ในทางการเมือง การที่ฝ่ายซึ่งถือครองอำนาจรัฐมาต่อเนื่อง เล่นเกมกดอีกฝ่ายที่ไร้อำนาจรัฐ ให้ต้องรอคอยนานๆ ไม่ได้มีโอกาสเงยหน้าอ้าปากเสียที แถมยังมีสภาพประหนึ่ง “ลูกแกะ” ที่โดน “หมาป่า” ไล่ล่าอยู่เนืองๆ นั้นแฝงนัยยะความหมายสองแง่มุม
ทางหนึ่ง อาจหมายความว่าฝ่ายครองอำนาจยังควบคุมสภาพการณ์ได้อยู่มือ ยังรักษาเสถียรภาพเอาไว้ได้ แม้มีเหตุปะทะ-ขัดข้องหมองใจกับฝ่ายถูกกดบ้าง แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้วุ่นวาย ขยายวงกว้าง กินเวลายืดเยื้อยาวนาน และยังไม่มีการสูญเสียใหญ่ระดับนองเลือด
แต่อีกทางหนึ่ง การเล่นเกมแบบนี้ก็เป็นการซื้อเวลาอันน่ากลัว เมื่อฝ่ายที่ยังเข้าไม่ถึงอำนาจรัฐ รอคอยมาจนได้ที่แล้ว แถมยังมีพัฒนาการทางการเมืองซึ่งปรากฏชัดขึ้นเป็นระยะๆ ว่าอะไรต่อมิอะไรกำลังสุกงอมเต็มที
การกลั่นแกล้งให้พวกเขาต้องรอคอยต่อไป จึงแทบไม่ก่อให้เกิดผลดีใดๆ
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยระยะใกล้ เช่น นับแต่ความขัดแย้งปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา
หลายคนน่าจะรู้สึกได้ว่าฝ่ายครองอำนาจรัฐ หรือฝ่ายขวา หรือฝ่ายอนุรักษนิยม เคย “ตัดเกม” ฝ่ายตรงข้าม อย่างรวบรัด รวดเร็ว ฉับไว เด็ดขาดกว่านี้
เช่น เมื่อตระหนักว่า “รัฐประหาร 2549” เสียของ “รัฐประหาร 2557” ก็ต้องเกิดขึ้นตามมา ภายในเวลา 8 ปี ไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ
หรือเมื่อคนเสื้อแดงก่อตัวขึ้นอย่างเข้มแข็งต้นทศวรรษ 2550 แล้วแสดงพลังบนท้องถนนถึงขีดสุดในปี 2553 การตัดเกมอย่างโหดเหี้ยมก็บังเกิดขึ้นทันทีทันใด
เมื่อพลังของคนเสื้อแดงผสานกับพรรคเพื่อไทยจนแสดงศักยภาพผ่านคูหาเลือกตั้งในปี 2554 การแก้เกมของฝ่ายถือครองอำนาจรัฐก็อุบัติขึ้นอีกรอบ ผ่านรัฐประหารในอีกสามปีถัดมา
ข้างต้น คือตัวอย่างของการไม่ปล่อยให้ฝ่ายที่พยายามยื้อแย่งอำนาจรัฐ (บางคนอาจเรียกว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือ “ฝ่ายประชาชน”) รอคอยอย่างมีความหวังนานเกินไป และไม่ปล่อยให้พวกเขาได้มีโอกาสสะสมและสำแดงพลังสำคัญๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่หลังรัฐประหาร 2557 ดูเหมือนฝ่ายครองอำนาจรัฐ จะตัดเกมไม่ได้เด็ดขาดอย่างเคย ทั้งยังปล่อยให้พลังประชาธิปไตยเริ่มตั้งหลักได้ในการเลือกตั้ง 2562 พลั้งเผลอให้คนรุ่นใหม่ออกไปชุมนุมประท้วงบนท้องถนนหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่
ก่อนตัวเองจะปราชัยชัดเจนในการเลือกตั้งปี 2566
ท่ามกลางการเสียกระบวนดังกล่าว การยื้อเวลาให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง และได้รับเสียงสนับสนุนเกินสิบล้านเสียง รอคอยทางการเมืองไปเรื่อยๆ ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่นำไปสู่อนาคตอันพึงปรารถนาสักเท่าไหร่
เพราะประชาชนกำลังรู้สึกการรอมา 9 ปี มันยาวนานมากไปแล้ว
ในทางอุดมคติที่มิได้หลุดลอยออกจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
ใช่ว่าพลัง-ความปรารถนาที่จะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศจากประชาชนคนส่วนใหญ่ จะถูกกด ปราบ เพิกเฉย ไม่ไยดี ตลอดเวลา
หากมีบางครั้ง (แม้ไม่บ่อยครั้ง) ในประวัติศาสตร์ ที่ผู้ถือครองอำนาจน้อมนำเจตจำนงของตนเอง ที่เห็นว่าบ้านเมืองจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ไปประกบกับพลังจากเบื้องล่าง
ก่อให้เกิด “ฉันทามติใหม่” ในสังคม
เป็นการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน ไม่มีใครได้หมด ไม่มีใครเสียหมด
ไม่มีใครต้องครองอำนาจยาวนานเกินศักยภาพและความสามารถของตนเอง
ไม่มีใครต้องทนรอคอยและสั่งสมพลังไว้นอกสถาบันการเมืองอย่างยาวนานเกินไป กระทั่งกลายเป็น “ระเบิดเวลานับถอยหลัง”
การที่อนาคตทางการเมืองของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังไม่ถูกชี้ชัดเสียที ทำให้สังคมไทยต้องครุ่นคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้อย่างจริงจัง
ปราปต์ บุนปาน

