Senior Complex…ทางออกผู้สูงอายุไทย ?? : โดย ไตรรัตน์ จารุทัศน์

24.12.16 | 13:05 น.

จากมติ ครม.เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 ที่จะสร้างที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุผ่านโครงการใช้ที่ราชพัสดุใน 4 พื้นที่ ได้แก่ ชลบุรี นครนายก เชียงใหม่ และเชียงราย

โครงการดังกล่าวจะเป็นรูปแบบคอมเพล็กซ์ดูแลผู้สูงอายุ มีกิจกรรมดูแลการอยู่รวมกันและช่วยเหลือสังคม กำหนดให้บุตรหลานผู้ดูแลบิดา-มารดาได้สิทธิจองเป็นอันดับแรก ระยะเวลาเช่า 30 ปี ต่ออายุได้อีก 30 ปี รวมเป็น 60 ปี พร้อมกับมาตรการนี้ยังมีมาตรการทางการเงินเพื่อเตรียมรับกับ “สังคมสูงวัย” ที่เรากำลังเผชิญอยู่

ประเด็นที่จะชวนคิดวันนี้คือ

1.ทางออกนี้เหมาะสมกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของครอบครัวไทย..หรือไม่?

2.จากกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ มีทางเลือกอื่นไหม?

Advertisement

1.Senior Complex กับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของครอบครัวไทย

เป็นที่ทราบกันดีว่าครอบครัวไทยมีพื้นฐานมาจากครอบครัวขยาย (Extend family) คือ ประกอบด้วยคนหลายวัย อยู่กันหลายคน มีทั้ง ปู่/ยา ตา/ยาย พ่อ/แม่ และลูก/หลาน อีกทั้งสังคมไทย พร่ำสอนกันเรื่องลูกกตัญญูที่ดูแลพ่อ/แม่ยามแก่ชรา

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากจำนวนสมาชิกต่อครัวเรือน ที่ลดลงจาก 5 คน/ครัวเรือน ในปี พ.ศ.2507 เป็น 3 คน/ครัวเรือน ในปี พ.ศ.2557 (ในช่วง 50 ปีสมาชิกลดลง 2 คน) และจากสถิติที่ผู้สูงอายุอยู่ลำพังคนเดียว หรืออยู่กับคู่สมรส เพิ่มขึ้นจาก 22% ในปี พ.ศ.2545 เป็น 28% ในปี พ.ศ.2557 (ในช่วง 12 ปีอยู่ลำพังเพิ่มขึ้น 6%)

เราจึงพบความจริงที่ว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ลูก/หลาน จะดูแลผู้สูงอายุน้อยลง

คำถามก็คือ เราจะปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ หรือเราควรทำอย่างไรดี?

ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมามีงานวิจัยที่ไปถามผู้สูงอายุหลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนจน/รวย อยู่ในเมือง/ชนบท เป็นข้าราชการ/ทำงานเอกชน คำตอบที่ได้มาชัดเจนคือ กว่า 80-90% ผู้สูงอายุเหล่านี้ ยังอยากอยู่ในที่เดิม (หมายถึงในบ้านหลังเดิม, ชุมชนเดิม) และยังอยากอยู่กับครอบครัว/ลูกหลานต่อไป การแยกออกมาจากครอบครัว และย้ายออกจากที่อยู่อาศัยเดิม เป็นทางเลือกสุดท้าย หรือเหมาะสำหรับกลุ่มที่มีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น โสด ไม่มีลูก ต้องการอยู่อย่างสงบ ซึ่งผู้สูงอายุกลุ่มนี้มักจะเป็นคนตัดสินใจเลือกเอง

ฉะนั้น การทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะนี้ เป็นมาตรการที่น่าสนับสนุน เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีความจำเป็น และจะมีความต้องการไม่เกิน 10% ของประชากรผู้สูงอายุ โดยควรจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับชุมชนเดิม ใกล้ญาติ พี่น้อง ลูกหลาน

ควบคู่กับเรื่องนี้เราควรจะมีมาตรการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่ในชุมชนเดิม บ้านหลังเดิม อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย มีระบบดูแลสุขภาพระดับท้องถิ่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ควบคู่กันไป

2.จากการศึกษาทั้งใน และต่างประเทศมีทางเลือกอื่นไหม?

