มีมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังขึ้น ยาเสพติด โดยเฉพาะเฮโรอีน จึงกลายเป็นของหายากที่มีมูลค่าสูงขึ้น มียาเสพติดประเภท
อื่นๆ ถูกพัฒนาขึ้นและเป็นที่นิยมในหมู่นักเสพมากขึ้นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ในช่วงหลายปีมานี้ ประเด็นเรื่องยาเสพติดกลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง ต้องยอมรับว่ายาเสพติดแพร่หลายขึ้นแบบไม่เคยปรากฏมาก่อน ไทยกลายเป็นแชมป์จับยาบ้าและยาไอซ์ ไม่ใช่เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทั้งเอเชียตะวันออก ปริมาณยาบ้าที่เข้ามาในไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น แน่นอนยาบ้าเกือบทั้งหมดถูกลักลอบขนมาจากพม่า
จากสถิติของ สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในปี 2021 ไทยจับยาบ้าได้กว่า 592 ล้านเม็ด และยาไอซ์อีกกว่า 22,126 กิโลกรับ ปริมาณการจับกุมยาบ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกในปีเดียวกันก็สูงสุดเท่าที่เคยมีมา ปริมาณยาบ้าที่ถูกจับยึดไว้ได้สูงกว่าเมื่อปี 2011 ถึง 7 เท่า
ในปีนี้ UNODC ออกรายงานว่าด้วยการขนส่งยาเสพติดในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง และพบว่าการจับกุมยาเสพติดในพม่ายังมีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณการจับกุมยาเสพติดในไทยและลาวจะเริ่มลดลงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลดลงมากอย่างมีนัยสำคัญอะไร ในพม่า ปริมาณการจับกุมยาบ้าในปีนี้เพิ่มจากปีก่อนถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การจับกุมยาบ้าในไทย มาเลเซีย และลาว ลดลงรวมกันประมาณ 23 1 และ 4 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ในภาวะที่เกิดสงครามกลางเมืองในพม่า และเริ่มมีการกวดขันจับกุมยาเสพติดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ รูปแบบการขนส่งยาบ้าและยาไอซ์จากพม่าจึงเปลี่ยนไปด้วย จากรายงานของ UNODC เส้นทางการขนยาเสพติดที่แต่เดิมจะอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเป็นหลัก ก็เปลี่ยนมาเป็นเส้นทางในพม่าตอนกลางและทะเลอันดามัน การจับกุมยาบ้าในรัฐฉานเมื่อปีที่แล้วลดลงจาก 7 ตัน เป็น 5 ตัน ในขณะที่การจับกุมในเขตมณฑลมัณฑะเลย์เพิ่มขึ้นจาก 1 ตันเป็น 8 ตัน
เหตุผลหลักที่ขบวนการค้ายาเสพติดต้องเปลี่ยนเส้นทางการลำเลียงมีสาเหตุหลักมาจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า เชื่อกันว่ายาเสพติดที่ทางการพม่าจับได้ในมณฑลมัณฑะเลย์ทั้งหมดจะถูกส่งออกไปทางชายฝั่งทางตะวันตกของพม่า ในเขตรัฐยะไข่และรัฐมอญ แต่เดิมพื้นที่ทั้งสองรัฐไม่เคยเป็นพื้นที่ขนส่งยามาก่อน แต่ด้วยความเข้มงวดของคณะกรรมการร่วมต่อต้านยาเสพติดที่รัฐบาลในประเทศเขตสามเหลี่ยมทองคำ ได้แก่ ไทย ลาว รวมทั้งจีน ตั้งขึ้น ทำให้การขนส่งยาเสพติดผ่านสามเหลี่ยมทองคำยากขึ้น
อย่างไรก็ดี ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าปริมาณการจับกุมยาเสพติดที่ลดลงไปในรัฐฉาน หมายถึงยาเสพติดประเภทยาไอซ์ หรือ เมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) หรือ Crystal Meth เท่านั้น แต่สำหรับเมทแอมเฟตามีนประเภทเม็ด หรือยาบ้า นั้นก็ยังเป็นยาเสพติดหลักที่มีการตรวจจับได้ในรัฐฉาน และไม่ได้มีปริมาณลดลงแต่อย่างใด รายงานของ UNODC ให้เหตุผลว่า ทั้งผู้ผลิตและผู้ขนต้องรวมยาให้ได้ปริมาณมากเพื่อส่งต่อไปในเขตสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งใกล้กับรัฐฉาน ซึ่งน่าจะหมายความว่าตลาดใหญ่ของยาบ้าอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ในขณะที่เส้นทางการขนส่งยาไอซ์ออกไปยังเมืองท่าทางตะวันตกของพม่า อาจหมายความว่ามีความนิยมบริโภคยาไอซ์ในพื้นที่อื่นๆ มากกว่าทางตอนในของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมคือประวัติศาสตร์ของการผลิตยาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำ เริ่มต้นขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการปลูกฝิ่น ที่ตามมาด้วยการตั้งโรงงานกลั่นเฮโรอีน ในเขตสามเหลี่ยมทองคำ อันเป็นผลโดยตรงจากสงครามในอินโดจีนและความวุ่นวายทางการเมืองในพม่า ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารของเน วินในปี 1962 ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตยาเสพติดเป็นผลมาจากความวุ่นวายในภูมิภาคนี้ ซึ่งเริ่มมาจากยุคสงครามเย็น เมื่อสงครามกลางเมืองในพม่ายังคงดำเนินต่อไป และเขตชายแดนระหว่างฐานที่มั่นของพม่า (Burma Proper) กับเขตไทย มีพื้นที่ชายแดนของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่มกั้นอยู่ ความไม่สงบและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นกุญแจที่จะทำให้เราเข้าใจภูมิทัศน์ของขบวนการผลิตและค้ายาเสพติดในพม่า
กลุ่มชาติพันธุ์ในเขตรัฐกะเหรี่ยง ฉาน และพื้นที่อื่นๆ ทางตะวันตกของพม่าเป็นเขตผลิตและลำเลียงยาเสพติดที่สำคัญที่สุด ด้วยประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้กับรัฐบาลพม่าที่มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองพม่าในศตวรรษที่ 19 อังกฤษปกครองเขตเทือกเขาอันสลับซับซ้อนในรัฐฉานอย่างเป็นเอกเทศ คนฉานแทบไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับคนพม่าหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในขณะที่ชาวกะเหรี่ยงก็ยังมีผู้นำของตนเอง และมีสำนึกและอัตลักษณ์ของความเป็น “คนกะเหรี่ยง” ที่แตกต่างจากคนพม่าอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ชายแดนตรงนี้จึงเป็นเหมือนรัฐกันชนระหว่างไทยกับพม่า และเป็นพื้นที่ที่กองทัพพม่าหรือรัฐบาลพม่าทุกชุดปล่อยให้เป็นเขตปกครองตนเองกลายๆ มีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม รวมทั้งกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (Burma Guard Forces) ของกองทัพพม่า ได้ประโยชน์จากการค้าชายแดนและการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย
รายงานของ UNODC ยังกล่าวถึงทิศทางการผลิตยาเสพติดภายในพม่าที่เริ่มเปลี่ยนไป ในปัจจุบันรัฐบาลจีนหันมาเอาจริงเอาจังด้านการปราบปรามยาเสพติดมากขึ้น และมีมาตรการตรวจตราการส่งออกสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดเพิ่มขึ้น บรรดาผู้ผลิตจึงหาแหล่งนำเข้าสารเคมีเพิ่มเติมโดยเฉพาะจากไทยและอินเดีย ตั้งแต่ปี 2019 ทางการพม่าจับสารตั้งต้นเพื่อการผลิตยาบ้า ที่ชื่อว่า “ซูโดฟีดรีน” (pseudophedrine) ได้มากถึง 1.5 ล้านเม็ด แน่นอนว่าปริมาณที่ทางการพม่าและประเทศเพื่อนบ้านจับกุมยาบ้าและยาไอซ์ได้มีมาก
กว่านี้
ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในพม่า ขบวนการผลิตและค้ายาเสพติดยังดำเนินต่อไป และจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อยาเสพติดมีมากขึ้นและมีราคาถูกลง ปริมาณที่จะไหลเข้ามาในไทยหรือไหลออกไปประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็มีมากขึ้นด้วย ผู้เขียนจึงยังเชื่อคำกล่าวที่ว่า “ความสงบภายในพม่าหมายถึงความมั่นคงของไทย” เสมอไม่เปลี่ยนแปลง

