วันก่อน ผู้เขียนได้รับข้อเขียนอันทรงคุณค่าบทหนึ่งจาก คุณปรีดา ตั้งตรงจิตร เจ้าของศูนย์สุขภาพ “เชตวัน” ศาลายา ด้วยความขอบคุณ….ซึ่งนับได้ว่าเป็นบทวิเคราะห์ที่กล่าวถึงความก้าวหน้าแห่งวิวัฒนาการเทคโนโลยีอันล้ำยุค ที่ “ปัญญามนุษย์” สามารถประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในโลกใบนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และเป็นสัญญาณเตือนภัยให้บรรดานักธุรกิจหรือผู้ที่จำต้องดำรงชีวิตอยู่ต่อในอนาคต จักต้องดำเนินการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวการณ์ยุคใหม่ของโลกอย่างทันท่วงที จึงสามารถอยู่รอด ก่อนที่จะถูกกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ผลักตกจากเวทีประวัติศาสตร์ …โดยข้อความดังกล่าวมีนัยน่าติดตาม ดังนี้…
เริ่มจากการกล่าวถึงปรากฏการณ์ เมื่อปี ค.ศ.1998 บริษัทโกดัก ยักษ์ใหญ่ทางธุรกิจถ่ายภาพที่ผู้คนรุ่นเก่าคุ้นชื่อมาหลายสิบปี เคยมีพนักงานถึง 170,000 ชีวิต และมียอดขาย 85% ของกระดาษภาพถ่ายทั่วโลก แต่ทว่า เมื่อเทคโนโลยีทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ทำให้โลกทางธุรกิจเปลี่ยนไป ชั่วเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี กระแสความเปลี่ยนแปลงได้ส่งผลให้ต้องล้มหายตายจากไป อย่างน่าพรั่นพรึง!
จึงนับเป็นสิ่งที่น่าติดตามศึกษาอย่างยิ่ง เพื่อให้ทราบถึงเหตุแห่งการล้มละลาย ..มีอะไร? เป็นเหตุปัจจัยที่แท้จริง? สุดท้ายแล้ว ก็ได้พบว่าการเกิดนวัตกรรมไอทีสมัยใหม่ หรือการเกิดกล้องถ่ายภาพระบบดิจิทัลชนิดที่สามารถถ่ายภาพโดยไม่ต้องมีการใช้ฟิล์มกระดาษอีกต่อไป ได้สำเร็จลุล่วงเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1975 ทั้งๆ ที่กล้องดิจิทัลซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกเริ่มต้นนั้น มีความละเอียดเพียง 10.000 พิกเซลเท่านั้น กลายเป็นชนวนทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง “โกดัก” ต้องถึงกาลอวสานในที่สุด
กฎของมัวร์ เชื่อว่าเทคโนโลยีส่วนใหญ่มักสร้างความผิดหวังในตอนต้น แต่สุดท้ายมันจะกลายเป็นความสำเร็จในเวลาต่อมา เช่นเดียวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถขับเคลื่อนโดยออโตเมติก เครื่องพิมพ์ 3 มิติ การเกษตร การจ้างงานและการรักษาสุขภาพ อันทันสมัย ล้วนมาจากความสำเร็จจากความพยายามอุตสาหะของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น
ในมุมมองนักวิทยาศาสตร์ต่างชี้ว่า ซอฟต์แวร์จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมมากที่สุด และอีก 5-10 ปีข้างหน้า Uber จะเป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์ใดๆ แต่จะกลายเป็นบริษัทรถเเท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก AIRBNB จะเป็นบริษัทโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใดๆ เลย
จึงเป็นที่ยอมรับและเกิดความเชื่อว่าในอนาคต คอมพิวเตอร์และ “ปัญญาประดิษฐ์” ทั้งหุ่นยนต์และนวัตกรรมอื่นๆ จะฉลาดยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ คอมพิวเตอร์จะมีความเข้าใจโลกดีกว่ามนุษย์เสียอีก อาทิ หลักฐานที่ได้ทดสอบแล้วว่า คอมพิวเตอร์สามารถเอาชนะมนุษย์ได้ในการเล่นเกมหมากรุก “โกะ” เป็นต้น
ความสามารถของคอมพิวเตอร์ IBM Watson สามารถให้คำแนะนำปัญหาด้านกฎหมายพื้นฐานได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีและมีความแม่นยำถึง 90% เมื่อเทียบกับมนุษย์ที่มีความแม่นยำเพียง 70% จึงส่งผลทำให้ทนายความในสหรัฐ ที่เริ่มจบใหม่ตกงานเป็นแถว..ฮา….
จากรายงานปรากฏว่าในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งได้อย่างรวดเร็ว และมีความแม่นยำยิ่งกว่ามนุษย์ถึง 4 เท่า …ว่างั้น!?