ก่อนหน้านี้ประเทศที่เจริญแล้ว และเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนเรา จะนิยมแนวคิดเรื่องการสร้าง “ชุมชนอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ” (Retirement Community) กันมาก ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งมีความเชื่อที่ว่า สภาพสังคม-วัฒนธรรมแบบตะวันตกลูกหลาน มักจะแยกกันอยู่กับพ่อแม่ พอพ่อแม่เกษียณก็มักจะเปลี่ยนที่อยู่อาศัย ย้ายเข้าไปอยู่ตามโครงการเหล่านั้น

แต่ข้อเท็จจริงที่พบคือ กว่า 80% ของผู้สูงอายุต่างชาตินี้ ยังอยู่บ้านเดิม ถึงแม้ลูกหลานจะย้ายออกไปเพราะหน้าที่การงานแล้ว ท่านเหล่านั้นยังอยู่กัน 2 คน ตา/ยาย ในบ้านหลังเดิม แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนของผู้สูงอายุประมาณ 25% แล้ว ท่านเหล่านี้ยังนิยมปรับปรุงบ้านเดิมให้เหมาะสม มากกว่าการย้ายออกไปอยู่แบบถาวรในโครงการ “ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ”

หลายๆ ประเทศเหล่านั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่อาศัย ดำเนินชีวิตในที่ถิ่นที่อยู่เดิม หรือที่เรียกว่า “สูงวัยในถิ่นเดิม (Aging in Place)” มากขึ้น

นโยบายเหล่านี้ เช่น

– ส่งเสริมอุตสาหกรรมการปรับปรุงบ้าน (Home Remodeling) ให้เหมาะกับผู้สูงอายุ

– ส่งเสริมให้เอกชนผลิตอุปกรณ์การดูแลผู้สูงวัยที่บ้าน

– สนับสนุนให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นเดิม

– มีระบบเงินช่วยเหลือ/เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ในการปรับปรุงบ้าน

– มีระบบภาษีลูกกตัญญู สามารถนำเงินที่ใช้ในการปรับปรุงบ้าน มาหักภาษีได้ ฯลฯ

มาตรการเหล่านี้ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านหลังเดิม อยู่ในชุมชนเดิม ให้มีความปลอดภัย และสะดวกสบาย ระบบสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาล จะเคลื่อนที่ไปหาผู้สูงอายุเหล่านี้ ลดการเดินทางที่ยากลำบาก อาจจะมีการสร้างศูนย์กิจกรรมแบบไปเช้า/เย็นกลับ (Day Care center) ในชุมชนเพื่อให้ผู้สูงอายุออกจากบ้านมาพบปะสังสรรค์กันบ้าง หรือที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มที่เริ่มพึ่งพา (Assisted Living) หรือที่อยู่อาศัยระยะสุดท้าย (Hospice care) บ้าง แต่เป็นส่วนน้อยและมีขนาดที่ไม่ใหญ่โตมากโครงการเหล่านี้จะตั้งกระจายกันตามชุมชน ตามถิ่นที่อยู่ของผู้สูงอายุเหล่านั้น

กล่าวโดยสรุปแม้แต่ต่างชาติเอง โดยเฉพาะประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนเรา ก็ยังส่งเสริมการอยู่อาศัยในถิ่นเดิม มีการส่งเสริมให้ปรับปรุงชุมชนให้เป็นมิตรกับผู้สูงวัย (Age Friendly Community) สนับสนุนให้มีการปรับบ้านให้ปลอดภัย มีบริการในชุมชนเพื่ออำนวยความสะดวกผู้สูงอายุเหล่านี้

ระบบนี้จะตรงความต้องการของผู้สูงอายุกลุ่มใหญ่ เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่า และใช้งบประมาณที่น้อยกว่ามาก

การที่รัฐจะมีนโยบายการสร้างที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุขึ้นมาโดยเฉพาะ และตั้งกระจายกันตามภูมิภาค ควรจะคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้สูงอายุ และควรจะมีการนำเสนอนโยบายที่มีหลายๆ ทางเลือก เช่น การปรับปรุงบ้านหลังเดิม ไปพร้อมๆ กัน ผู้สูงอายุทุกๆ กลุ่มก็จะได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับตนมากที่สุด

เพราะคงจะเป็นทางเลือกที่ท่านเหล่านี้จะอยู่ไปจนถึงบั้นปลายของชีวิตอย่างมีความสุข

รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์
คณะสถาปัตย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย