หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภูเก็ต ทะเลอั...

ภูเก็ต ทะเลอันดามัน ฉากสำคัญพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

19.06.23 | 18:15 น.

จ.ภูเก็ต ทะเลอันดามัน เป็นฉากใหญ่ศูนย์กลางเหตุการณ์ในวรรณกรรมเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ ซึ่งเหมาะแก่การนำมากระตุ้นพลังสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ระบบการศึกษาไทยครอบงำ “ล้างสมอง” นานมากเกือบ 100 ปี เรื่องพระอภัยมณีและสุนทรภู่ด้วยข้อยุติที่ “ห้ามถาม ห้ามเถียง” ว่า

(1.) พระอภัยมณี มีฉากอ่าวไทย จ. ระยอง เพราะเป็นบ้านเกิดของสุนทรภู่

(2.)  เกาะแก้วพิสดารในพระอภัยมณี คือเกาะเสม็ด จ. ระยอง

(3.) สุนทรภู่มีถิ่นกำเนิดที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง จ. ระยอง

Advertisement

(4.) นิราศเมืองแกลงสุนทรภู่แต่งเมื่อกลับบ้านเกิด

ทั้งหมดนี้ จากการสันนิษฐาน (แปลว่า เดา) ของนักค้นคว้ารุ่นก่อนๆ โดยไม่พบหลักฐานสนับสนุน ต่อมาเมื่อตรวจสอบเอกสารแล้วตรงข้าม ดังนี้

พระอภัยมณี เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับคู่สงครามที่มีเมืองอยู่ฝั่งทะเลสมุทรตรงข้ามกัน ระหว่างเมืองผลึก (อ. ถลาง จ. ภูเก็ต) กับเมืองลังกา (ประเทศศรีลังกา) (ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเมืองระยอง อ่าวไทย ตามที่เดาพลาด)

เกาะแก้วพิสดาร เป็นเกาะในจินตนาการที่ได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มเกาะนิโคบาร์ ซึ่งเป็นแนวยาวถึงสุมาตรา (ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเกาะเสม็ด ตามที่ถูกหลอก)

สุนทรภู่มีกำเนิดเป็นชาวบางกอก เกิดวังหลัง (ทุกวันนี้คือโรงพยาบาลศิริราช)

นิราศเมืองแกลง สุนทรภู่แต่งเมื่อไป “ราชการลับ” ทางการเมืองของวังหลังสมัย ร.1 (ไม่ได้ไปเยี่ยมบ้านเกิด ตามที่เดาผิด)

ส่วนชื่อบ้านนามเมืองบ้านกร่ำ เมืองแกลง และแม่น้ำประแส มาจากภาษาของชาวชอง พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร (ชื่อบ้านนามเมืองจำนวนหนึ่งในเขต อ. แกลง จ. ระยอง)  ประชากรดั้งเดิมของพื้นที่ชายทะเลฝั่งตะวันออก ต่อมากลายตนเป็นไทย พูดภาษาไทย สำเนียงดั้งเดิม (เหน่อระยอง) นับเป็นบรรพชนกลุ่มหนึ่งของไทยและระยอง มีดังต่อไปนี้

แกลง (ในชื่อเมืองแกลง, อ. แกลง) หมายถึงปลาดุก (กลายคำจากภาษาชองว่า กะแล่ง) เข้ากันได้กับชื่อบ้านกร่ำ แต่บางคนแปลว่าแหวน ซึ่งไม่น่าเชื่อ (ผมเคยบอกว่ามาจากคำอื่นก็ไม่น่าเชื่อเช่นกัน ต้องยกเลิก)

กร่ำ (ในชื่อบ้านกร่ำ) หมายถึงที่ล่อปลาเพื่อจับปลาในน้ำ (มีอธิบายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) เข้ากันได้กับชื่อเมืองแกลง

ประแส (ในชื่อบ้านประแส, ปากน้ำประแส) หมายถึงทุ่งนา (กลายคำจากภาษาชองว่า แซ) แต่ปัจจุบันเหมาว่ามาจากกระแสร์ เลยเขียน ประแสร์

