หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘ความจริง’ที่...

‘ความจริง’ที่เลื่อนไหล

13.06.23 | 14:00 น.

‘ความจริง’ที่เลื่อนไหล

มีคำกล่าวว่า “ในยามสงคราม เหยื่อรายแรกคือความจริง” อันที่จริง นิยามของ ‘ความจริง’ ใช่จะเลื่อนไหลได้เฉพาะเมื่อเกิดภาวะสงครามเพียงเท่านั้น แต่เลื่อนไหลไปตามกาลเวลาและวาทกรรมหลักของสังคมแห่งนั้น ณ เวลานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น วาทกรรมหลักที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สองนั้น ดูเหมือนว่าเป็นการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์ชาตินิยม (nationalism) ของทั้งฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตร ความจริงของฝ่ายอักษะคือความจำเป็นที่จะสร้างจักรวรรดิ์โดยขยายอาณาเขตของตนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้มีความเข้มแข็งพอที่จะทำลายอำนาจครอบงำของมหาอำนาจตะวันตก และปกป้องอารยธรรมจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ฝ่ายอักษะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนในประเทศของตนผ่านการเผยแพร่ลัทธิต่าง ๆ เช่น ลัทธิฟาสซิสต์ ลัทธิทหาร และลัทธิการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ แต่หลังการแพ้สงคราม ลัทธิเหล่านั้นเป็นอันตกไป ความขัดแย้งใหม่ ๆ ได้เกิดขึ้น ความจริงก็เลื่อนไหลไป

ผมได้อ่านบทความของ ลีโอ ฟาน แบร์เก็น เรื่อง “ทัศนคติต่อสุขภาพและความเจ็บป่วยที่เปลี่ยนไปเมื่ออยู่ในความขัดแย้งรุนแรง” เขายกตัวอย่างของทัศนคติดังกล่าวว่า ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มุมมองต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตคือมุมมองในภาพรวมที่ใหญ่กว่าสุขภาพของบุคคล หากมองว่าสุขภาพของประชาชาติ ประชาชน และ “เชื้อชาติ” นั้น สำคัญกว่า ดังนั้น การตรวจสุขภาพและการรักษาพยาบาลจะคำนึงถึงความเข้มแข็งของกองทัพมากกว่าของบุคคล แพทย์ที่ตรวจสุขภาพทหารเกณฑ์มีทัศนคติว่า การส่งคนที่มีปัญหาสุขภาพไปสู่สนามรบ จะช่วยให้เขาแข็งแรงขึ้นทั้งทางกายและใจ แม้เขาจะไปตายก็ไม่เปลี่ยนภาพใหญ่ที่เน้นชัยชนะของประชาชาติ ในทัศนคตินี้ สงครามไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ หากเป็นสถานที่เยียวยามากกว่า ทหารที่ยามปกติถือเป็นผู้ป่วย แต่ในยามสงครามถือเป็นกำลังรบ ยกเว้นว่าจะป่วยหนักจริง ๆ แต่ตราบใดที่ยังขยับแขน ขยับขา เหนี่ยวไกปืนได้ ก็ต้องช่วยรบ แพทย์มักมองทหารที่ถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจว่าเป็นคนขี้ขลาด ซึ่งจะรักษาได้ด้วยการฟื้นฟูสภาพจิตให้กลับเป็นชายชาตรี ให้โอกาสเขาได้เผชิญการสู้รบเพื่อที่จะกลับสู่ความหาญกล้าอีกครั้งหนึ่ง

ในบทความนี้ ขอพิจารณาสงครามสามสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ในแง่ที่ว่า “ความจริง” อยู่กับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ หรืออยู่กับภาพใหญ่ที่เป็นนามธรรมที่แต่งขึ้นเพื่อเอาชนะสงคราม หรืออยู่หนใดแน่?

สงครามแรกที่ขอยกมาพิจารณาคือสงครามเยเมน สถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มสุกงอมสำหรับการปะทุเป็นสงครามมานานแล้วจากเหตุการแบ่งแยกทางทางชาติพันธุ์และทางนิกายศาสนา แต่เหตุการณ์จุดชนวนอาจมาจาก “ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ” (Arab Spring) ที่พัดพากระแสการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชนชาติอาหรับที่อยู่ภายใต้การปกครองของชนชั้นนำที่ปกครองแบบอำนาจนิยมมานาน เหตุการณ์จุดชนวนคือการฆ่าตัวตายประท้วงการที่เทศกิจเมืองซิดี บูซิด ในตอนกลางของประเทศตูนีเซีย ยึดเครื่องมือทำมาหากินของพ่อค้าเร่คนหนึ่งชื่อ โมฮัมเหม็ด บูอาซีซี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 ข่าวที่แพร่ออกไปทำให้ผู้คนจำนวนมากออกมาประท้วงตามเมืองต่าง ๆ การปราบปรามผู้ชุมนุมไม่เป็นผล ประธานาธิบดีต้องลาออกและหนีไปต่างประเทศ จากนั้นจึงมีการเลือกตั้งและการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

Advertisement

การประท้วงรัฐบาลอำนาจนิยมได้แพร่จากตูนีเซียไปยังอียิปต์ เยเมน ลิเบีย และซีเรีย แต่หลังการเปลี่ยนประธานาธิบดีในอียิปต์ได้ไม่นาน ทหารทำรัฐประหารและกลับมามีอำนาจใหม่ สถานการณ์ทางการเมืองในลิเบียเลวร้ายลงหลังการสังหารประธานาธิบดีกัดดาฟีที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับฝ่ายตะวันตก และจนบัดนี้ก็ยังไม่เสถียร ส่วนการสู้รบที่ซีเรียระหว่างกองกำลังของประธานาธิบดี บาซาร์ อัล อัสซาด กับกองกำลังที่ฝ่ายตะวันตกหนุนหลังได้ยุติลงเป็นส่วนใหญ่ โดยรัฐบาลซาอุดิอาระเบียยอมคืนดีกับรัฐบาลซีเรีย และฝ่ายตะวันตกยอมรับว่า ถ้าทำสงครามที่มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนต่อไป ฝ่ายที่สามคือ กองกำลังอิสลามแห่งอิรักและลีแวนต์ หรือ ISIL จะฉวยโอกาสเข้ายึดครองประเทศได้ เหลือแต่สงครามกลางเมืองในเยเมนที่ยังดำเนินต่อไปจนทุกวันนี้ แม้การสู้รบจะเริ่มแผ่วลง

เมื่อกระแสฤดูใบไม้ผลิอาหรับมาถึงเยเมนในปี 2554 มีการเดินขบวนขับไล่ประธานาธิบดีอาลี ซอและฮ์ ซึ่งถูกแทนที่ด้วยประธานาธิบดีมันศูร ฮาดี แต่อดีตประธานาธิบดีซอและฮ์ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองไม่ลงตัว จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นกองกำลังทางภาคเหนือของประเทศที่มีพรมแดนติดกับซาอุดิอาระเบีย ถือโอกาสบุกเข้ายึดครองนครหลวงซานาอา พวกฮูตีเป็นมุสลิมนิกายชีอะฮ์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศถือนิกายซุนนี อย่างไรก็ดี ชาวเยเมนทั้งสองนิกายมีความคล้ายคลึงกันในเชิงเทววิทยาและมีแนวโน้มจะปรองดองกันมากกว่าจะแตกแยก แต่มาแตกหักกันเพราะต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่ามีพี่เบิ้มของนิกายอยู่เบื้องหลัง ได้แก่อิหร่านหนุนหลังฮูตี และซาอุดิอาระเบียหนุนหลังฝ่ายประธานาธิบดีฮาดี ที่ต้องถอยร่นไปทางใต้ของเยเมน ตัวประธานาธิบดีเองต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ฝ่ายที่สนับสนุนเขาไปตั้งฐานที่มั่นที่เมืองเอเดน แต่ในเชิงดินแดน ภาคใต้ถูกแบ่งเป็นฝ่ายฮาดี และฝ่ายที่ไม่ขึ้นกับเขาแต่ขึ้นกับสภาการเปลี่ยนผ่านในภาคใต้ หรือ Southern Transitional Council

แต่แล้วก็เริ่มมีกระแสการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง คือซาอุดิอาระเบียกับสหรัฐอเมริกาเริ่มห่างเหินกันในทางการเมือง โดยฝ่ายแรกขอดำเนินนโบบายทางการเมืองและการค้าที่ไม่เจริญรอยตามฝ่ายหลังเหมือนแต่ก่อน เช่น มีการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อตรึงราคา มีการค้ากับรัสเซีย ที่สำคัญคือการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯ กองกำลังฮูตีกับกองกำลังฝ่ายใต้ก็ลดการปะทะ การส่งโดรนจากฝ่ายฮูตีเข้าไปในซาอุดิอาระเบียก็ยุติลง ฯลฯ แต่ความอดอยากยากจนในเยเมนยังแผ่ไปทั่วทั้งประเทศ ถ้าอยากทราบความเสียหายจากสงคราม จำนวนผู้ลี้ภัย จำนวนผู้เสียชีวิต ฯลฯ ขอให้สืบค้นดูทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งจากเว็บไซต์ของ UNHCR ดูแล้วคงรู้สึกหดหู่ใจตาม ๆ กันว่า ในนามของ “ความจริง” ที่แตกต่างนั้น คนเราฆ่าฟันกันได้ และแล้วความจริงก็ไม่เที่ยง เลื่อนไหลไปโดยไม่ค่อยมีใครรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว

สงครามที่ซูดานดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น เหมือนเป็นการถูกสาป หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2499 ได้เกิดสงครามกลางเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นสงครามครั้งแรก โดยมีการแย่งชิงอำนาจกันเรื่อยมา แต่พอสิ้นสุดการสู้รบในปี 2515 ประธานาธิบดีกาฟาร์ นีเมรี ก็จุดชนวนสงครามกลางเมืองครั้งที่สองขึ้น โดยการประกาศใช้กฎหมายอิสลามทั่วประเทศ รวมทั้งในซูดานใต้ซี่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ สงครามครั้งนี้ มีการสู้รบกันยาวนานถึง 31 ปี คือระหว่างปี 2516 ถึง 2547 ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ล้านคน ไร้ที่อยู่อาศัย 4 ล้านคน สุดท้ายซูดานใต้ก็แยกตัวเป็นเอกราช แต่ก็ยังสู้รบกันต่อระหว่างผู้นำสองคนของซูดานใต้จนถึงวันนี้

สงครามกลางเมืองครั้งที่สองยังไม่สิ้นสุดดี ก็เกิดสงครามที่บางคนมองว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแคว้น ดาร์ฟูร์ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับประเทศชาด สงครามนี้ยืดเยื้ออยู่ 17 ปี คือระหว่างปี 2546 ถึง 2563 คราวนี้ประเด็นขัดแย้งหลักมิใช่เรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องชนเผ่าและความขัดแย้งระหว่างชาวไร่กับคนเลี้ยงสัตว์แบบพเนจร สงครามดาร์ฟูร์เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดี อุมัร อัล บะชีร์ ที่ครองอำนาจอยู่ 30 ปี (2532-2562) กองกำลังที่สนับสนุนเขาประกอบด้วยกองทัพ และกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Force RSF) ฝ่ายหลังมีข่าวว่าเหี้ยมโหดทีเดียว เป็นไปได้ว่าสาเหตุหนี่งที่ทำให้สงครามดาร์ฟูร์ยุติลงคือเหตุการณ์ที่บังคับให้บาชีร์ลงจากอำนาจ

ในปี 2562 บาชีร์มีอายุ 75 ปีและป่วยหนัก แต่เขายังขออยู่ต่อ ขอสมัครเป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย จึงเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ หลังการปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรง กองทัพจึงหันมาบังคับให้เขาลงจากอำนาจ และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมพลเรือน-ทหารขึ้น ซึ่งประกาศว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 2 ปี แต่แล้วผู้นำกองทัพคือ พล.อ. อับเดล บูรฮานก็ทำรัฐประหารในปี 2564 โดยอ้างว่าเพื่อป้องกัน “สงครามกลางเมือง”

