บทเพลงเพื่อรำลึก 111 ปี โรงพยาบาลวชิระ
โรงพยาบาลวชิระหรือวชิรพยาบาล เป็นโรงพยาบาลที่ได้สถาปนาขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2455 ซึ่งปีนี้ครบ 111 ปี ปัจจุบันสังกัดคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ก่อนปีที่จะเกิดวชิรพยาบาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ จัดตั้งวงเครื่องสายฝรั่งหลวงขึ้นในปี พ.ศ.2454 ปัจจุบันคือวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร ซึ่งมีอายุได้ 112 ปี

แม้วงเครื่องสายฝรั่งหลวงจะมีอายุมากกว่าโรงพยาบาลวชิระ แต่วงเครื่องสายฝรั่งหลวงไม่ได้ก้าวหน้าทัดเทียมหรือใกล้เคียงกับการพัฒนาของโรงพยาบาลวชิระ ทั้งๆ ที่วงเครื่องสายฝรั่งหลวงนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของรอยยิ้มปีติ เสียงหัวเราะ มีช่อดอกไม้ มีคำขอบคุณ มีเสียงปรบมือ ทำให้ทุกคนมีความสุข คนฟังดนตรีส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรสนิยม ส่วนโรงพยาบาลวชิระนั้นประกอบด้วยน้ำเกลือ เลือด น้ำหนอง น้ำตา เสียงร้องไห้ ความทุกข์เศร้า แต่โรงพยาบาลวชิระกลับมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าวงเครื่องสายฝรั่งหลวงหลายเท่านัก
โรงพยาบาลวชิระ โดยสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้ทำหนังสือขอวงดนตรีจากมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ไปแสดงเป็นที่ระลึกในการเปิดพิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลวชิระ ทางมูลนิธิจึงได้จัดวงดนตรี (Dr. Sax Chamber Orchestra) ไปแสดงในวันที่ 28 มิถุนายน 2566 โดยเลือกบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลวชิระ
รอบๆ โรงพยาบาลวชิระเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งกำเนิดเพลง เป็นสถานที่สำคัญ และเป็นที่อยู่ของบุคคลสำคัญ ที่วัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้า (บ้านญวน) อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดคริสต์เก่าแก่ที่มีบทบาทมาตั้งแต่ปลายอยุธยา มีเพลงสำคัญๆ เกิดขึ้นที่วัดแห่งนี้

สมัยอยุธยามีชาวยุโรปพวกโปรตุเกสและฮอลันดาได้เดินทางเข้ามาทางเรือซึ่งสามารถเข้าถึงกรุงศรีอยุธยาได้ พระเจ้าแผ่นดินในกรุงศรีอยุธยาก็กลัวกองกำลังของฝรั่ง จึงให้หยุดเรือไว้ก่อนที่จะถึงกรุงศรีอยุธยา แล้วให้ฝรั่งโปรตุเกสสร้างวัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้า เพื่อขนถ่ายสินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นจากเรือก่อน ให้จัดไว้ที่วัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้า ที่บ้านญวนแห่งนี้
กะลาสีเรือที่ขนสินค้าขึ้นลงเรือ บ้างก็ร้องเพลง (ผิวปาก) ไปด้วยในขณะทำงาน พบว่ามีทำนองเพลงโยสลัม ซึ่งเป็นเพลงที่มีเครือญาติอยู่มาก อาทิ ยวนย่าเหล เกลียดห้องเบอร์ห้า น้ำตาโนราห์ ความรักเจ้าขา นางใจ ชุมทางเขาชุมทอง คุณนายโรงแรม เพลงปี่โนรา เพลงปี่หนังตะลุง เป็นต้น ซึ่งยังมีเพลงฝรั่งอื่นๆ อาทิ วิลันดา (ฮอลันดา) วิลันดาโอด ต้นวรเชษฐ์ แขกบรเทศ เป็นต้น
เพลงโยสลัม ทำนองเพลงฝรั่งจากโปรตุเกส มีมาแต่สมัยอยุธยา คาดเอาว่าที่วัดบ้านญวนแห่งนี้น่าจะมีเรื่องราวของเพลง เพราะที่วัดต้องร้องเพลงเป็นประจำ โยสลัม เนื้อร้องโดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อวงดนตรีสุนทราภรณ์ได้นำเนื้อร้องมาใส่ทำนอง ต้นฉบับขับร้องโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน และวินัย จุลละบุษปะ สำหรับการแสดงในครั้งนี้ เพลงโยสลัม ขับร้องโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ
เพลงวิลันดา เป็นชื่อเพลงที่มีทำนองฝรั่ง วิลันดาหมายถึงชาวฮอลันดาหรือชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2147) เพลงวิลันดาโอดเป็นอีกเพลงหนึ่งที่บรรเลงอยู่ในวงปี่พาทย์ เชื่อว่านักดนตรีไทยฟังเพลงที่บรรเลง โดยแตรวิลันดา (Natural Trumpet) หรือแตรฟันฟาร์ (Fanfare)ซึ่งใช้อยู่ขบวนเครื่องสูง บรรเลงเพลงเกียรติยศ ใช้บรรเลงรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนเลื่อยลันดาเป็นเลื่อยที่สามารถทำงานเล็กๆ ได้ เป็นเครื่องมือทำงานบ้านและงานก่อสร้าง งานไม้ เชื่อว่าเป็นอุปกรณ์และเครื่องมือที่ช่างชาวฮอลันดานำเข้ามาใช้กิจการในสยาม ซึ่งเครื่องเล็กแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน

มีเพลงวิลันดาโอด เป็นเพลงทำนองเก่าสำเนียงฝรั่ง หน้าทับสองไม้ นิยมใช้ประกอบเพลงละครและเพลงตับในชุดซินเดอเรลลา บรรจุเพลงโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
เพลงต้นวรเชษฐ์ ทำนองเพลงโปรตุเกส สมัยอยุธยามีเพลงลูกทุ่ง กินอะไรถึงสวย เนื้อร้องของครูชลธี ธารทองขับร้องโดย สายัณห์ สัญญา เพลงโต้ตอบ กินข้าวกับน้ำพริก ขับร้องโดย ผ่องศรี วรนุช สมัยที่วงฟองน้ำโด่งดังอาจารย์บรูซ แกสตัน นำทำนองเพลงต้นวรเชษฐ์มาทำเป็นเพลงเปิดสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 (อสมท) ส่วนเพลงแขกบรเทศ (แขกโปรตุเกส) อยู่ในเพลงสุดท้าย ชุด 12 ภาษา ซึ่งหมายถึงเพลงนานาชาติ
เพลงแขกหมายถึงเพลงต่างชาติ คำว่าแขกใช้เรียกคนที่ “ไม่ไทย” อาทิ แขกขาว แขกดำ แขกขายโรตีแขกขายถั่ว แขกเลี้ยงวัว แขกมาเลย์ แขกปัตตานี แขกอินโดแขกมัว แขกอินเดีย แขกอาหรับ รวมทั้งแขกที่เป็นฝรั่งอีกความหมายหนึ่งหมายถึง “แขกผู้มาเยือน” ซึ่งไม่ใช่คนในท้องถิ่นแต่เป็นคนจากต่างถิ่น
บทเพลงพระราชนิพนธ์จากบทละครของรัชกาลที่ 6 สรรเสริญเสือป่า (บุหลันลอยเลื่อน) ทำเป็นเพลงบรรเลง ส่วนเพลงสาส์นรัก จากบทละครท้าวแสนปม พ.ศ.2456 ครูเอื้อ สุนทรสนาน นำมาใส่ทำนอง เป็นเพลงร้อง เพลงนักเรียนพยาบาล เนื้อร้องเป็นบทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 เรื่องเวนิสวานิช ทำนองโดย ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ครั้งนี้ขับร้องโดย กมลพร หุ่นเจริญ
เพลงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ เนื้อร้องจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องเวนิสวานิช บทพระราชนิพนธ์บทนี้ได้ถูกนำไปอ้างอิงอย่างกว้างขวาง “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” ทำนองโดย สง่า อารัมภีร เพลงนี้ขับร้องโดย กมลพร หุ่นเจริญ

เพลงความรัก เนื้อร้องจากพระราชนิพนธ์เรื่องเวนิสวานิช มาจากบทละครของวิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare, 1564-1616) ขับร้องโดย กมลพร หุ่นเจริญ
เพลงสุริยันจันทรา จากบทละครเรื่องวิวาห์พระสมุทร เป็นละครพูดสลับรำ มีทั้งบทร้องและบทเจรจา พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ทำนองโดย ครูสุรพล แสงเอก ขับร้องโดยศิลปินเอกของกรมศิลปากร คุณอิสรพงศ์ ดอกยอ
หลังโรงพยาบาลวชิระ ด้านถนนราชวิถี มีบ้านของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci, 1892-1962) ที่เคยพักอาศัยอยู่ระหว่างที่รับราชการในเมืองไทย ท่านเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรและเป็นผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ของไทย ขณะทำงานนั้นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี จะผิวปากเพลงอยู่ 2 เพลง คือ เพลงคัมแบ๊กทูซอเรนโต (Come back to Sorrento) ต่อมาได้มีผู้นำทำนองมาใส่เนื้อร้องไทยชื่อ “บุหลันลันตู” ขับร้องบันทึกเสียงโดย สุเทพ วงศ์กำแหง สำหรับรายการแสดงครั้งนี้ ขับร้องโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ
เพลงสำคัญอีกเพลงหนึ่งคือ เพลงซันตาลูเชีย (Santa Lucia) เป็นเพลงของพวกนาโปลี (Neapolitan) ต่อมาก็เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร ยังมีผู้ประพันธ์เนื้อเพลงไทยอีกสำนวนหนึ่ง ชื่อเพลงยามสนธยา ขับร้องบันทึกเสียงโดย สุเทพ วงศ์กำแหง
เล่ากันว่า เมื่ออาจารย์ศิลป์ พีระศรี ทำงาน นอกจากจะผิวปากเพลงอิตาเลียนแล้ว การมาอยู่เมืองไทยของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี นั้น อาจารย์ศิลป์ชอบกินกล้วยน้ำว้าและชอบส้มโอ มีแม่ครัวที่ชื่อ “แม่ละมุล” เป็นคนเตรียมอาหารไว้เป็นประจำ ปัจจุบันหลานของแม่ละมุล เปิดร้านอาหารอยู่ในซอยวัดโพธิ์แมน ซอยนราธิวาส 22

ส่วนวง ดร.แซก แชมเบอร์ ออร์เคสตรา (Dr. Sax Chamber Orchestra) เริ่มจากโครงการวิจัยพรสวรรค์ศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 เป็นต้นมา นักดนตรีชุดแรกไปแข่งขันได้รางวัลชนะเลิศที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นนักดนตรีชุดแรกของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ปัจจุบันก็กลายเป็นนักดนตรีอาชีพและเป็นครูดนตรีสอนเด็กๆ นักดนตรีในชุดปัจจุบัน
การสร้างนักดนตรีอาชีพจำเป็นที่จะต้องสร้างตั้งแต่อายุยังน้อย (0-3 ขวบ) เมื่อเด็กโตขึ้นต้องมีครูดนตรีที่เก่งและดีประคบประหงมให้เด็กได้พัฒนาฝีมือที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเด็กชุดนี้มีอายุระหว่าง 9-14 ปี ในระหว่างวันที่ 3-16 ตุลาคมนี้เด็กชุดนี้ก็จะไปเข้าค่ายดนตรีที่เมืองไวมาร์ (Weimar) เยอรมนีทั้งหมดเป็นการศึกษาที่ต้องจัดการโดยพ่อแม่ผู้ปกครองครูดนตรี โรงเรียนดนตรี และความพร้อมของตัวเด็กเอง
ข้อด้อยของสังคมไทยคือการศึกษาดนตรีมีครูดนตรีที่เก่งอยู่น้อย ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาไปสู่ระดับฝีมือนานาชาติ ไม่มีอาชีพดนตรีหรือวงดนตรีที่เป็นต้นแบบของนักดนตรีอาชีพ เล่นดนตรีโดยไม่มีความศรัทธา คนไทยเองก็ไม่รับผิดชอบหน้าที่และไม่ตรงต่อเวลา แถมอาชีพดนตรีก็มีรายได้ไม่แน่นอน เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ที่สำคัญคือ ไม่มีสถาบันการศึกษาดนตรีที่ดีในระดับสากล และไม่มีองค์กรรัฐให้การสนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพและเป็นเลิศทางดนตรี ทั้งหมดเป็นการดิ้นรนของพ่อแม่ผู้ปกครองและครูดนตรี
สำหรับคนไทยที่เก่งดนตรีในปัจจุบันไปทำงานที่สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ฮ่องกง เยอรมนี ออสเตรีย อังกฤษ อเมริกา เพราะมีรายได้แน่นอน มีเงินสูงกว่าอยู่ในเมืองไทยเป็น 10 เท่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินสติปัญญาของผู้นำรุ่นลุงๆ ทั้งหลาย หวังว่าผู้นำรุ่นใหม่อาจจะพอเข้าใจได้ ว่าควรจะทุ่มเทในการพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรีอย่างไร เพราะดนตรีจะเป็นหุ้นส่วนที่จะผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชาติได้มหาศาล ซึ่งต้องการคนรู้เป็นคนชี้ และคนที่รู้เป็นคนทำ
มิตรรักแฟนเพลงที่ต้องการจะไปฟังการแสดงดนตรีครั้งนี้ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า เพราะมีพื้นที่จำกัด ที่จอดรถก็หายาก ไปแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยให้มีโอกาสได้ฟังเพลงครับ
สุกรี เจริญสุข

