วัยขบถ : วัยนี้เราเคยผ่านมาแล้วใช่ไหม
ในบทความนี้จะขอยกข้อความบางตอนจากหนังสือที่ผมชื่นชอบ เผื่อจะเป็นข้อคิดที่จะแบ่งปันในสังคมได้บ้าง ข้อความแรกมาจากหนังสือชื่อ “แผ่นดินของเรา” ที่เขียนโดย แซง-เตกซูเปรี เขาเขียนถึงศักยภาพของเด็กคนหนึ่งที่กำลังเดินทางโดยรถไฟในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะพ่อแม่เป็นกรรมกรชาวโปแลนด์ที่ถูกเนรเทศออกจากฝรั่งเศส สามวันเต็มๆ ที่ต้องทนฟังเสียงอันสม่ำเสมอเสมือนเสียงกรวดบนหาดทราย แซง-เตกซ์เขียนว่า
“ฉันนั่งลงตรงหน้าหญิงชายคู่หนึ่ง ระหว่างเขาทั้งสองนั้น เด็กคนหนึ่งได้พยายามแทรกตัวเข้าไป และใช้ที่ตรงนั้นนอนซุกอยู่ ทั้งๆ ที่ยังหลับอยู่นั้น เขาพลิกตัวและหันใบหน้าเข้าสู่แสงไฟที่เปิดไว้อย่างสลัวๆ ใบหน้านั้นช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ เชื้อสายของหญิงชายคู่นี้เป็นประหนึ่งผลไม้ทอง ผู้ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตอันเทอะทะนี้ กลับเต็มไปด้วยความนุ่มนวล งดงามประทับใจ … ถ้าได้รับการปกป้องดูแลและอบรมอย่างดีละก็ โตขึ้นเขาจะเป็นอะไรไม่ได้เล่า ถ้าหากในสวนแห่งหนึ่ง พันธุ์กุหลาบได้แปลงไปจนเกิดมีกุหลาบพันธุ์ใหม่ขึ้น ชาวสวนจะตื่นเต้นกันไปหมดทุกคน เขาจะแยกกุหลาบต้นนั้นออกมาเพื่อดูแลทะนุถนอม แต่ทว่า คนสวนสำหรับมนุษย์นั้นหามีไม่ โมซาร์ตน้อยผู้นี้ จะผ่านเข้าไปในเครื่องปั๊มเช่นเดียวกับคนอื่น โมซาร์ตจะชื่นชมอย่างสุดแสนอยู่กับดนตรีที่เสื่อมทรามในบรรยากาศที่เหม็นอับตามบาร์ …”
แซง-เต็กซ์สรุปว่า “สิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจนั้น ไม่อาจรักษาได้ด้วยการแจกอาหารให้ผู้ยากจน สิ่งที่ทำให้ฉันไม่สบายใจนั้น ไม่ใช่รอยบุบรอยบวม หรือความน่าเกลียดน่าชัง แต่เป็นว่าในแต่ละบุคคลเหล่านั้น ส่วนหนึ่งที่เป็นโมซาร์ตได้ถูกทำลายไป”
สังคมผู้ใหญ่พึงดูแลทะนุถนอมให้เด็กทุกคนได้พัฒนาตามศักยภาพของเขา หรือผู้ใหญ่อยากให้เด็กได้พัฒนาตามแบบอย่างของพวกเขาเท่านั้นหรือ ข้อคิดในเรื่องวัยเด็กอาจได้มาจากหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “แด่จริยธรรมแห่งความคลุมเครือ” เขียนโดย ซีโมน เดอ โบวัวร์ ที่บรรยายถึงโลกของเด็กและของวัยรุ่น ดังนี้
“เดส์การ์ตส์กล่าวไว้ว่า เคราะห์กรรมของมนุษย์มาจากการที่เขาเคยเป็นเด็กมาก่อน และอันที่จริง การเลือกที่ไม่เข้าท่าส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้น จะอธิบายได้ก็เพราะมันเป็นการเลือกที่ทำตั้งแต่วัยเด็ก สถานการณ์ของเด็กมีลักษณะที่ว่า เขาพบว่าตนเองถูกโยนเข้ามาในโลกที่เขาไม่ได้มีส่วนช่วยประกอบขึ้น หากประกอบไว้โดยปราศจากเขา