รัฐบาลทหารที่เข้าครองอำนาจมี พล.อ. บูร์ฮานเป็นประธานาธิบดีและ พล.อ. โมฮาเหม็ด ดากาโล ผู้บัญชาการกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว RSF ที่ได้กล่าวถึงแล้ว เป็นรองประธานาธิบดี ในปี 2566 นี้เอง สงครามกลางเมือง (ครั้งที่สามหรือครั้งที่สี่?) ก็ระเบิดขึ้น เพราะเสือสองตัวไม่มีใครยอมใคร นักวิเคราะห์ชี้ว่า ชนวนความขัดแย้งคือ การผนวกรวมกองกำลัง RSF เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพไม่มีความคืบหน้า ที่สำคัญคือ ถ้ามีการผนวกรวม ใครจะเป็นผู้นำของกองทัพใหม่นี้

การสู้รบในซูดานตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2499 ได้มีมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้ออ้าง เช่น เรื่องทรัพยากรบ้าง ศาสนาบ้าง ชาติพันธุ์บ้าง แต่มี “ความจริง” ข้อหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นตัวยืนเรื่อง นั่นคือ ความปรารถนาที่จะครอบครองอำนาจ แม้จะอ้างเหตุผลอื่น ๆ สารพัดก็ตาม ทำให้นึกถึงสุภาษิต “ปรารถนา สารพัด ในปฐพี เอาไมตรี แลกได้ ดังใจจง” ถ้าเราแปลงสารของบาทที่สอง ก็จะได้ทุภาษิตสำหรับทหารที่ชอบแปลงตนเป็นนักการเมือง ดังนี้ “เอาอำนาจ บังคับได้ ดังใจจง” แต่ก็ไม่เสมอไป และก็ไม่เที่ยงอีกนั่นแหละ

ในยุโรป ได้เกิดสงครามที่ไม่คาดถึงแต่ดำรงอยู่มานานกว่าหนึ่งปีแล้ว ระหว่างฝ่ายตะวันตกที่มียูเครนเป็นแนวหน้าและยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กับฝ่ายรัสเซียที่ยึดหลักความมั่นคงของตนและความเป็นชาติพันธุ์เดียวกันเพื่อส่งกองกำลังเข้าไปยึดครองภาคตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน ความจริงของใครจะจริงกว่ากันนั้น กว่าจะ “พิสูจน์” ได้โดยใช้กำลัง ก็เกิดความเสียหายและโศกนาฏกรรมมากมายไปเสียแล้ว การยอมรับ “ความจริง” เป็นเรื่องยาก เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการใช้ความจริงนั้นเพื่อความได้เปรียบในการทำสงครามของตน ทั้งนี้ เพราะหลักที่ยึดมั่นและการทำความจริงให้เป็นประโยชน์ย่อมสำคัญกว่าข้อเท็จจริงเชิงวัตถุวิสัย ตัวอย่างเช่น การก่อวินาศกรรมท่อส่งก๊าซจากรัสเซียไปยุโรปผ่านทะเลบอลติก เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ข้อเท็จจริงคือมีการรั่วไหลของก๊าซโดยการกระทำของมนุษย์ แต่ไม่มีฝ่ายใดออกมายอมรับว่าเป็นการกระทำของฝ่ายตน ได้แต่โทษอีกฝ่ายไว้ก่อน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การที่เขื่อนโนวา คาคอฟกา แตกเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 เขื่อนนี้กั้นแม่น้ำดนิโปร เขื่อนสูง 30 เมตร ยาว 3.2 กิโลเมตร สร้างเมื่อปี 2499 ในยุคสมัยของสหภาพโซเวียต เพื่อกักเก็บน้ำและกำเนิดพลังงานไฟฟ้า เมืองสำคัญที่ตั้งอยู่ประมาณ 60 กิโลเมตรไปทางปลายน้ำคือเมืองแคร์ซอน นอกจากนี้ น้ำของแม่น้ำยังใช้ในการหล่อเย็นสำหรับโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ซาปอริสเซีย อย่างไรก็ดี ไม่มีข่าวการเสี่ยงต่อการรั่วไหลของกัมมันตรังสี ความเสียหายจะเป็นในด้านการเกิดน้ำท่วม โดยระดับน้ำได้เพิ่มขึ้น 3.5 เมตรในวันที่ 6 มิถุนายน และคาดว่ามีระดับสูงสุดในวันที่ 7 มิถุนายน ประชาชนประมาณ 42,000 คนที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำจะได้รับผลกระทบ และได้มีการอพยพประชาชนจาก 60 ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย ส่วนความเสียหายระยะยาวจะได้แก่การขาดแคลนน้ำสำหรับการใช้ประโยชน์ในคาบสมุทรไครเมีย

สื่อฝ่ายตะวันตกชี้ว่า รัสเซียเป็นฝ่ายระเบิดเขื่อนเพื่อชะลอการรุกโจมตีของยูเครนในแนวหน้า ส่วนอัยการยูเครนประกาศว่าเป็นการประกอบอาชญากรรมสงครามอย่างชัดเจน และเตรียมยื่นเรื่องนี้ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ส่วนสำนักข่าวของรัสเซียระบุว่า เขื่อนดังกล่าวถูกระดมยิงโดยเป็นผลจากการบุกโจมตีของยูเครน ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบมีทั้งประชาชนที่อยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำซึ่งอยู่ในการควบคุมของกองกำลังรัสเซีย และประชาชนที่อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำซึ่งอยู่ในการควบคุมของยูเครน ไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์โดยเฉพาะ

เรื่องนี้ย่อมไม่มีใครยอมรับว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายตน ข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่ากับการรีบกล่าวโทษอีกฝ่ายไว้ก่อนเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาถึงความชอบธรรมของฝ่ายตนและให้อีกฝ่ายรับผิดชอบทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ความจริง” ย่อมเลื่อนไหลได้ แล้วแต่จะมองจากมุมใด

กล่าวเรื่องการเมืองมาพอสมควรแล้ว ขอยกตัวอย่างเรื่องพฤติกรรมทางเพศมาเป็นประเด็นชวนคิดสักเล็กน้อย ผมถามกูเกิลว่า “การช่วยตัวเอง” มีมาแต่เมื่อไร ก็ได้คำตอบจากบทความที่สืบค้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ว่า การช่วยตัวเองทางเพศ หรือ masturbation มีมาตั้งแต่ 40 ล้านปีก่อนในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มไพรเมต หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่า ในหมู่ลิงก็ได้ บทความดังกล่าวอ้างอิงถึงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน และให้แนวคิดสนับสนุนว่า การช่วยตัวเองของไพรเมตเพศผู้ ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งท้องของคู่ครอง เพราะสามารถทำให้การผสมพันธุ์ทำได้เร็วขึ้น ส่วนสำหรับไพรเมตเพศเมีย ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์โดยการทำให้ช่องคลอดมีความเป็นกรดน้อยลง ทีมนักวิจัยก็เลยสรุปว่า นี่เป็นพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติ

สำหรับไพรเมต สปีซีส์โฮโม ซาเปียนส์ นักวิจัยไม่ได้สรุปว่าการช่วยตัวเองเป็นเรื่องธรรมชาติหรือไม่ ให้คิดเอาเอง แต่พฤติกรรมทางเพศที่หลากหลายในหมู่ซาเปียนส์นั้นมีมานานแล้ว เช่น เมื่อย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณเมื่อประมาณ 2500 ปีก่อน ก็มีการกล่าวถึงการมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างคนเพศเดียวกัน โดยเฉพาะระหว่างชายกับชาย โดยไม่ถือเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ในสมัยพระพุทธองค์ ทรงห้ามมิให้พระสงฆ์ (ไม่แน่ใจว่าทรงกล่าวถึงภิกษุณีหรือเปล่า) เสพเมถุน โดยมีนิยามการเสพเมถุนว่าเป็นการทำให้ “องคชาตเข้าไปทางทวาร 3 ทาง คือทวารหนัก, ทวารเบา, ปาก ของมนุษย์ หรือ อมนุษย์ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย” แต่ไม่ชัดเจนว่าทรงห้ามการ “ช่วยตัวเอง” หรือเปล่า มาถึงประเทศไทยในปัจจุบัน พรรคการเมืองบางพรรคเสนอนโยบายการสมรสเท่าเทียม แต่บางพรรคแสดงความเห็นว่าต้องไม่บังคับใช้เป็นการทั่วไป เพราะอาจขัดกับความเชื่อทางศาสนาของบุคคล ก็ต้องคอยดูต่อไปว่าเรื่องนี้จะออกเป็นกฎหมายได้เมื่อไร หรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2566 กรุงเทพมหานครร่วมกับ Bangkok Pride จัดให้มีการเดินพาเหรดที่ถนนพระรามที่ 1 เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจในความหลากหลายทางเพศ ผู้มาร่วมเดินขบวนได้แก่กลุ่ม LGBTQIAN+ ถ้าผู้อ่านไม่รู้ว่าตนอยู่ในกลุ่มไหน ให้ถือว่าอยู่ในกลุ่ม + ก็แล้วกัน

แต่ใช่ว่าคนทั่วโลกจะพลอยภาคภูมิใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศ เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้วในยุโรป การมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกันถือว่าผิดกฎหมายและมีบทลงโทษทางอาญา แต่ก็ห้ามพฤติกรรมได้ไม่มากนัก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศยูกานดาบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษถึงประหารชีวิตสำหรับการรักร่วมเพศกับบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือผู้กระทำมีเชื้อเอชไอวี

ปัจจุบันมีประเทศ 64 ประเทศที่ถือว่าการมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย บทลงโทษถึงประหารชีวิตนอกจากจะมีในยูกานดาแล้ว ยังมีในประเทศบรูไน อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย และเยเมน เป็นต้น ใน 29 ประเทศกำหนดโทษสูงสุดให้จำคุกระหว่าง 10 ปี ถึงตลอดชีวิต ขณะที่ 129 รัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ จากทั้งหมด 193 รัฐ ถือว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันในกลุ่มวัยผู้ใหญ่เป็นสิ่งถูกกฎหมาย

แม้แต่เรื่องที่ดูเป็นเรื่องการตัดสินใจส่วนตัว หรือความเป็นจริงส่วนตัว ก็มีกรอบแห่งปทัสถานสังคมมากำหนดหรือบังคับได้ และกรอบนี้ย่อมเปลี่ยนได้ตามกาลเวลา

วันนี้ ผมอ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่กล่าวถึงนิทานอีสปเรื่องกบเลือกนาย ที่อีสปเล่าให้ชาวเอเธนส์ฟัง จนเปลี่ยนใจไม่ขับไล่เจ้าเมืองออกไป เพราะถ้าขับไล่ไป เมืองใกล้เคียงจะมาทำลายกรุงเอเธนส์ได้ แล้วยังมีเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ ที่เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองของเราในขณะนี้ ถ้าหมาป่าตั้งใจจะขย้ำลูกแกะเสียแล้ว ก็คิดเหตุผลได้เองว่า “ข้าจะคุยกับอาหารเช้าของข้าให้เสียเวลาไปทำไม” ผู้เขียนคอลัมน์อธิบายว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อันธพาลมักหาข้ออ้างในการทำชั่วเสมอ” โดยให้เหตุผลเข้าข้างตัวเอง ในนามของการทำความดีเพื่อบ้านเมืองและอื่น ๆ ในนิทานกบเลือกนาย ผู้เขียนคอลัมน์กล่าวว่า กบเมืองเราเพิ่งเลือกนายไปหลัด ๆ แต่ยังไม่รู้ว่าเจ้ากบจะมีชะตากรรมเหมือนลูกแกะน้อย ที่หมาป่ากำลังหาเรื่องสารพัดมาขย้ำ หรือกบจะมีพลานุภาพ สามารถอ้าปากกินเดือนได้ ดังความเชื่อของคนปักษ์ใต้ ที่ว่ากบกินเดือนทำให้เกิดจันทรคราส

นี่แหละ “ความจริง” ที่มองต่างมุม ขออย่าให้มุมมองของหมาป่าเป็นฝ่ายชนะเลย ผมเองยังฝากความหวังไว้กับ “ผู้ใหญ่” ที่เป็นคนดีของบ้านเมือง

โคทม อารียา