อนุสาวรีย์สุนทรภู่ (บ้านกร่ำ อ. แกลง จ. ระยอง) สร้างด้วยเหตุผลทางการเมือง และความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องถิ่นกําเนิดสุนทรภู่

พ.ศ. 2498 ครบรอบ 100 ปี  สุนทรภู่ ครั้งนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ทําพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม

พ.ศ. 2500 มีรัฐประหาร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องหนีออกไปต่างประเทศ และรัฐบาลคณะรัฐประหารไม่จ่ายงบประมาณสร้างอนุสาวรีย์ ต่อมารัฐบาลหลังจากนั้นสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างจนสําเร็จ

พ.ศ. 2513 ทําพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่แห่งแรก วันที่ 25 พฤษภาคม

  • พระอภัยมณี วรรณกรรมการเมือง 

แผนที่แสดงตําแหน่งบ้านเมืองในคํากลอนเรื่องพระอภัยมณี อยู่ทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดีย [ปรับปรุงใหม่จากข้อเสนอแรกสุดของ “กาญจนาคพันธุ์” (ขุนวิจิตรมาตรา) ตั้งแต่ พ.ศ. 2490]
พระอภัยมณีเป็นวรรณกรรมการเมืองในรูปแบบนิทานกลอน เพื่อต่อต้านสงครามล่าอาณานิคม ซึ่งจะส่งผลกระทบความมั่งคั่งทางการค้าภายในและภายนอกของสยามที่กำลังมีมากสมัยนั้น (ทั้งหมดนี้ยกมาจากหนังสือ อำนาจของภาษาและวรรณกรรมไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์นาตาแฮก พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2566 หน้า 452-465)

สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีโดยใช้ฉากทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล มหาสมุทรอินเดีย (ไม่เกี่ยวข้องกับอ่าวไทย และเกาะเสม็ด จ. ระยอง) แสดงความขัดแย้งระหว่างเมืองผลึก (คือ ถลาง ภูเก็ต) กับ ลังกา (คือ ศรีลังกา ขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ มีประมุขเป็นหญิง คือ ควีนวิกตอเรีย)

ชื่อสำคัญในพระอภัยมณีดัดแปลงมาดังนี้ นางละเวง แผลงคำจากนามวิกตอเรีย, ผีเสื้อสมุทร จากรามเกียรติ์ และแปลงจากผีเสื้อน้ำในมหาวงศ์พงศาวดารลังกา, เกาะแก้วพิสดาร อยู่ในกลุ่มเกาะนิโคบาร์ (มีชื่อตามตำนานว่า นาควารี ในพระอภัยมณีเรียกทะเลนาควารินทร์) ทางตอนใต้ของทะเลอันดามัน

[สรุปจากหนังสือ สุนทรภู่ อยู่วังหลัง ผู้ดีบางกอก มหากวีกระฎุมพี มีวิชารู้เท่าทันโลกและชีวิต ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2547]

อังกฤษ (ในนิทานกลอนเรื่องพระอภัยมณี) ถูกสมมุติเป็นผู้ร้ายโจรสลัดคอยปล้นสะดม “ตีเรือเหนือใต้” ในทะเลสมุทร หมายถึง “ปล้นบ้านชิงเมือง” หรือ “ล่าเมืองขึ้น” ทำให้เมืองที่ถูกกระทำต้องเดือดร้อน มีกลอนพระอภัยมณีบอกว่า

จะกล่าวฝ่ายนายโจรใจฉกาจ เป็นเชื้อชาติอังกฤษริษยา
คุมสลัดอัศตันวิลันดา เป็นโจราห้าหมื่นพื้นทมิฬ

ต้องทบทวนประวัติศาสตร์อย่างรวบรัดว่าขณะที่ไทยอยู่สมัยอยุธยา ฝ่ายอังกฤษยึดอินเดียและศรีลังกาเป็นเมืองขึ้นหมดแล้ว ขณะเดียวกันก็เข้าไปติดต่อกับอยุธยา แต่ไม่สำเร็จราบรื่น จนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน ร.2 อังกฤษพยายามติดต่อกับสยาม แต่ล้มเหลว ครั้นแผ่นดิน ร.3 ทำความเข้าใจเจรจาใหม่ระหว่างสยามกับอังกฤษ

ยุทธศาสตร์ทางทะเลของอังกฤษก็คืออังกฤษต้องการเมืองท่าเป็นฐานทัพเรือรอบอ่าวเบงกอล ทั้งทางฝั่งตะวันตก (อินเดีย) และฝั่งตะวันออก (พม่า, ไทย, มาเลเซีย)

เหตุที่อังกฤษต้องการอย่างนั้น นักปราชญ์นักวิชาการอธิบายว่าสมัยนั้นเรือรบต้องใช้เรือใบ ซึ่งในการเดินเรือต้องพึ่งพาลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ ดังนั้นกองทัพเรือสมัยนั้นเมื่อมีเหตุรบกันต้องคุมพื้นที่ทั้งสองฝั่งของอ่าวเบงกอล (เพื่อได้ลมมรสุม) อังกฤษมีฐานทัพหลายเมืองอยู่ทางฝั่งตะวันตกของอ่าวเบงกอลในอินเดีย จึงต้องการที่ตั้งฐานทัพทางฝั่งตะวันออกของอ่าวเบงกอล เช่น เมืองมะริด, เมืองตะนาวศรี, เมืองชายฝั่งคาบสมุทรมลายู ฯลฯ

ก่อนหน้านั้น พ่อค้าอังกฤษตั้งรกรากและค้าขายที่เกาะหมาก (ปีนัง) เสนอรัฐบาลอังกฤษยึดเกาะหมากและเมืองถลาง (ภูเก็ต) ครั้งนั้นชาวอังกฤษเรียกเมืองถลางว่า Junk Ceylon มีต้นตอจากคำมลายูว่า Ujung Salang แปลว่าแหลมถลาง (Ujung แปลว่า แหลม, Salang มาจากชื่อ ถลาง)

[สรุปใหม่จากบทความเรื่อง “บทบาทของอังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยรัชกาลที่ 3” ของ เตช บุนนาค พิมพ์ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยจากเอกสารเฮนรี เบอร์นีย์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2554 หน้า 16-17]

อังกฤษขณะนั้นยังไม่มีศักยภาพพอจะคุกคามสยามอย่างเต็มที่ แต่ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ทศวรรษจึงสั่งสมศักยภาพนั้น ดังเห็นจากคณะผู้แทนอังกฤษเข้าถึงสยามปลายแผ่นดิน ร.3 ไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีของสยาม ครั้นอังกฤษรบชนะสงครามอังกฤษ-พม่า (ครั้งที่ 2) และชนะสงครามฝิ่นกับจีน ทำให้อังกฤษมีศักยภาพคุกคามสยามอย่างเต็มที่

[คำนำเสนอของ เตช บุนนาค ในหนังสือ ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้าฯ การทูตสยามคราวจักรวรรดินิยมบุกอุษาคเนย์ โดย ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ และวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564 หน้า (7)-(8)]

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศเหล่านั้นอยู่ในความรับรู้ของสุนทรภู่ที่ทำงานการเมืองในกลุ่มชนชั้นนำแผ่นดิน ร.2 และมีตำแหน่งทางราชการระดับนักปราชญ์ราชสำนัก ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับอังกฤษที่ขณะนั้นยังไม่เป็นเจ้าอาณานิคม แต่กำลังสั่งสมอำนาจทางทะเลล่าเมืองขึ้น ดังนั้นสุนทรภู่ได้แรงบันดาลใจสร้างนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี โดยยกเหตุการณ์จริงทางการเมืองระหว่างประเทศขณะนั้นเป็นโครงเรื่องหลัก

ในความรับรู้ของกลุ่มชนชั้นนำแผ่นดิน ร.2 สุนทรภู่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่มีความสามารถส่วนตัวแต่งกลอนน่าอ่านกว่าใครๆ (สุนทรภู่ไม่ใช่กวีอย่างที่เข้าใจสมัยนี้ เพราะสมัยนั้นไม่มีอาชีพกวี) การแต่งพระอภัยมณีเป็นไปตามจารีตประเพณี คือ แต่งถวายเจ้านายที่จงรักภักดีเป็นพิเศษ ไม่ได้แต่ง “เพื่อขาย” อย่างทุกวันนี้

