ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภา สะท้อน8พรรคเสียงไม่นิ่ง เดิมพันสูงชี้ขาด‘นายกฯ’
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบยกล็อตทั้ง 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 100 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่าไทม์ไลน์ที่กำหนด 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 แต่ กกต.ยังไม่ยุติกระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียน ส.ส.กว่า 82 คน ที่มีโอกาสถูกตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่อันเนื่องมาจากข้อร้องเรียนทำให้กระบวนการเลือกตั้งไม่สุจริต โดยเฉพาะการแจกใบเหลือ ใบส้ม ใบแดง อาจเรียกได้ว่า “ปล่อยไปก่อนแล้วสอยทีหลัง”
เมื่อกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งเร็วกว่ากำหนดการเดิมเกือบหนึ่งเดือน ส่งผลให้ไทม์ไลน์ที่ต้องมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกภายใน 15 วัน นับจากวันที่ประกาศรับผลการเลือกตั้ง รวมทั้งการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 จะเริ่มนับหนึ่งทันที
หากเป็นตามไทม์ไลน์ตามที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรีแจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตเลือกประธานสภา จะเกิดขึ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม ส่วนการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯจะมีขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคม หากทุกอย่างเรียบร้อยคาดว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ได้ ในห้วงวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ แต่ปัจจัยชี้ขาด คือ การโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 จะจบได้ภายในการโหวตเลือกของที่ประชุมรัฐสภาครั้งแรกได้หรือไม่ หรืออาจต้องเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯในครั้งต่อๆ ไป
ด้วยเพราะการโหวตเลือกนายกฯของที่ประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคแรก กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน มาร่วมลงมติเลือกนายกฯด้วย ขณะที่สถานการณ์ของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นแกนนำยังรวมเสียงกันได้อยู่ที่ 312 เสียง ยังขาดเสียงสนับสนุนตัวเลขกลมๆ อยู่อีก 64 เสียง เพื่อให้ได้ 376 เสียง ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 272 กำหนด สมการทางการเมืองที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่าจะได้เป็นนายกฯหรือไม่ จึงอยู่ที่เสียงของ ส.ว.เป็นตัวชี้ขาด ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่พรรค ก.ก.จะได้เสียง ส.ส.จากขั้วพรรคการเมืองปัจจุบันมาโหวตข้ามขั้วสนับสนุนให้กับ “พิธา” ตามเงื่อนไขล่าสุดถือว่าเป็นไปได้ยากทั้งจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน รวมทั้งท่าทีของแฟนคลับผู้สนับสนุนพรรค ก.ก.ที่ไม่ต้องการเสียง ส.ส.จากขั้วอนุรักษ์นิยมมาโหวตให้
ขณะที่ความไม่นิ่งของขั้ว 8 พรรค สะท้อนผ่านท่าทีของแกนนำ 2 พรรคหลัก คือ พรรค ก.ก. กับ พรรค พท. ต่อการแย่งชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งด้วย สะท้อนผ่านท่าทีของแกนนำพรรค พท. อย่าง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรค พท.ที่ออกมาระบุว่า พรรค พท.พร้อมยึดหลักการด้วยการสนับสนุนให้พรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งได้ตำแหน่งประธานสภา ส่วนพรรคที่มีเสียง ส.ส.อันดับสอง ต้องได้รองประธานสภาทั้งสองคน ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภา หากมองจากท่าทีของแกนนำพรรค พท.เบื้องต้น เหมือนจะยอมจบให้กับพรรค ก.ก. แต่กลับมีคลื่นใต้น้ำขึ้นมาผ่านวงสัมมนา ส.ส.พรรค พท.เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่าน โดย “อดิศร เพียงเกษ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.ออกมาระบุพร้อมกับยกเหตุผลว่า ส.ส.เสียงส่วนใหญ่ของพรรค พท.ไม่เห็นด้วยที่จะยกเก้าอี้ประธานสภาให้กับพรรค ก.ก.ง่ายเกินไป เนื่องจากทั้งสองพรรคมีเสียง ส.ส.ห่างกันไม่มาก อีกทั้งพรรค พท.ก็มีบุคลากรที่มีความเหมาะสมพร้อมทำหน้าที่ประธานสภาอยู่หลายคน และการลงมติเลือกประธานสภาถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. หากยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันก็ควรใช้กลไกของที่ประชุมสภามาโหวตตัดสินตำแหน่งประธานสภาตามหลักการประชาธิปไตย
แน่นอนหากปล่อยให้สถานการณ์การเลือกประธานสภาไปสู่การฟรีโหวตและมีการเสนอชื่อประธานสภาแข่ง โอกาสที่คนของพรรค ก.ก.จะได้รับเลือกเป็นประธานสภาจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า 50 ต่อ 50% เนื่องจากตามข้อบังคับการประชุมสภากำหนดให้การลงมติลับ หากพรรคแกนนำไม่กำชับให้ ส.ส.ยึดตามมติพรรคโอกาสที่จะเกิดเสียงแตกส่งผลให้การโหวตเลือกประธานสภาเกิดความไม่แน่นอนได้
ซึ่งตำแหน่งประธานสภาจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งนั้น ถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะคุมเกมการโหวตเลือกนายกฯ คนที่ 30 เพราะจะต้องเป็นผู้กำหนดวาระและวันนัดประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ยิ่งในสถานการณ์ของเสียงสนับสนุนการโหวตเลือกนายกฯของทั้ง 8 พรรคที่ยังไม่นิ่ง และไม่ชัวร์ว่าจะได้ครบ 376 เสียงหรือไม่ หากตำแหน่งประธานสภาเป็นของพรรค ก.ก.ยังสามารถคุมเกมการโหวตเลือกนายกฯได้มากกว่า 1 ครั้ง เมื่อครั้งที่ 1 เลือกไม่ได้ก็จะนัดประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯในครั้งต่อๆ ไป จนกว่าจะเลือกนายกฯได้ เพื่อโยนแรงกดดันไปยังฝั่งของ ส.ว.และ ส.ส.พรรคร่วมปัจจุบันที่ไม่ยอมลงมติเลือกนายกฯตามฉันทามติผ่านผลการเลือกตั้งที่ทั้ง 8 พรรครวม ส.ส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากได้ถึง 312 เสียง
หากประธานสภาเปลี่ยนมาเป็นคนของพรรคพท. เมื่อเสนอชื่อ “พิธา” ให้ที่ประชุมรัฐสภา โหวตเลือกเป็นนายกฯในครั้งที่ 1 ไม่ผ่านแล้ว แม้จะสามารถเสนอชื่อ “พิธา” เข้ามาโหวตเลือกให้เป็นนายกฯ ในครั้งที่ 2 และครั้งต่อๆ ไปได้ แต่เมื่อชื่อของ “พิธา” ไม่ผ่านความเห็นชอบ จึงเป็นสิทธิที่พรรค พท.จะสามารถคุยกับแกนนำพรรค ก.ก. เพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท.ให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตเลือกนายกฯ ผ่านการคุมเกมของประธานสภาได้เช่นกัน
เกมการเมืองผ่านการโหวตเลือกตำแหน่งประธานสภาระหว่างพรรค ก.ก. กับ พรรค พท. จึงเป็นอีกหนึ่งเดิมพันสูงทางการเมืองที่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญ ชี้ขาดเก้าอี้นายกฯคนที่ 30

