พระรถ เมรี ได้รับยกย่องเป็นพิเศษในรัฐอยุธยา ทั้งในประเพณีหลวง และประเพณีราษฎร์ ว่าเป็นเรื่องราวความเป็นมาของบรรพชน (ที่ย้อนกลับไปถึงลุ่มน้ำโขง)
แล้วใช้ในพิธีกรรมยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน และเป็นสัญลักษณ์ของการเสวยราชย์ โดยอ้างอิงนางเมรีทำพิธีอภิเษกพระรถขึ้นครองเมือง
“ขึ้น ตั่ง นั่ง เมือง” โคลงกระทู้ 1 บท บนปกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2559 เป็นโคลงบทแรกของ “กาพย์ขับไม้เรื่องรถเสน” ตอนนางเมรีเชิญเสด็จพระรถเสนขึ้นเรือนหลวงเสวยราชย์ ชาวบ้านทั่วไปสมัยหลังเรียก พระรถ เมรี หรือนางสิบสอง เป็นตำนานบรรพชนคนเผ่าพันธุ์ต่างๆ บริเวณลุ่มน้ำโขงและใกล้เคียง เช่น กำมุ (ขมุ), ลาว (ล้านช้าง) ฯลฯ
แต่การศึกษาไทยลดทอนความสำคัญลงเป็นแค่นิทานกากๆ จักรๆ วงศ์

งานสมโภชชั้นสูง
กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ มีร่องรอยน่าเชื่อว่าใช้งาน เสภาดนตรี กับ เสภามโหรี ที่ตราไว้ในกฏมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยา
ครั้นถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่มีประเพณีเสภาดนตรี กับ เสภามโหรี (เลิกแล้วตั้งแต่ยุคอยุธยา) แต่ยังสืบเนื่องความศักดิ์สิทธิ์เรื่องพระรถเสนในงานสมโภชชั้นสูงยุครัตนโกสินทร์
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่ากาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเสนใช้ในงานสมโภชชั้นสูงของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ มีร่องรอยเหลืออยู่ในพระราชพิธีสมโภช
มีคำอธิบายในหนังสือนามานุกรมวรรณคดีไทย [(ชุดที่ 1 ชื่อวรรณคดี) มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 320-322] ว่า
“ในพระราชพิธีสมโภช เมื่อพราหมณ์อ่านฉันท์ดุษฎีสังเวย 4 ลาจบแล้ว พราหมณ์จะเบิกแว่นเวียนเทียน ในขณะที่กำลังเวียนเทียนนั้น พนักงานขับไม้จะเริ่มต้นบทขับไม้ เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบ ก็จบการร้องขับไม้ เนื่องจากเวลาที่ใช้ในการขับไม้สั้นมาก จึงทำให้พนักงานขับไม้ท่องบทเฉพาะตอน ‘ขับเรือนหลวง’ ตอนเดียว”
“ขับเรือนหลวง” ในที่นี้หมายถึงกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเสน ตอนพิธีอภิเษกพระรถขึ้นครองเมือง นางเมรีรดน้ำที่พระบาทก่อนจะเชิญเสด็จขึ้นเรือนหลวง
ดนตรีและมโหรีสืบเนื่องจากราชสำนักยุคอยุธยา มีในจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เสภาดนตรี-เสภามโหรี
กาพย์ขับไม้เรื่องรถเสน ในยุคต้นอยุธยาน่าเชื่อว่าเป็นวรรณกรรมใช้ขับร้องยอพระเกียรติในเสภาดนตรี (ตอน 6 ทุ่ม) กับ ในเสภามโหรี (ตอน 7 ทุ่ม) ต้นแบบร้องเนื้อเต็ม
ไม่เคยพบหลักฐานว่าอะไรคือเสภาดนตรี, เสภามโหรี ต่อไปนี้จึงมาจากคาดเดาตามร่องรอยที่หลงเหลือในที่อื่นๆ
เสภาดนตรี หมายถึงดนตรีขับร้องยอพระเกียรติ มีในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยาว่า “6 ทุ่มเบีกเสภาดนตรี” (เสภา แปลว่า เจ้าพนักงาน ในที่นี้เป็นนางกำนัล)