และปรากฏแก่เขาเหมือนเป็นสิ่งสัมบูรณ์ซึ่งเขาทำได้ก็แต่ยอมตาม ในสายตาของเขา การประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ประเพณี คุณค่า ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่กำหนดไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนท้องฟ้าและต้นไม้ กล่าวได้ว่าโลกที่เขาเกิดมาเป็นโลกที่เคร่งคุณค่า (serious) เนื่องจากเนื้อแท้ของจิตใจอันเคร่งคุณค่าก็คือการพิจารณาคุณค่าในฐานะสิ่งที่สำเร็จหมดแล้ว
นี่ไม่ได้หมายความว่าเด็กเองจะเคร่งคุณค่า ในทางตรงกันข้าม เขาถูกปล่อยให้เล่น ให้ดำรงอยู่ได้อย่างเสรี ในแวดวงของเด็กๆ เขารู้สึกว่าสามารถที่จะแสวงหาเป้าหมายด้วยอารมณ์แรง (passion) และบรรลุเป้าหมายที่เขาวางไว้เองด้วยปีติ แต่หากเขามีประสบการณ์เช่นนี้ได้อย่างราบรื่น ก็เพราะว่าปริมณฑลที่เปิดแก่สภาพอัตวิสัยของเขานั้น ปรากฏแก่สายตาของเขาเองเหมือนไม่มีนัยสำคัญ ไม่เป็นประสีประสา เขาสุขใจในเรื่องเหล่านี้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ โลกที่เป็นจริงเป็นโลกของผู้ใหญ่ ซึ่งเขาทำได้ก็แต่เคารพและเชื่อฟัง เขาเป็นเหยื่ออย่างใสซื่อของภาพลวงตาของเพื่อคนอื่น (pour autrui) เขาเชื่อในตัวตนของพ่อแม่ ของครู เขาถือว่าคนเหล่านี้เป็นดุจผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพวกเขาเองก็พยายามแต่ไม่สำเร็จที่จะเป็นเช่นนั้น ซึ่งพวกเขาปลาบปลื้มที่จะยืมภาพมาแสดงด้วยสายตาอันบ้องแบ๊ว สำหรับเด็กแล้ว การตอบแทน การถูกลงโทษ การรับรางวัล และคำพูดชมเชยหรือตำหนิ ล้วนทำให้เขาซึมซาบความเชื่อมั่นว่าความดี ความชั่ว และจุดหมายในตัวมันเองนั้น ดำรงอยู่จริง เหมือนการดำรงอยู่ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
ในโลกของสิ่งอัน (things) ที่กำหนดชัดและเต็มบริบูรณ์ เขาเชื่อว่าตนเป็นอยู่อย่างกำหนดชัดและเต็มบริบูรณ์เช่นกัน กล่าวคือ ถึงจะเป็นเด็กดีหรือเกเร เขาก็ปลื้มที่จะเป็นเช่นนั้น ถ้าบางอย่างที่อยู่ลึกๆ คัดค้านความเชื่อมั่นดังกล่าว เขาจะซ่อนข้อบกพร่องที่อยู่ลึกนั้น เขาจะปลอบโยนตนในเรื่องความไม่คงเส้นคงวา (inconsistency) นี้ ซึ่งเขาระบุเหตุว่ามาแต่ความอ่อนวัยของเขาเท่านั้น แล้วก็ฝากความหวังไว้แก่อนาคต ภายภาคหน้าเขาจะกลายมาเป็นรูปปั้นอันสง่างามเช่นกัน ในระหว่างนี้ก็เล่นบทไปพลาง บทของนักบุญ วีรบุรุษ หรืออันธพาล เขารู้สึกว่าตนเองเทียมเท่ากับแบบอย่างเหล่านี้ ซึ่งหนังสือของเขาได้วาดภาพลักษณะนิสัยกว้างๆ ให้แก่เขาอย่างแจ่มแจ้ง ว่าเป็นนักสำรวจ โจร หรือแม่ชีผู้ใจบุญ การเล่นบทที่เคร่งคุณค่าอาจมีความสำคัญในชีวิตของเด็กมากจนเขาเองก็กลายมาเป็นผู้เคร่งคุณค่าอย่างจริงจัง