  • กลอนตลาดแบบสุนทรภู่ 

กลอนตลาดหรือกลอนสุนทรภู่เป็นกลอนส่งสัมผัส ทั้งสัมผัสในและสัมผัสนอก ล้วนได้ต้นแบบจากหนังสือกลอนอ่านนิทานที่มีผู้แต่งไว้ยุคก่อนๆ โดยเฉพาะเรื่องปาจิตกุมารกลอนอ่าน (หรือ ตำนานปราสาทพิมาย อ. พิมาย จ. นครราชสีมา) จึงเลียนแบบใช้แต่งกลอนเพลงยาวนิราศและนิทานกลอน จนเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่รู้กันทั่วไปว่ากลอนสุนทรภู่

นักเลงเพลงยาว สุนทรภู่ “เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว” หมายถึง ผู้ฝักใฝ่แต่งเพลงยาว คือ นิราศ บางทีเรียกควบรวมว่าเพลงยาวนิราศ (ไม่ใช่เพลงยาวเกี้ยวผู้หญิง) นิราศที่เป็นกลอนต้องแต่งด้วยขนบกลอนเพลงยาว

พบหลักฐานสมัยอยุธยา ได้แก่ เพลงยาวหม่อมภิมเสน ก็คือ เพลงยาวนิราศเมืองเพชรบุรี ของกวีชื่อหม่อมภิมเสน ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์ ได้แก่ เพลงยาวนิราศรบพม่าท่าดินแดง พระราชนิพนธ์ ร.1

เพลงยาวเกี้ยวผู้หญิง เล่าเป็นตุเป็นตะว่าสุนทรภู่รับจ้างแต่งเพลงยาวเกี้ยว
พาราสีให้หนุ่มสาวที่รักกันชอบกันแต่แต่งกลอนไม่เป็น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องคลาดเคลื่อนจากความจริง เพราะหนุ่มสาวเหล่านั้นอ่านไม่ออก

ชาวบ้านหญิงชายเล่นกลอนหัวเดียวเรียกเพลงโต้ตอบแก้กัน โดยวิธีท่องจำไปร้องปากเปล่า (ไม่ใช่ด้นสดๆ) ไม่ต้องเขียน เพราะเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก และไม่รู้จักเพลงยาว

ส่วนการเล่นเพลงยาวเป็นงานอดิเรกของเจ้านายชั้นสูงที่แต่งกลอนได้ และชอบแต่งอวดกัน บางทีเพื่ออวดเชิงกลอนจึงแสร้งแต่งเป็นสำนวนหญิงบ้าง สำนวนชายบ้าง

  • “ราชการลับ”

นิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ (แต่งราว พ.ศ. 2350 อายุราว 21 ปี) เล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองแกลง (จ. ระยอง) ตามภารกิจ “ราชการลับ” ของราชสำนัก

[นิราศแต่งหลังเดินทางกลับแล้ว ไม่ได้แต่งขณะเดินทาง]

กรุงเทพฯ ไปเมืองแกลงสมัยนั้นหนทางคมนาคมทุรกันดาร สุนทรภู่ซึ่งเป็นชาวกรุงเข็ดขยาด จึงแต่งกลอนรำพึงรำพันว่า “จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา” เป็นหลักฐานตรงๆ ว่าสุนทรภู่ไม่รู้จักเมืองแกลง, ไม่เคยไปเมืองแกลง, ไม่อยากไปเมืองแกลง และไม่ได้ไปเพื่อเยี่ยมบ้านเกิด เพราะไม่ใช่บ้านเกิดของตน

บิดาของสุนทรภู่ “บวชการเมือง” เป็นสมภารเจ้าวัดอยู่บ้านกร่ำ เมืองแกลง เพื่อปฏิบัติ “ราชการลับ” จึงไม่มีกรณีหย่าร้างกับภรรยา (แม่ของสุนทรภู่) ตามที่มีผู้ใส่ร้าย

