“นิรโทษกรรม (Amnesty)” คือ การออกกฎหมายยกเลิกความผิดนั้นให้กับผู้ที่กระทำผิด ทำให้ผู้ที่กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ เพราะถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด ส่วนผู้ที่รับโทษไปแล้วก็ให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำผิด นอกจากนี้ ทางการจะไม่สามารถรื้อคดีต่างๆ ที่ได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้วกลับมาสืบสวนหาความจริงได้อีกเลย เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมที่ออกมาจะทำให้การกระทำนั้นๆ ไม่เป็นความผิดโดยสมบูรณ์
ดังนั้น “นิรโทษกรรม” คือการลบล้างความผิดทุกอย่าง และเป็นยิ่งกว่า “การอภัยโทษ” เพราะการอภัยโทษนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นโทษให้ทั้งหมด หรือบางส่วน แต่ก็ยังถือว่าผู้นั้นเคยกระทำผิด และเคยต้องคำพิพากษามาก่อน ขณะที่ “นิรโทษกรรม” จะให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยกระทำผิดมาก่อนเลย
ความจริงการทำรัฐประหารนี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิตเชียวนะครับ แต่ก็ได้การนิรโทษกรรมนี่แหละครับที่ช่วยชีวิตและช่วยให้ผู้ทำการรัฐประหารกลายเป็นผู้ที่ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนเลย
เดิมทีเดียวไม่มีการบัญญัติบทนิรโทษกรรมตนเองไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้แต่ คณะราษฎร ก็เสนอเป็นร่างกฎหมายแยกออกมาต่างหาก แต่บทนิรโทษกรรมตนเองของคณะรัฐประหารนี้เริ่มนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับที่ 9 หรือฉบับ พ.ศ.2515, ในมาตรา 21 ฉบับที่ 11 ในมาตรา 29, ฉบับที่ 12 ในมาตรา 32, ฉบับที่ 14 ในมาตรา 32, ฉบับที่ 17 ในมาตรา 37, ฉบับที่ 18 ในมาตรา 309, ฉบับที่ 19 ในมาตรา 48 แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ในมาตรา 279 ระบุไว้ว่า
“มาตรา 279 บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คำสั่ง การกระทำตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำนั้น เป็นประกาศ คำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศหรือคำสั่งที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี
บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย”
ครับ! ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางกฎหมายมากแบบไม่มีความละอายกันเลยถึงขนาดนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้าเชียวนะครับ เนื่องจากมีการนิรโทษกรรมให้การรัฐประหาร 12 ครั้งมาแล้ว จึงย่ามใจเริ่มพัฒนาการนิรโทษกรรมล่วงหน้าไปเสียเลยถึง 5 ครั้ง ก่อนหน้าที่จะตราไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งการนิรโทษกรรมล่วงหน้านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความผิดขั้นพื้นฐานแทบทั้งสิ้น กล่าวคือ
1) คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการจากการกระทำผิดกฎหมายกรณีให้อำนาจทหารจับกุมประชาชนคุมขังและปรับทัศนคติ (คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558, ม.44)
2) คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาการประมงจากการกระทำผิดกฎหมาย (คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 10/2558)
3) คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการในการปราบปรามผู้มีอิทธิพล (คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 13/2558, ม.44)
4) คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการในการกำกับเนื้อหาในสื่อและสั่งปิดสื่อ (คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 41/2559, ม.44)
5) คุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการบุกวัดพระธรรมกาย (คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 5/2560, ม.44)
ครับ ! หลังจากที่หัวหน้า คสช.ได้เป็นหัวหน้ารัฐบาลอีกครั้งหนึ่งภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2562 แล้วต่อมาเมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทางรัฐบาลมี พ.ร.บ.โรคติดต่อ อยู่ในมือเป็นหลักอยู่แล้ว ก็ยังเลือกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศให้อำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครอบคลุมกฎหมายอื่นๆ ไปด้วย และจากการต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าเกราะคุ้มกันชิ้นนี้ยังจำเป็นเสมอสำหรับการทำงานภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแต่แม้จะอยู่ภายใต้อำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ายังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ ในทางตรงกันข้ามสถานการณ์โรคระบาดกลับหนักขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศ
สิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารพยายามจะนำเสนอจึงยังหนีไม่พ้นเครื่องมือแบบเดิมๆ คือ การสร้างเกราะคุ้มกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ทั้งระดับปฏิบัติและระดับนโยบายต้องรับผิด ระบาดชนิดนี้จะเดินหน้าไปอย่างไรและจบลงที่ใด แต่การใช้เครื่องมือซ้ำๆ ด้วยการนิรโทษกรรมของประเทศไทยได้กลายเป็นจำอวดไปทั่วโลกแล้ว
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