เรารู้จักเด็กที่เป็นภาพล้อเลียนเช่นนี้ของผู้ใหญ่ และแม้กระทั่งเมื่อความปีติของการดำรงอยู่จะมีพลังอย่างที่สุด เมื่อเด็กปล่อยตัวไปกับความปีตินั้น เขายังรู้สึกได้รับการคุ้มครองให้ปลอดจากความเสี่ยงของการดำรงอยู่โดยเพดานที่มนุษย์หลายต่อหลายรุ่นวัยได้ขึงไว้เหนือศีรษะเขา ด้วยเหตุนี้แหละที่สภาพการณ์ของเด็กเป็นสภาพการณ์ที่มีอภิสิทธิ์ในทางอภิปรัชญา (แม้สภาพการณ์นั้นยังอาจมีด้านอื่นอีกที่ไม่เข้าท่า) โดยปกติ เด็กจะหนีพ้นจากความกระวนกระวายใจของเสรีภาพ เขาอาจดื้อหรือเกียจคร้านได้ตามใจชอบ การเอาแต่ใจและความพลาดพลั้งของเขาก็เป็นเรื่องของเขาเอง หามีน้ำหนักต่อโลกนี้ไม่ หาได้ทำให้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของโลกนี้กระท่อนกระแท่นไปไม่ โลกนี้มีมาก่อนเขา มีโดยปราศจากเขา เขาอยู่ได้อย่างมั่นคงในโลกนี้ก็โดยที่เขาเองไม่มีนัยสำคัญ เขาสามารถทำทุกอย่างที่ชอบโดยไม่ถูกลงโทษ เขารู้ว่าไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นเลยโดยตัวเขา ทุกอย่างกำหนดไว้แล้ว การกระทำของเขาไม่ผูกพันอะไรเลย แม้แต่ตัวเขาเอง (…)
อันที่จริง น้อยครั้งนักที่โลกของเด็กจะยังคงไว้เมื่อถึงวัยรุ่น รอยปริแยกเผยตัวออกมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว ทีละน้อย เด็กจะไถ่ถามตนเองด้วยความฉงน การขบถ และการไม่เคารพ ว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์อะไร แล้วถ้าฉันทำอีกอย่างหนึ่งละ จะเกิดอะไรขึ้น เขาค้นพบสภาพอัตวิสัยของตน เขาค้นพบความขัดกันที่ผู้ใหญ่นำมาแย้งซึ่งกันและกัน และยังเห็นความลังเลใจและความอ่อนแอของพวกผู้ใหญ่ด้วย ผู้ใหญ่ก็ไม่ปรากฏตัวเหมือนเป็นพระเจ้าอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน วัยรุ่นก็ค้นพบลักษณะของมนุษย์ในความเป็นจริงที่ล้อมรอบอยู่ ภาษา ประเพณี จริยธรรมและคุณค่า มีที่มาจากผู้ที่ไม่แน่ไม่นอนเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วที่วัยรุ่นจะถูกเรียกให้มามีส่วนร่วมด้วยคน กับการดำเนินการของพวกผู้ใหญ่ การกระทำของเขามีน้ำหนักต่อโลกพอๆ กับของคนอื่นๆ เขากำลังจะต้องเลือกและตัดสินใจ เราเข้าใจได้ว่าเขามีความยากลำบากที่จะผ่านชีวิตในช่วงเวลาเช่นนี้ และแน่นอนว่านี่คือเหตุที่ลึกที่สุดของวิกฤตวัยรุ่น นั่นคือยามที่ปัจเจกบุคคลต้องน้อมรับอัตวิสัยของตนไว้ในที่สุด”