  • บวชการเมือง

สุนทรภู่เกี่ยวข้องการเมืองอย่างเต็มตัวมานานแล้ว และอยู่ในกลุ่มขุนนางฝักใฝ่เจ้าฟ้ามงกุฎ ครั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงร้อนตัวออกบวชเป็นภิกษุหนีราชภัย พ.ศ. 2367 อายุราว 38 ปี

[ร.2 มีโอรสองค์โต คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ชำนาญแต่งสำเภาค้าขายใกล้ชิดกับจีน (ต่อไปคือ ร.3) และโอรสองค์รอง (ต่างมารดา) คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ ศึกษาเชี่ยวชาญศิลปวิทยาการตะวันตก (ต่อไปคือ ร.4)]

แต่ ร.3 ไม่รังแก กลับยกย่องให้ภิกษุสุนทรภู่เป็นครูสอนหนังสือให้โอรสธิดาน้อยๆ (มีบอกในเพลงยาวถวายโอวาท) แล้วให้ธิดา (องค์โปรด) อุปถัมภ์ โดยนิมนต์ไปจำพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม (มีบอกในรำพันพิลาป)

กวีอยู่ใต้อำนาจเศรษฐกิจการเมือง ไม่ว่ารู้ตัวหรือไม่รู้ตัวและต้องการหรือไม่ต้องการ ดังนั้นงานกวีนิพนธ์ทั้งหมดทุกเรื่องสะท้อนสังคมและเศรษฐกิจ-การเมือง ของยุคนั้นๆ เสมอ อยู่ที่คนอ่านเข้าถึงหรือไม่?

  • ใส่ร้ายสุนทรภู่

สุนทรภู่ถูกใส่ร้ายว่า ขี้เมา ขี้หลี ขี้คุก เป็นต้น แต่หลักฐานประวัติศาสตร์ไม่จริงอย่างนั้น

ไม่ขี้เมา กล่าวกันว่าสุนทรภู่อาลักษณ์ขี้เมาดื่มเหล้าเมามายแล้วทำร้ายคนอื่น เรื่องนี้ไม่เคยพบหลักฐานน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ แต่นิยมคัดลอกต่อๆ กันมาซึ่งล้วนเป็นข้อกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีที่อาจเกี่ยวข้องกับการเมืองครั้งนั้นจนต้องออกบวชหนีราชภัย

กลอนในนิราศภูเขาทองตอนนั่งเรือผ่านโรงเหล้า (บางยี่ขัน) แล้วรำพึงรำพันอย่างพระเทศน์ถึงโทษของการกินเหล้า ซึ่งเป็นความเปรียบด้วยกวีโวหารของภิกษุที่ทำเคร่งเพราะหนีราชภัย (อายุ 42 พรรษา 4 โดยประมาณ) ว่าเคยดื่มเหล้าแล้วเมาเหมือนคนบ้าน่าอาย หมายถึง เมาสนุกสนานไม่ใช่เมาอาละวาด

สุนทรภู่รับราชการเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนัก อยู่ในสังคมคนชั้นสูง ได้แก่ เจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ, ผู้ดี, เศรษฐีมีทรัพย์ รวมถึงคนต่างชาติต่างภาษานานาประเทศ ย่อมมีกิจกรรมสังคมดื่มสุรามีระดับ

ขณะเดียวกันมีชีวิตส่วนตัวในแวดวงมหรสพ ได้แก่ ปี่พาทย์เสภา และละคร มีเสพสุรายาเมาร้องรำทำเพลงตีกรับขับเสภาสนุกสนานเป็นครั้งคราว ซึ่งสุนทรภู่น่าจะรู้สึกตนเหมือนคนบ้า แต่ไม่ผิดปกติของคฤหัสถ์ และไม่ขี้เมาอาละวาดตามข้อกล่าวหาใส่ร้าย

ไม่กินเหล้า สุนทรภู่แต่งกลอนตอนกินเหล้า เพราะเชื่อว่ากวีจะแต่งกาพย์กลอนเก่งต้องกินเหล้า เมื่อเหล้าออกฤทธิ์จะกระตุ้นอารมณ์คิดคำกลอนคล่องแคล่ว และมีจินตนาการบรรเจิดเลิศล้ำกว่าใคร ซึ่งเป็นเรื่องเพิ่งสร้างเพื่อสนับสนุนการใส่ร้าย

