หลายคนอาจบอกว่า ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคฝ่าย คสช. ได้รับความบอบช้ำที่สุด
สรุปเช่นนั้นก็ได้
แต่อยากให้มองดูที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือว่าได้รับความบอบช้ำจากศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเช่นกัน
เพราะเป้าหมายที่คาดหวังคือแลนด์สไลด์ แต่ผลที่ออกมา นอกจากจะพลาดหวังจากแลนด์สไลด์แล้ว ยังได้ ส.ส.น้อยกว่าพรรคก้าวไกล
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคมผ่านพ้นจนถึงวันนี้ ต้อง “ขอแสดงความนับถือ” ท่าทีของพรรคเพื่อไทย
เริ่มตั้งแต่ นายเศรษฐา ทวีสิน และ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่โพสต์และทวีตส่งข้อความสนับสนุนให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทบจะทันที
พร้อมกันนั้นก็สนับสนุนให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับเสียงสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี
แม้ต้องเผชิญหน้ากับ 250 ส.ว.ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่โหวตให้นายพิธา แต่แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยก็ขอให้ ส.ส.พรรคอื่นๆ ทุกขั้วช่วยกันโหวต
ช่วยกันปิดสวิตช์ ส.ว. และเปิดทางให้คนที่ประชาชนเขาเลือก มีโอกาสได้ทำงานตามคำมั่นสัญญา
แม้ระหว่างทางจะบังเกิดกระแสข่าวที่ยุแหย่ แต่ทั้งนายเศรษฐาและแพทองธาร ยังยืนยันสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ
เช่นเดียวกับท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่แสดงเจตนาจะปิดสวิตช์ คสช. โดยเริ่มจากร่วมสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ
และล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีตำแหน่งประธานสภา ซึ่งทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยแสดงความประสงค์จะครอบครอง
กระทั่งมีข่าวว่า ดีลไม่ลงตัว และอาจส่งผลต่อรัฐบาลประชาธิปไตย
แต่เมื่อนายภูมิธรรมออกมายืนยันจุดยืนของพรรค ข้อกังวลก็คลี่คลาย
พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า 1.เห็นชอบในหลักการว่าพรรคอันดับ 1 จะทำหน้าที่ประธานสภา
2.เนื่องจากพรรคอันดับ 1 และ 2 มีจำนวนใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นตำแหน่งรองประธานสภาทั้ง 2 คนจึงควรเป็นคนของพรรคลำดับ 2
และ 3.รายละเอียดการประสานงานต่างๆ จะเป็นวาระของคณะทำงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป โดยตัวแทนของ 2 พรรคควรหารือกัน
จุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศโดยนายภูมิธรรม แสดงท่าทีจริงใจต่อการขับเคลื่อนรัฐบาลประชาธิปไตย แม้จะมีกองเชียร์ของพรรคไม่พอใจ แต่ท่าทีที่แสดงออกมาเช่นนั้นต้อง “ขอแสดงความนับถือ”
เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งได้ ส.ส.น้อยกว่าพรรคก้าวไกล 10 ที่นั่ง และถือเป็นพรรคใหญ่อันดับสองรองจากพรรคก้าวไกลภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคมผ่านพ้น ได้แสดงจุดยืนที่จะยืนเคียงข้าง 8 พรรคที่เรียกตัวเองว่าขั้วประชาธิปไตย
แม้ตำแหน่งประธานไม่ได้ แต่ได้เก้าอี้รองประธาน 2 ตัวก็น่าจะสมศักดิ์ศรี
หาก 8 พรรคการเมืองที่จับมือกันแน่นในขณะนี้ สามารถสงบศึกภายในได้ดังนี้ในทุกอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้าได้
ความหวังของประชาชน 14 ล้านเสียงที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล 10 ล้านเสียงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และอื่นๆ อีกประมาณ 3 ล้านเสียงที่สนับสนุนพรรคอีก 6 พรรคที่ร่วมรัฐบาล คงจะเป็นจริง
รัฐบาลขั้วประชาธิปไตยน่าจะเกิดขึ้นแทนรัฐบาลขั้วเดิมที่ประชาชนอยากเปลี่ยน
หากทำได้ เสียงสนับสนุนประมาณ 27 ล้านเสียงจากจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ 39 ล้านเสียง น่าจะศรัทธาในการเลือกตั้ง และเชื่อมั่นในประชาธิปไตย
ถ้าทำได้ ประชาชนทั้ง 39 ล้านเสียงที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็จะเห็นพ้องว่าการเลือกตั้งคือทางออกของประเทศ
ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจะทำให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ตัดสินใจ งบประมาณปี 2567 ที่เกรงว่าจะล่าช้าจะได้รับการแก้ไข เหตุผลที่จะชุมนุมใหญ่มีน้อยลง
ประเทศไทยจะได้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า
เบื้องต้นขอแสดงความนับถือพรรคเพื่อไทยที่ยอมถอย
ต่อไปหากทุกพรรคร่วมผลักดันให้รัฐบาลแห่งประชาชนเกิดขึ้นได้จริง คงต้องขอแสดงความนับถือยิ่งๆ กับทุกพรรคกันอีกครั้ง
ขอแสดงความนับถือหัวใจนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ยอมรับฟังเสียงข้างมากจากประชาชน
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