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่น่าเชื่อคือ Facebook ขณะนี้ มีซอฟต์แวร์ในการจดจำรูปแบบใบหน้ามนุษย์ที่เหนือกว่าคนแล้ว และในปี 2030 คอมพ์จะเริ่มฉลาดกว่ามนุษย์
ข่าวว่ารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันแรกจะเผยโฉมต่อสาธารณชนในปี 2018 และคาดกันว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะล่มสลาย เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีรถส่วนตัวไว้ใช้อีกต่อไปแล้ว เพียงแต่ใช้โทรศัพท์เรียกเเท็กซี่ก็จะรับส่งถึงจุดหมายทันที
สิ่งที่ตามมาคือ ถนนหนทางในเมืองต่างๆ จะโล่ง สามารถเปลี่ยนพื้นที่จอดรถเป็นสวนสาธารณะและลดสถิติผู้เสียชีวิตทางรถยนต์โดยปริยายอีกด้วย
บริษัทประกันภัยรถยนต์ย่อมจะเกิดปัญหาตามมา เนื่องจากการไม่เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดน้อยลง ทำให้ความจำเป็นในการประกันภัยรถยนต์ต้องล้มเลิกไปในตัว
ทั้งนี้ นับแต่ปี ค.ศ.2020 เป็นต้นไป สภาพแวดล้อมโดยเพราะสิ่งแวดล้อมเกิดมลพิษจะลดลง ด้วยเหตุคนแห่ไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ยังผลให้ลดเสียงรบกวนประสาทจะหายไป
โลกในอนาคตจะเกิดเทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์แพร่ทั่วโลก ทำให้ราคาไฟฟ้าถูกลง มีผลให้บริษัทเหมืองแร่ถ่านหินต้องปิดตัวลงในอีกสิบปีข้างหน้า
ด้านสุขภาพอนามัย ปรากฏว่าราคา Tricoder X จะมีการประกาศในปีนี้ มีบริษัทที่ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทำงานได้กับโทรศัพท์ (ชื่อ Tricoder มาจากภาพยนตร์เรื่อง Star Trek) ซึ่งจะสแกนม่านตาผู้ป่วย พร้อมกับการตรวจตัวอย่างเลือดและลมหายใจ แล้วสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวภาพ 54 ตัว เพื่อที่จะบอกอาการของโรคได้เกือบทุกชนิด ด้วยราคาที่แสนถูก ฉะนั้น คาดว่าในอีกไม่นาน มนุษย์บนโลกนี้จะสามารถเข้าถึงการแพทย์ในราคาที่ถูกและเป็นธรรม
ไม่น่าเชื่อว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ราคาเครื่องพิมพ์จะลดลงจาก 18,000 ดอลลาร์ มาเป็น 400 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 10 ปี ในปัจจุบัน ทั้งที่มีคามเร็วขึ้นกว่าเดิม 100 เท่า แม้แต่ บริษัทรองเท้าใหญ่ๆ ก็ได้คิดริเริ่มการผลิตรองเท้าด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รวมทั้งในสนามบินที่อยู่ห่างไกลก็เริ่มมีการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ของเครื่องบินโดยเครื่อง 3 มิติแล้ว สถานีอวกาศในขณะนี้ก็มีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ สำหรับผลิตอะไหล่เองเพื่อลดความจำเป็นในการเก็บอะไหล่จำนวนมาก สรุปผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจะถูกลง ที่ผลิตโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ส่วนการเกษตร : ในอนาคตจะมีหุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับการเกษตรเพราะราคาถูกเพียงตัวละ 100 ดอลลาร์ เท่านั้น ตัวเกษตรกรในโลกที่ 3 จะทำงานเป็นผู้จัดการดูแลแทนที่การต้องทำงานกลางแดดตลอดวัน และการเกษตรแบบ Aeroponics ต้องการใช้น้ำในการเพาะปลูกเพียงเล็กน้อย
เนื้อลูกวัวที่ผลิตในจานเพราะเลี้ยงเซลล์ เริ่มมีการขาย ในขณะนี้ จะมีราคาถูกกว่าเนื้อลูกวัวจริงภายในปี ค.ศ.2018 ปัจจุปันพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมดใช้สำหรับการเลี้ยงปศุสัตว์ ในอนาคต พื้นที่เหล่านั้นก็ไม่มีความจำเป็นต่อไป
แนวโน้มต่อไป โปรตีนจากแมลงจะมีการวางตลาดในเร็วๆ นี้ เพราะมันมีโปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์ และมันจะถูกติดฉลากว่าเป็น “แหล่งโปรตีนทางเลือก” เนื่องเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่นิยมการกินแมลงเป็นอาหาร
น่าจับตาต่อไป คือ…จะมีแอพพ์ที่เรียกว่า “Moodies” ซึ่งสามารถบอกอารมณ์ของคนในปัจจุปัน แต่ต่อไปภายในปี 2020 จะมีแอพพลิเคชั่นที่สามารถบอกการแสดงออกทางใบหน้า ว่ากำลังพูดโกหกอยู่ เมื่อถึงเวลานั้น คนดีที่ออกมายืนยันว่า “อุปกรณ์ GT200 ทำงานได้จริง” แต่ขณะถ่ายทอด แอพพ์จะบอกว่าคนคนนี้กำลัง “ตอแหลอยู่” …..(ฮา)
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่รัฐบาลกำลังให้ความใส่ใจเพื่อแก้ไขให้ประชาชนอยู่ดีเป็นสุข สามประการ ก็คือ การศึกษา, สุขภาพ และการติดตามกระแสหมุนเวียนทางการเงินในระบบ
หนึ่งคือ…การศึกษา จะเห็นได้ว่าปัจจุบันราคาสมาร์ทโฟนที่ถูกที่สุดในแอฟริกาและเอเชีย แต่ภายในปี 2020 ผู้คนในโลก 70% จะมีสมาร์ทโฟนเป็นของตนเอง ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับโลกได้ และเด็กทุกคนสามารถใช้ Khan Aademy สำหรับเรียนรู้ทุกสิ่งที่เด็กในโรงเรียนของประเทศที่เจริญเรียนได้ ซึ่งซอฟต์แวร์นี้ได้เปิดใช้แล้วในประเทศอินโดนีเซีย และจะมีเป็นภาษาอาหรับ ภาษาสวาฮิลีและภาษาจีน ในฤดูร้อนนี้ สำหรับ App ภาษาอังกฤษจะเปิดให้ฟรี เพื่อให้เด็กในประเทศแอฟริกา ได้เรียนพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องเเคล่วภายในเวลาเพียงครึ่งปี
หนึ่งคือ..ในเรี่องเกี่ยวกับสุขภาพประชาชน ซึ่งเน้นให้มีอายุวัฒนะ ปรากฏว่าปัจจุบัน ค่าเฉลี่ยของชีวิตมนุษย์เพิ่มขึ้น 3 เดือนต่อทุกปี สี่ปีที่แล้วอายุเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ที่ 79 ปี ปัจจุบันเพิ่มเป็น 80 ปี และคาดว่าภายในปี 2036 อาจมีชีวิตยืนยาวไปถึง 100 ปี…เชียวนะ..แฮปปี้ทั่วกัน
เลยละ!
หนึ่งคือ…ระบบการใช้จ่ายหมุนเวียนเงินตรา ซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นเงินดิจิทัลที่สามารถใช้ซื้อ-ขายทางอินเตอร์เน็ต อันจะกลายเป็นสกุลเงินกระแสหลักในปีนี้และอาจจะกลายเป็นสกุลเงินสำรองด้วย
นอกจากนี้ สิ่งแปลกใหม่ที่ “น่าทึ่ง” ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในยุคใหม่ในโลกมนุษย์อีกประการหนึ่งที่ต้องติดตาม คือ ราคา “น้ำ” ที่มนุษย์จำต้องใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคก็อาจจะถูกลงด้วยและมีน้ำใช้อย่างเหลือเฟือ เพราะมนุษย์สามารถใช้วิทยาการเปลี่ยนน้ำทะเลให้กลายเป็นน้ำจืดโดยการใช้กระแสไฟฟ้าเพียง 2KWh ต่อการผลิตน้ำจืดหนึ่งลูกบาศก์เมตร สามารถมีน้ำสะอาดให้ใช้ตามต้องการ ด้วยค่าใช้จ่ายน้อยนิดเท่านั้น
สุดท้ายนี้ อยากถามว่าเมื่อผู้อ่านได้อ่านบทความนี้จบแล้ว เชื่อหรือไม่ว่า โอกาสในอนาคต จะเกิดสิ่งอำนวยความสุขให้แก่มนุษยชาติถึงเพียงนี้? ถ้าคำตอบว่าเป็นไปได้ ก็จงรีบริเริ่มปรับปรุงแก้ไขสภาวะของตนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างทันท่วงที….เพราะ…ความคิดหรือวิธีการประกอบธุรกิจที่ออกแบบมาดั่งเดิม เพื่อความสำเร็จในศตวรรษที่ 20….อาจไม่ประสบความสำเร็จในยุคสมัยศตวรรษที่ 21 แน่นอน
ดังนั้น ผู้ที่มีการเตรียมตัวเพื่อเผชิญหน้ากับ IT ที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการให้ความสำคัญกับการปรับตัว-รับมืออย่างทันการณ์เท่านั้น จึงสามารถจะอยู่รอด เพื่อก้าวสู่อนาคตอันยั่งยืน ในที่สุด ….
หลักการนี้ ผู้นำบริหารประเทศ ที่มี “วิชั่น” จึงมิควรมองข้าม…เพื่อเตรียมทีมงานที่มีศักยภาพทำการปรับปรุง-รับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดในโลกยุคใหม่ดังกล่าว ด้วยความรอบรู้ อย่างทันท่วงที
ไพรัช วรปาณิ