วรรณกรรมร้อยกรองเท่าที่พบแล้ว ถ้ารวมสมุดข่อยเข้าด้วยกันก็เป็นกองพะเนินเทินทึก นับว่ามีมากเกินประมาณ (ยังไม่พบต้นฉบับสมุดข่อย แต่พบชื่อก็อีกหลายเรื่อง) ล้วนประณีตบรรจงด้วยถ้อยคำเลือกสรรเป็นวรรณศิลป์วิจิตรพิสดารอย่างมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และไม่พบกลิ่นอายหรือร่องรอยของเหล้ายาสิ่งเสพติดอื่น

งานกวีเกือบทั้งหมดของสุนทรภู่ (ยกเว้นนิราศเมืองแกลง) เป็นสิ่งสร้างสรรค์ขณะบวชเป็นภิกษุในสายตาของอำนาจรัฐที่ไม่เปิดโอกาสให้ละเมิดศีลข้อใดๆ ทั้งนั้น

เหล้ากับการสร้างสรรค์งานศิลปะทุกประเภทถูกผูกโยงเข้าด้วยกันตามวัฒนธรรมตะวันตก แต่ในสังคมอุษาคเนย์แล้วเหล้าเป็นเครื่องเซ่นสำคัญในพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพชนหรือทรงเจ้าเข้าผี

ไม่ขี้หลี สุนทรภู่เขียนบอกไว้เองในนิราศบางเรื่อง ว่ามีกิ๊กหลายคน หมายถึง มีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงหลายนาง ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย เนื่องเพราะอยู่นอกวัฒนธรรมผัวเดียว-เมียเดียว

ความเป็นผู้ดี มีวิชาความรู้ มียศถาบรรดาศักดิ์ มีชื่อเสียง ผลงานเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะตั้งแต่วัยหนุ่ม เพราะเป็นคนบอกบทอยู่หน้าม่านโรงละครชาตรี (ละครชาวบ้าน) เทียบสมัยนี้เป็นดาราหน้าโรง เท่ากับมีเสน่ห์อย่างยิ่ง ดึงดูดบรรดาหญิงสาววัยรุ่นเข้าพัวพันไม่น้อย ดังมีบอกในกลอนเพลงยาวนิราศเรื่องต่างๆ อย่างรับผิดชอบ ไม่ดูถูกทิ้งขว้าง จึงไม่ควรเหมารวมหญิงทุกคนที่มีเซ็กซ์เพื่อหฤหรรษ์ตามธรรมชาติประสาสาวหนุ่มล้วนเป็น “เมีย” สุนทรภู่

ไม่ขี้คุก สุนทรภู่เมาเหล้าอาละวาดจนถูกจับติดคุก ขณะอยู่ในคุกต้องแต่งพระอภัยมณี “ขายเลี้ยงตัว” ล้วนเป็นข้อกล่าวร้ายป้ายสี เพราะ

  1. ไม่เคยพบหลักฐานว่าติดคุกเพราะเมาเหล้าอาละวาด
  2. พระอภัยมณีแต่งเมื่อไร? ไม่พบหลักฐาน แต่นักปราชญ์ทางวรรณกรรมเชื่อตรงกันว่าเริ่มแต่งตอนเป็นภิกษุอยู่วัดเทพธิดาราม ซึ่งเท่ากับอยู่ในสายตาของอำนาจรัฐตลอดเวลา จะกินเหล้าได้หรือ?
  3. ไม่เคยพบหลักฐานว่าก่อนมีการพิมพ์พระอภัยมณีเป็นหนังสือเล่ม คนอยากอ่านต้องจ่ายค่าขอคัดลอก จึงเท่ากับพูดกันโดยเดาล้วนๆ (คนส่วนมากเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก แล้วจะมีใครจ่ายทรัพย์ค่าขอคัดลอกไปอ่าน)