ผู้ใหญ่บางคนอาจลืมว่าตนเองเคยเป็นเด็กมาก่อน พอเด็กโตขึ้นเป็นวัยรุ่น บางคนจะเริ่มรักเพื่อน ติดเพื่อน บางคนจะริติดรัก จนแทบโงหัวไม่ขึ้น ผมนึกถึงเพลงฝรั่งเศสเพลงหนึ่ง ชื่อว่า “มาดาม ลูกสาวคุณอายุยี่สิบแล้ว” เนื้อเพลงที่แต่งโดย จอร์ช มุสตากี เป็นการสนทนากับคุณแม่คนหนึ่งโดยกล่าวถึงลูกสาวว่า “ก่อนหน้านี้ เธอเป็นคนน่ารัก บัดนี้เธอเป็นสาวสวย ในสายตาของคนคนหนึ่งที่อยู่ในวัยเดียวกัน เป็นชายคนที่ลม้ายคล้ายกับคนที่ มาดาม คุณเคยแต่ตัวสวยเพื่อเขาคนนั้นมาแล้ว … พวกเขาไม่ขอให้คุณเอ็นดูสงสารในความหลงใหลกันของพวกเขา เพียงแต่ว่าบางทีในวันวันหนึ่ง ที่น้ำตาแรกไหลริน ที่ลูกสาวคุณจะระทมทุกข์เป็นครั้งแรกกับความรัก ตามแบบของผู้หญิง มาดาม มันขึ้นอยู่กับคุณเท่านั้นที่จะยิ้มให้เธอ เพื่อเธอจะยิ้มได้ให้คุณ”
เมื่อเยาวชนเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว เดอ โบวัวร์ได้แสดงบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ ที่ยาวเกินกว่าจะยกมากล่าวในบทความสั้นๆ นี้ สรุปแต่เพียงว่า บางคนอาจรักษาอารมณ์แรง (passion) ของวัยเด็กไว้ หรือปฏิเสธอารมณ์แรงจนเป็นคนเฉยเมย บางคนต้องการการเปลี่ยนแปลงหรือเป็นขบถ บางคนกลับเป็นคนเคร่งคุณค่า (serious) หรือเป็นคนอนุรักษนิยม ในที่นี้จะขอกล่าวถึงคนขบถตามที่นักปรัชญาชื่อ อัลแบร์ กามูส์ พรรณนาไว้ในหนังสือชื่อ L’homme revolt เขาเขียนว่า
“คนขบถคือใคร ? คือคนที่บอกว่าไม่ใช่ กระนั้น แม้เขาปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่ยอม ขณะเดียวกัน เขาคือคนที่บอกว่าใช่พร้อมไปด้วย แล้วคำว่าไม่ใช่หมายถึงอะไร ? ตัวอย่างของความหมายมี เช่น “มันนานเกินไปแล้ว” “ถึงตรงนี้พอทนได้ แต่ต่อไปไม่ไหวแล้ว” “คุณไปไกลเกินไปแล้ว” หรือ “คุณล้ำเส้นนี้ไปไม่ได้แล้ว” โดยสรุป คำว่าไม่ใช่เป็นการยืนยันการมีขีดจำกัด เป็นความรู้สึกว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำเกินไป อีกฝ่ายหนึ่งขยายขอบเขตของสิทธิเกินเส้นเส้นหนึ่งจนเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นเสียแล้ว คนขบถมีความรู้สึกหรือมีความมั่นใจในสิทธิของตนเอง เขากำลังบอกว่าใช่ เขาเองคือผู้มีสิทธิ์โดยชอบที่จะปฏิเสธ เขาเองเป็นฝ่ายถูก
คำว่า revolt ที่แปลเป็นไทยว่าขบถนั้น ในเชิงนิรุกติศาสตร์หมายถึงการหันกลับมาเผชิญหน้า (กับผู้ที่ละเมิดสิทธิ) การขบถคือการยืนยันคุณค่าบางประการ จริงอยู่ การยืนยันคุณค่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีขบถเสมอไป แต่การขบถเป็นการยืนยันคุณค่าโดยปริยาย ขณะที่คนคนหนึ่งขบถต่อการโกหกหรือต่อการกดขี่ เขาก็เรียกร้องให้เคารพเขาด้วย สังเกตว่าการขบถไม่ได้มีเหตุมาจากการถูกกดขี่เสมอไป หรือการกดขี่ใช่ว่าจะถูกตอบโต้ด้วยการขบถเสมอไป อีกประการหนึ่ง การเห็นผู้อื่นถูกกดขี่ ก็อาจทำให้เกิดการขบถโดยเอาใจเราไปใส่ใจผู้ตกเป็นเหยื่อได้”
ขอพักความเห็นของกามูส์ไว้เพียงเท่านี้ และแวะมาพึ่งพระธรรมสักเล็กน้อยในตอนท้ายของบทความ คนขบถจัดอยู่ในพวกมีอารมณ์แรง (passionate) ไม่ใช่พวกเฉยเมย แต่การแสดงอารมณ์แรงอาจใช้ความรุนแรง (วิหิงสา) หรือไม่ใช้ความรุนแรง (อหิงสา) ก็ได้ ขณะนี้ คนจำนวนมากในสังคมการเมืองต่างมีอารมณ์แรง ฝ่ายหนึ่งต้องการเปลี่ยนแปลงหรือเป็นขบถต่อระเบียบหรือคุณค่าบางประการพร้อมทั้งเสนอคุณค่าใหม่ที่เปิดกว้างกว่า อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายประเพณีนิยม อนุรักษนิยมที่ต้องการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้ดำรงคงอยู่ในสังคม จึงกล่าวได้ว่าสังคมกำลังมีความทุกข์
จึงขอนำเรื่องความทุกข์โดยยกข้อความที่เขียนโดยองค์ทะไลลามะในหนังสือชื่อ “ทางสายกลาง: ศรัทธาอย่างมีเหตุผล” มาอ้างโดยสังเขป องค์ทะไลลามะกล่าวว่า ทุกข์แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน 1) ทุกข์ที่เห็นชัด เช่น ภัยพิบัติ ความเจ็บป่วย 2) ทุกข์อันเนื่องมาแต่ความแปรปรวน (ไม่เที่ยง) เช่น การพรากจากสิ่งที่รัก การเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่ชอบโดยไม่คาดหมาย 3) ทุกข์อันเนื่องมาแต่การปรุงแต่ง (สังขารทุกข์) คือทุกข์เมื่อมองความจริงโดยมีอวิชชาเป็นพื้นฐาน เมื่อมองให้ดี ทุกข์ที่เห็นชัดมีรากฐานมาจากทุกข์ที่เกิดจากความแปรปรวน ซึ่งก็มีรากเหง้ามาจากทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่ง ด้วยเหตุนี้ การ “รู้ทุกข์” หมายถึงการเห็นทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งนั่นเอง ตราบใดที่จิตยังอยู่ในสภาวะหลงผิด มีอวิชชามาบดบัง เรากำลังอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อใดที่ราเกิดปัญญามองเห็นธรรมชาติของความเป็นจริง และมองทะลุอวิชชาที่หลอกเราอยู่ เมื่อนั้นก็กำลังเข้าสู่กระบวนการรู้แจ้ง
ผมอาจมองด้วยความเขลา แต่คิดว่าถึงอย่างไร ประเด็นเรื่องการแต่งกายของนักเรียนเป็นเพียงสมมุติสัจจะ ที่ปรับเปลี่ยนได้ การจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นสมมติสัจจะ ที่สังคมกำลังยึดกติกาการเคารพเสียงข้างมากของประชาชน เรื่องเหล่านี้ ไม่ควรนำมาบ่มเพาะความเกลียดชัง และอย่าปั้นแต่งเรื่องราวที่เป็นเท็จ จนถึงกับจะเข่นฆ่ากันเลย
บทความนี้ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า การขบถโดยเฉพาะในวัยรุ่น เป็นเช่นเดียวกับความขัดแย้ง เป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของสังคมมาแต่ไหนแต่ไร ถ้ามองว่าเป็นความทุกข์ ก็ต้องช่วยกันขจัดทุกข์โดยมองให้เห็นอวิชชาที่เป็นโมหะของสังคม และเป็นเหตุแห่งการขบถนั้น
โคทม อารียา

