หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน ‘บิ๊กแบง’ท้อง...

‘บิ๊กแบง’ท้องถิ่น

19.06.23 | 12:00 น.

‘บิ๊กแบง’ท้องถิ่น

ความพยายามของการตกผลึกเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของพรรคก้าวไกล กับ 3 สมาคมท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ทั้ง อบจ. เทศบาลและ อบต. ดูเหมือนจะเดินหน้ามาได้พอสมควร ประสานเป็นเสียงเดียวกันได้ดี ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่รับฟังความคิดกัน หวังว่าตลอด 4 ปีของรัฐบาลก้าวไกลจะทำให้แก้ปัญหาในหลายเรื่อง แม้จะได้ไม่ทั้งหมดก็ตาม

ถ้าไม่ยกยอกันเกินไปถือเป็นจังหวะสำคัญของ อปท.ที่รอการปลดล็อกในหลายเรื่อง และอยากให้ผู้บริหารบ้านเมืองได้รับฟังบ้าง ในช่วงรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารและมาจากการเลือกตั้งรวม 8-9 ปีที่ผ่านมา แทบไม่ได้เห็นภาพและบรรยากาศเหล่านี้

จู่ๆ ช่วงรัฐบาลที่แล้วเทโค้งก่อนการเลือกตั้งจะมีขึ้นประมาณ 3 เดือน หรือในเดือนกุมภาพันธ์ ทีมโฆษกรัฐบาลก็ได้แถลงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับขึ้นเงินเดือนให้ อบต.ทั้งประเทศกว่า 5,300 แห่ง หลังสมาคม อบต.แห่งประเทศไทยยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากไม่ได้มีการปรับค่าตอบแทนมานานกว่า 10 ปี แล้วรัฐบาลตู่ก็อ้างความล่าช้าเรื่องติดวิกฤต   โควิด

ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ บอกว่า การให้ค่าตอบแทนไม่ได้มีนัยทางการเมืองใดๆ หรือเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะหยิบยกมาโจมตีกัน ก่อนจะมีการอ้างไปไกลว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่นทุกหน่วยงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งการปรับขึ้นเงินเดือนจะเป็นขวัญและกำลังใจของคนทำงานและลดความเหลื่อมล้ำได้ส่วนหนึ่งด้วย

Advertisement

เหตุผลแบบนี้อยู่ที่ความเชื่อความเข้าใจแล้วว่า จะรับได้หรือไม่

ส่วนการพูดคุยกันอีกครั้งเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายพูดกันเรื่องปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องในการบริหารงานของ อปท. อันไหนที่ทำได้ก่อน รัฐบาลใหม่จะได้พิจารณาหาวิธีการผลักดันให้เกิดเป็นผลได้เร็วที่สุด

พี่น้องประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ต่างๆ ก็ล้วนอยู่ในกลไกการดูแลของ อปท.ทั้งสิ้น สิ่งที่ อปท.บอกกับพรรคก้าวไกล เน้นๆ ก็มี 3 หัวข้อ ที่ผ่านมา เรื่องของกฎหมายและระเบียบถูกหน่วยเหนือคุมอย่างเข้มงวด หลายครั้งเจอแทรกแซงลงมาชนิดที่ต้องก้มหน้ายอมรับอย่างเดียว

อย่างที่สอง เป็นเรื่องของเงินการคลัง ถูกวางด้วย “ข้อจำกัด” กับ “ข้อห้าม” ตามทางเต็มไปหมด การมุ่งหารายได้ของท้องถิ่นที่ไม่ให้ทำหรือทำไม่ได้ และใช้งบประมาณก็มีกฎเหล็กเต็มไปหมด และอย่างสุดท้าย เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลถูกแทรกแซงกระบวนการอย่างไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การแก้หรือปรับปรุงระเบียบและกฎกระทรวงต่างๆ สามารถทำได้ใน 100 วัน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆ ออกกฎกระทรวงและนำเสนอร่างให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาลงมติเห็นชอบ ก่อนจะนำมาประกาศใช้เป็นกฎหมายตามผลบังคับใช้หลังมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

นี่คือสิ่งที่ท้องถิ่นจะได้เห็นก่อนเป็นอย่างแรก

การพูดคุยครั้งนี้ก็เป็นความสอดคล้องหลังตัวแทนทั้ง 3 สมาคม อปท.ได้พบกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและว่าที่นายกรัฐมนตรี เมื่อ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ตอนหนึ่งของพิธาบอกว่า “อำนาจบริหารท้องถิ่นทุกวันนี้ถูกมัดมือมัดเท้าไว้ อำนาจบริหารทำไม่ได้ด้วยกฎหมาย การเงิน การขาดอำนาจต่อรอง และการตรวจสอบที่ไม่ได้มาจากประชาชน ทั้งหมดนี้นำไปสู่สภาพที่อำนาจการตัดสินใจงบประมาณ 84% อยู่กับส่วนกลาง เหลืออยู่ที่ท้องถิ่นแค่ 16% ซึ่งผมไม่เคยเห็นประเทศไหนที่เป็นแบบนี้ จะสามารถก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้เลย”

พิธาทำให้ท้องถิ่นมีความหวังและโอกาสอีกครั้ง เมื่อบอกว่าพรรคก้าวไกลมีแผนการทั้งในระยะ 100 วันแรก 1 ปีแรก และ 4 ปี โดยเฉพาะใน 100 วันแรกจะยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจและการทำงานของท้องถิ่น รวมถึงคำสั่ง คสช.8/2560 เพื่อคืนอำนาจการ
คัดเลือกบุคลากรให้ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นสามารถทำบริการสาธารณะได้ทั้งหมด ยกเว้นที่ห้ามทำ รวมทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.แผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ และแก้ไข พ.ร.บ.จัดตั้ง 5 ท้องถิ่น ให้ออกระเบียบการเบิกจ่ายเองได้

ดังนั้น หากพิธาได้นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่ คงต้องดูกันต่อว่า นโยบายการกระจายอำนาจจะเป็น “บิ๊กแบง” สมราคาที่ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลลั่นไว้หรือไม่

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน