ผลงาน ‘อำนาจประชาชน’
การดีไซน์กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลให้ต้องยืดเยื้อยาวนานด้วยความยุ่งยาก ตั้งแต่กำหนดให้ “ผลการเลือกตั้ง” ที่ผ่านการตัดสินใจของประชาชนแล้ว ต้องได้รับการรับรองจาก “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ที่มีเวลาอ้อยอิ่งได้ถึง 60 วัน
จากนั้นขั้นตอนการฟอร์มรัฐบาลที่แม้จะรวบรวมเสียง ส.ส.ได้เกินกว่าครึ่งสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนแล้ว ยังตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ต้องรอความกรุณาของ “วุฒิสมาชิก” ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนช่วยโหวตให้ผ่าน
การฟอร์มรัฐบาลจึงเกิดขึ้นได้ยากเย็น
เวลาที่ทอดยาวออกไป และชัดเจนว่า “คนแพ้ไม่ยอมแพ้” ทั้งที่ถูกประชาชนปฏิเสธอย่างหลุดลุ่ย กลับยังเชื่อว่า “โครงสร้างอำนาจที่ดีไซน์ไว้” จะยังเปิดโอกาสให้ล้มล้างการตัดสินใจของประชาชนได้
ในช่วงที่การออกแบบกติกาทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างยืดยาด และในนาม “ครม.รักษาการ” ยังยืนยันตลอดว่ายังเป็นรัฐบาลที่กุมอำนาจ และออกมาห้ามปราม “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” อย่าล้ำเส้น
เท่ากับยังยืนหยัดที่จะรักษาอำนาจต่อไป
ขณะที่อีกฟากหนึ่ง “พรรคก้าวไกล” ที่ประชาชนเลือกให้มาเป็น “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” และได้ประสานมือกับ “พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย” อย่างเหนียวแน่น แต่ถูกกดดันด้วย “ขบวนการสืบทอดอำนาจ” จนจำเป็นต้องสู้ด้วยการประกาศตัวแสดงตนเป็นรัฐบาล ด้วยการสร้างผลงานทันทีที่รวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ
ประเทศจึงเกิดสภาพ “2 รัฐบาล” ทำงานซ้อนกันในช่วงนี้
อำนาจอย่างเป็นทางการยังเป็นของ “รัฐบาลรักษาการ” ก็จริง แต่เป็นอำนาจที่อยู่ในข้อจำกัดของการรักษาการ ทั้งในอำนาจการบริหารตามกฎหมาย และการให้ความร่วมมือกับกลไกราชการ
ขณะที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่เพิ่งรวมจากผลการเลือกตั้ง ทั้งที่ยังไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่มีพลังจากฉันทานุมัติของประชาชน
คล้ายกับว่าระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ถูกดีไซน์ให้ยืดยาดนั้น จะเป็นผลดีต่อ “รัฐบาลรักษาการ” ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ผลงานการจัดการแก้ปัญหา และวางแผนบริหารประเทศกลับโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ จาก “พรรคร่วมรัฐบาล”
การประกาศ “ข้อตกลงร่วม หรือ MOU” ขยายไปสู่ “การตั้งคณะทำงาน” ขึ้นมาเดินหน้าภารกิจสำคัญและเร่งด่วนต่างๆ ร่วมกัน การเดินสายพบปะกับภาคเอกชนต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหา และกำหนดความร่วมมือ
เลยไปถึงเข้ารับเรื่องเดือดร้อนของประชาชนในสาขาวิชาชีพต่างๆ เอามาเคลื่อนไหวเพื่อคลี่คลายความเดือดร้อนที่หมักหมมมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็น “ส่วยรถบรรทุก–การใช้งบประมาณของรัฐบาลอย่างมีเงื่อนงำ–หลักสูตรตำรวจที่เปิดทางให้ระบบเส้นสาย และผลประโยชน์” แน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องอื่นๆ ตามมาอีก
ผลงานที่โดดเด่นในทันทีเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจาก “พรรคการเมือง” เท่านั้น แต่เริ่มต้นที่ “ความไว้วางใจของประชาชน” ที่มอบให้ “พรรคการเมืองที่เลือกเข้ามา”
ข้อมูลจาก “ประชาชน” และ “กลไกราชการ” ที่ส่งมาให้ “พรรคการเมืองของรัฐบาลใหม่” อย่างล้นทะลัก และเป็นการสะท้อนของความเหลวแหลกในการบริหารของ “รัฐบาลเดิม”
ย่อมเป็นสัญญาณชัดเจนว่าประชาชนมีความตื่นตัวในอำนาจตัวเองสูงยิ่ง
เป็นความตื่นตัวที่เลือกแล้วว่าจะให้รัฐบาลไหนเป็นผู้รับใช้ เป็นเครื่องมือของ “อำนาจประชาชน” ไปสะสางปัญหาให้ประเทศ
คล้ายกับว่า “ผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจ” ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลงานของนักการเมือง ของพรรคการเมือง แต่ลึกลงไป นั่นเป็น “ผลงานของอำนาจประชาชน”
ข้อมูล และความคิดของประชาชน ส่งผ่านให้ “นักการเมืองที่เลือกเข้ามา” ไปจัดการให้เกิดขึ้นตามที่ประชาชนต้องการ
ยิ่งการจัดตั้งรัฐบาลมีอุปสรรคทำให้ยืดเยื้อยาวนานเท่าไร
ประชาชนจะยิ่งแสดงออกให้เห็นชัดขึ้นมา “2 รัฐบาล” ที่ซ้อนกันอยู่คือ “รัฐบาลรักษาการ” กับ “รัฐบาลชุดใหม่ที่รอเข้าบริหารประเทศ” ประชาชนให้ความเชื่อถือศรัทธาด้วยการมอบหมายให้ “รัฐบาลชุดไหน” มากกว่า
ระหว่าง “รัฐบาลที่เป็นผลงานของกฎหมายที่ดีไซน์ไว้โดยขบวนการสืบทอดอำนาจ” กับ “รัฐบาลที่เป็นผลงานของประชาชนเลือกเข้ามา”
ไม่ว่าใครก็ตามที่ป่านนี้ยังไม่รู้ว่า ควรจะร่วมมือเปิดทางให้รัฐบาลไหนบริหารจัดการประเทศ
ใครคนนั้นคงต้องประเมินตัวเองแล้วว่า ในใจเหลือสำนึกที่ดีงามต่อประเทศหรือไม่

