ที่เห็นและเป็นไป : ผลงาน ‘อำนาจประชาชน’

11.06.23 | 12:39 น.
ที่เห็นและเป็นไป : ผลงาน ‘อำนาจประชาชน’

ผลงานอำนาจประชาชน

การดีไซน์กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลให้ต้องยืดเยื้อยาวนานด้วยความยุ่งยาก ตั้งแต่กำหนดให้ ผลการเลือกตั้งที่ผ่านการตัดสินใจของประชาชนแล้ว ต้องได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่มีเวลาอ้อยอิ่งได้ถึง 60 วัน

จากนั้นขั้นตอนการฟอร์มรัฐบาลที่แม้จะรวบรวมเสียง ส..ได้เกินกว่าครึ่งสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนแล้ว ยังตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ต้องรอความกรุณาของ วุฒิสมาชิกที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนช่วยโหวตให้ผ่าน

การฟอร์มรัฐบาลจึงเกิดขึ้นได้ยากเย็น

เวลาที่ทอดยาวออกไป และชัดเจนว่า คนแพ้ไม่ยอมแพ้ทั้งที่ถูกประชาชนปฏิเสธอย่างหลุดลุ่ย กลับยังเชื่อว่า โครงสร้างอำนาจที่ดีไซน์ไว้ จะยังเปิดโอกาสให้ล้มล้างการตัดสินใจของประชาชนได้

Advertisement

ในช่วงที่การออกแบบกติกาทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างยืดยาด และในนาม ครม.รักษาการยังยืนยันตลอดว่ายังเป็นรัฐบาลที่กุมอำนาจ และออกมาห้ามปราม ว่าที่นายกรัฐมนตรีอย่าล้ำเส้น

เท่ากับยังยืนหยัดที่จะรักษาอำนาจต่อไป

ขณะที่อีกฟากหนึ่ง พรรคก้าวไกลที่ประชาชนเลือกให้มาเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล และได้ประสานมือกับ พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่น แต่ถูกกดดันด้วย ขบวนการสืบทอดอำนาจ จนจำเป็นต้องสู้ด้วยการประกาศตัวแสดงตนเป็นรัฐบาล ด้วยการสร้างผลงานทันทีที่รวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ

ประเทศจึงเกิดสภาพ “2 รัฐบาล ทำงานซ้อนกันในช่วงนี้

อำนาจอย่างเป็นทางการยังเป็นของ รัฐบาลรักษาการก็จริง แต่เป็นอำนาจที่อยู่ในข้อจำกัดของการรักษาการ ทั้งในอำนาจการบริหารตามกฎหมาย และการให้ความร่วมมือกับกลไกราชการ

ขณะที่ พรรคร่วมรัฐบาลที่เพิ่งรวมจากผลการเลือกตั้ง ทั้งที่ยังไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่มีพลังจากฉันทานุมัติของประชาชน

คล้ายกับว่าระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ถูกดีไซน์ให้ยืดยาดนั้น จะเป็นผลดีต่อ รัฐบาลรักษาการ ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ผลงานการจัดการแก้ปัญหา และวางแผนบริหารประเทศกลับโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ จาก พรรคร่วมรัฐบาล

การประกาศ ข้อตกลงร่วม หรือ MOU” ขยายไปสู่การตั้งคณะทำงานขึ้นมาเดินหน้าภารกิจสำคัญและเร่งด่วนต่างๆ ร่วมกัน การเดินสายพบปะกับภาคเอกชนต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหา และกำหนดความร่วมมือ

เลยไปถึงเข้ารับเรื่องเดือดร้อนของประชาชนในสาขาวิชาชีพต่างๆ เอามาเคลื่อนไหวเพื่อคลี่คลายความเดือดร้อนที่หมักหมมมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็น ส่วยรถบรรทุกการใช้งบประมาณของรัฐบาลอย่างมีเงื่อนงำหลักสูตรตำรวจที่เปิดทางให้ระบบเส้นสาย และผลประโยชน์แน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องอื่นๆ ตามมาอีก

ผลงานที่โดดเด่นในทันทีเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจาก พรรคการเมือง เท่านั้น แต่เริ่มต้นที่ ความไว้วางใจของประชาชนที่มอบให้ พรรคการเมืองที่เลือกเข้ามา

ข้อมูลจาก ประชาชนและ กลไกราชการที่ส่งมาให้ พรรคการเมืองของรัฐบาลใหม่ อย่างล้นทะลัก และเป็นการสะท้อนของความเหลวแหลกในการบริหารของ รัฐบาลเดิม

ย่อมเป็นสัญญาณชัดเจนว่าประชาชนมีความตื่นตัวในอำนาจตัวเองสูงยิ่ง

เป็นความตื่นตัวที่เลือกแล้วว่าจะให้รัฐบาลไหนเป็นผู้รับใช้ เป็นเครื่องมือของ อำนาจประชาชนไปสะสางปัญหาให้ประเทศ

คล้ายกับว่า ผลงานที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลงานของนักการเมือง ของพรรคการเมือง แต่ลึกลงไป นั่นเป็น ผลงานของอำนาจประชาชน

ข้อมูล และความคิดของประชาชน ส่งผ่านให้ นักการเมืองที่เลือกเข้ามาไปจัดการให้เกิดขึ้นตามที่ประชาชนต้องการ

ยิ่งการจัดตั้งรัฐบาลมีอุปสรรคทำให้ยืดเยื้อยาวนานเท่าไร

ประชาชนจะยิ่งแสดงออกให้เห็นชัดขึ้นมา “2 รัฐบาลที่ซ้อนกันอยู่คือ รัฐบาลรักษาการกับ รัฐบาลชุดใหม่ที่รอเข้าบริหารประเทศประชาชนให้ความเชื่อถือศรัทธาด้วยการมอบหมายให้ รัฐบาลชุดไหนมากกว่า

ระหว่าง รัฐบาลที่เป็นผลงานของกฎหมายที่ดีไซน์ไว้โดยขบวนการสืบทอดอำนาจกับ รัฐบาลที่เป็นผลงานของประชาชนเลือกเข้ามา

ไม่ว่าใครก็ตามที่ป่านนี้ยังไม่รู้ว่า ควรจะร่วมมือเปิดทางให้รัฐบาลไหนบริหารจัดการประเทศ

ใครคนนั้นคงต้องประเมินตัวเองแล้วว่า ในใจเหลือสำนึกที่ดีงามต่อประเทศหรือไม่