ไม่ร่อนเร่ สุนทรภู่เป็นผู้ดีมีตระกูลใกล้ชิดเจ้านาย มีหน้าที่การงานสูงส่งด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักอยู่ในวังหลวง

เมื่อบวชเป็นพระสงฆ์ก็จำพรรษาวัดหลวงอยู่ในอุปถัมภ์ของเจ้านายชั้นสูง ครั้นเดินทางไปที่ต่างๆ ตามหัวเมืองได้แต่นั่งๆ นอนๆ ในเรือ เพราะมีคนรับใช้แจวหัวเรือท้ายเรือล้วนเป็นลูกศิษย์ลูกหาสาวกบ่าวไพร่

แต่ในนิราศบางตอนมีรำพึงรำพันความทุกข์ยากและตัดพ้อต่อว่า (เช่น ไม่มีพสุธาจะอาศัย เป็นต้น) ล้วนเป็นโวหารของมหากวีอย่างสุนทรภู่ ซึ่งมีความหมายทางการเมืองในราชสำนักครั้งนั้นที่กระทบถึงตน แต่ไม่หมายถึงร่อนเร่ไร้หลักแหล่งจริงๆ เหมือนยาจกวณิพกทั่วไป

ไม่แต่งสอนหญิง สุนทรภู่ไม่ได้แต่งสุภาษิตสอนหญิง (สุภาษิตสอนสตรี) คนแต่งจริงบอกว่าชื่อ “ภู่” แต่เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่สุนทรภู่ เพราะสำนวนกลอนอ่อนแอมากเมื่อเทียบกลอนสุนทรภู่

เรื่องนี้กรมศิลปากรมีเชิงอรรถบอกนานแล้วว่า “ปัจจุบันมีนักวรรณคดีหลายท่านเชื่อว่าสุนทรภู่ไม่ได้แต่งสุภาษิตสอนสตรี”

ไม่มีนามสกุล สุนทรภู่ไม่มีนามสกุล เพราะสมัยนั้นยังไม่ใช้นามสกุล และไม่พบลูกหลานสืบสายตระกูลจนถึงสมัยมีนามสกุล รวมทั้งไม่ได้เกิดบ้านกร่ำ เมืองแกลง จ. ระยอง สุนทรภู่จึงไม่เกี่ยวข้องกับนามสกุลใดๆ ของเมืองแกลง

  • ดนตรีคืออำนาจของวิชาความรู้ 

สุนทรภู่รู้ว่าเพลงดนตรีทั้งของโลกตะวันออกและตะวันตกเป็นตัวแทนของอำนาจ และ/หรือวิชาความรู้ เพราะวิชาความรู้คืออำนาจ ผู้ใดมีวิชาความรู้ ผู้นั้นมีอำนาจ สิ่งนี้เป็นที่รับรู้ในทางสากลทั้งโลกตะวันออกและตะวันตก

พระอภัยมณีเรียนวิชาดนตรีจนชำนาญเป่าปี่เป็นเลิศ เท่ากับยกย่อง 2 อย่างว่ามีอำนาจ ได้แก่ (1) เนื้อหาวิชาความรู้ และ (2) ผู้มีวิชาความรู้ จากนั้นใช้วิชาความรู้แก้ปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง จนนำไปสู่ชัยชนะและอำนาจ

เดี่ยวปี่นอก (ปี่นอกโซโล) โดยพระอภัยมณี เป็นสัญลักษณ์แบบแผนดนตรีตะวันตกเริ่มมีเหนือดนตรีไทยเดิม แล้วมีส่วนผลักดันดนตรีไทยเดิมเป็นดนตรีเพื่อฟัง (แบบตะวันตก) เรียกดนตรีไทยแบบฉบับสืบจนทุกวันนี้

ปี่ที่พระอภัยมณีเป่าเรียกปี่นอก (ไม่ใช่ปี่ใน และ ไม่ใช่ปี่ชวา) ปี่นอกอยู่ในตระกูลเครื่องเป่าพื้นเมืองอุษาคเนย์ มีลำตัวเป็นปล้อง มีป่องตรงกลางลำตัว (คล้ายเต้าแคน)