รถไฟความเร็วสูง หรือ “ไฮสปีด เทรน” ที่จะสร้างผ่าเมืองอโยธยา (จ.พระนครศรีอยุธยา) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของพื้นที่ “แหล่งมรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา”
ต่อมาถูกคัดค้านจากประชาชนหลายกลุ่มและนักวิชาการจำนวนไม่น้อย ว่าไม่ควรสร้างผ่าเมืองอโยธยา แต่ควรหลีกเลี่ยงการทำลายเมืองอโยธยา
จากนั้นผู้สนับสนุนการสร้างไฮสปีด เทรน กล่าวหาผู้คัดค้านว่าขัดขวางความเจริญ
“เราไม่ได้ปฎิเสธความเจริญที่จะเข้ามา แต่ที่เราปฏิเสธคือเมื่อคุณเข้ามาแล้วทำให้มรดกของชาติเสียหาย” นายบวรเวท รุ่งรุจี (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสภาการโบราณสถานระหว่างปรมทศ (อีโคโมส) และเป็นกรรมการในคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ประกาศในที่เสวนาเรื่อง อโยธยา-ความสำคัญและอนาคต จัดโดย ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ห้องประชุมริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ท่าพระจันทร์) เมื่อบ่ายวันพุธที่ 7 มิถุนายน 2566
นายบวรเวทเล่าว่าแนวรถไฟความเร็วสูงผ่านเมืองลพบุรี (จ.ลพบุรี) ทำลอดใต้ดินเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบศาลพระกาลและปรางค์สามยอด แต่ที่อยุธยากลับไม่ลอดใต้ดิน
ดังนั้น นายบวรเวทจึงแนะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯให้เบี่ยงขวาไปทางถนนสายเอเชียผ่านเมืองอยุธยาสมัยใหม่ เพราะเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของอยุธยาที่รองรับการเติบโตและต่อเนื่องย่านอุตสาหกรรมโรจนะซึ่งมีชุมชนขนาดใหญ่ มีคนจำนวนมาก แล้วเล่าความเป็นมาย่อๆ ดังนี้
“สถานีอยุธยาเก่ากรมศิลปากรกำลังจะประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เพราะสร้างมานานแล้ว”
ส่วนเส้นทางรถไฟความเร็วสูง “ผมบอกคุณเลี้ยวขวาไปเลย ไปทางถนนสายเอเชีย เพราะว่าตอนกรมศิลป์ฯ เข้าไปบูรณะอยุธยา เราได้มีการย้ายศาลากลาง เนื่องจากศาลากลางหลังเก่าอยุธยานี่อยู่กลางเกาะเมืองอยุธยาเลย จึงมีการย้ายศาลากลางออกไปติดถนนสายเอเชีย ที่เป็นศาลากลางอยุธยาในปัจจุบัน และปัจจุบันนี้ก็จะมีห้างสรรพสินค้าอะไรเต็มไปหมดเลย
นั่นคือการชี้ทิศทาง ที่เราพยายามจะบอกว่าความเจริญทางด้านเศรษฐกิจควรจะต้องไปอยู่อีกที่นึง เพราะว่าเมื่อมันเจริญทางด้านเศรษฐกิจแล้วเนี่ยมันต้องมีการก่อสร้างนู่นนี่นั่นอะไรเต็มไปหมดเลย ฉะนั้นคุณไปอีกที่เลย คุณไปให้พ้นจากเขตที่เราสงวนไว้ในส่วนนี้ นั้นคือสิ่งที่ทำมาและคิดตั้งแต่ 2537 38 39 จนศาลากลางเนี่ย ย้ายออกไป อันนี้ผมก็บอกกับเขา คุยเลยว่าเฮ้ยเราชี้ทิศทางแล้วนะ ตรงนั้นน่ะ
ถัดจากศาลากลางหลังใหม่อยุธยาไปคือศูนย์อุตสาหกรรมโรจนะ มันเป็นศูนย์อุตสาหกรรมอยู่แล้วคุณจะได้เป็นแมตช์กัน เพราะฉะนั้นถ้ารถไฟของคุณเนี่ยมาทางขวาเนี่ยนะฮะ เลี้ยวเลาะไปตามถนนพหลโยธินเนี่ยมันจะได้ไปให้บริการกับคนที่เขาอยู่แถวนั้นได้”
[ข้อความถอดจากการบันทึกเสียงในที่เสวนา โดยได้รับความกรุณาจาก อ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ (ม.ธรรมศาสตร์) และ อ.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (ม.รามคำแหง) แล้วปรับให้เหมาะกับข้อเขียนนี้]
อโยธยาเป็นเมืองต้นกำเนิดกรุงศรีอยุธยา (เรียกสั้นๆ ว่า “อยุธยา”) และเป็นแหล่งกำเนิด “ความเป็นไทย” กับประเทศไทยสืบจนทุกวันนี้ กำลังถูกทำลายด้วยการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง “ไฮสปีดเทรน”
1.ยูเนสโก ประกาศรับรองอยุธยาเป็นเมืองมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2536 ครอบคลุมอาณาบริเวณด้านตะวันออกของอยุธยาซึ่งเป็นพื้นที่เมืองอโยธยา
2.รถไฟความเร็วสูงกำหนดเส้นทางผ่าเมืองอโยธยา ด้วยการสร้าง
ตอม่อยกรางรถไฟสูงเสมอยอดเจดีย์ แล้วสร้างสถานีขนาดใหญ่มีห้างสรรพสินค้าบริเวณสถานีรถไฟอยุธยาปัจจุบัน
3.ศูนย์มรดกโลก (ยูเนสโก) “ห่วงกังวล” การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กระทบแหล่งมรดกโลกอยุธยาและพื้นที่ใกล้เคียง (คืออโยธยา) จึงแจ้งทางไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ
4.กระทรวงการต่างประเทศ แจ้ง “คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก” (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรณ เป็นประธาน)
5.คณะกรรมการแห่งชาติฯ คุ้มครองมรดกโลก มีมติเมื่อ พ.ศ. 2564 มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงในทางเลือก 2 แนวทาง ดังนี้ แนวทางที่ 1สร้างอุโมงค์ลอดผ่านพื้นที่มรดกโลก หรือแนวทางที่ 2 เปลี่ยนเส้นทางใหม่ โดยอ้อมพื้นที่มรดกโลก
6.“ไฮสปีด เทรน” ผ่าเมืองอโยธยา ฝ่าฝืนมติคณะกรรมการแห่งชาติฯ คุ้มครองมรดกโลก
ปกปิดข้อมูล ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนปลายที่ยกมาทั้งหมดถูกปกปิดซ่อนเร้นตั้งแต่แรกมีโครงการฯ ดังนั้นประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวอยุธยาไม่เคยรู้มาก่อนว่า (1.) มีเมืองอโยธยาอยู่ตรงสถานีรถไฟอยุธยา และ (2.) คณะกรรมการแห่งชาติฯ คุ้มครองมรดกโลก มีมติให้รถไฟความเร็วสูงหลีกเลี่ยงทำลายเมืองอโยธยา แต่รถไฟไม่ปฏิบัติตาม