แล้วมียืนยันในอนิรุทธ์คำฉันท์ ยุคต้นอยุธยา ยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินดุจจักรพรรดิราช ว่า
๏ พระเจ้าจักรพรรดิ
เกิดแก้วจักรรัตน์ รวดเร้าดินบน
สรพรั่งช้างม้า สรพร้อมรี้พล
สรพราดสามนต์ ทุกหมู่หมวดหมาย
เนื้อหานี้สอดคล้องกับกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเสน ดังนี้
๏ ขึ้น เกยแก้วเก้าสิ่ง เสวยสวัสดิ์
ตั่ง สุพรรณรายรัตน์ เพริศแพร้ว
นั่ง ในวรเศวตฉัตร เฉลิมโลก
เมือง บพิตรพระแก้ว แต่นี้จักเกษม
๏ ขึ้นตั่งนั่งเมือง แท่นทองรองเรือง สุขศรีปรีเปรม เมืองกว้างช้างหลาย ลูกขุนมูลนาย อยู่เย็นเป็นเกษม ยินดีปรีเปรม วิโรจน์โอชเอม ทั้งหลายถวายกร
ฯลฯ
เสภามโหรี หมายถึงทำเพลงขับร้องเล่าเรื่อง (มีนิยาย) เชิงเกี้ยวพาราสีสังวาส เรียกกันต่อมาในภายหลังว่าร้องเนื้อเต็ม มีในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยาว่า “7 ทุ่มเบีกนิยาย” (นิยาย หมายถึงคำบอกเล่าเรื่องราว)
และยังมีระบุในบทละครนอกยุคอยุธยาเรื่องสังข์ทองกับเรื่องมโนห์รา
ตัวอย่างบทขับร้องเนื้อเต็มเสภามโหรีที่ทำสืบเนื่องมายาวนานมาก คือ บทมโหรีเรื่องพระรถเสน ตอนเมรีรำพันถึงพระรถที่ขี่ม้าหนีไป มีดังนี้
๏ ฝ่ายนาฏเมรีศรีสวัสดิ บรรทมเหนือแท่นรัตน์ปัจถรณ์
ดาวเดือนเลื่อนลับยุคันธร จะใกล้แสงทินกรอโณทัย
ฟื้นกายชายเนตรนฤมล มิได้ยลพระยอดพิสมัย
แสนโศกปริเทวนาใน อรทัยทุ่มทอดสกลกาย
ให้เดือดดาลอาดูรพูนเทวศ ชลเนตรคลอคลองลงนองสาย
พลางปลุกนางรำจำเรียงราย นางสนมทั้งหลายก็ฟื้นตน
ฯลฯ

อำนาจของภาษา-วรรณกรรม และวัฒนธรรมไต-ไท
พระรถ เมรี เป็นวรรณกรรมคำบอกเล่าของคนหลายเผ่าพันธุ์ของดินแดนภายใน บริเวณลุ่มน้ำโขงแพร่กระจายลงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง ด้วยอำนาจของภาษา-วรรณกรรม และวัฒนธรรมไต-ไท (ดูรายละเอียดใน หนังสือ ความไม่ไทยของคนไทย ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559)
ภาษา-วรรณกรรม และวัฒนธรรมไต-ไท รวมทั้งคนจากลุ่มน้ำโขง กับบริเวณใกล้เคียง
(ไปทางตะวันออกถึงเวียดนาม-กวางสีในจีน) แพร่กระจายและทะยอยเคลื่อนย้ายหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตามเส้นทางการค้า
จากข้างบนลงล่าง หรือจากเหนือลงใต้ คือ จากดินแดนภายในบริิเวณลุ่มน้ำโขง กับ ลุ่มน้ำดำ-แดง (ในเวียดนาม) ลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1500 จนถึงหลัง พ.ศ. 1700 ได้มีอำนาจเติบโตขึ้น
ต่อจากนั้นภาษา-วรรณกรรม กับ วัฒนธรรมไต-ไทย มีอำนาจให้คนดั้งเดิมในตระกูลต่างๆ เช่น มอญ-เขมร, ชวา-มลายู ฯลฯ กลายตัวเองเป็นคนไทย
จึงพบภาษา-วรรณกรรม และวัฒนธรรมของคนไทยในรัฐลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นอย่างเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับของไต-ไท บริเวณลุ่มน้ำโขงและปริมณฑลเชื่อมโยงโดยรอบ เช่น พระรถ-เมรี ฯลฯ
สอดคล้องเข้ากันได้กับสำเนียงพูดที่รู้จักทั่วไปว่า “เหน่อ” ในชีวิตประจำวันของคนลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ฟากตะวันตก) ตรงกับสำเนียงลาวหลวงพระบาง หรือลาวเหนือ
ท้ายสุดยังมีความทรงจำอยู่ในนิทานเรื่องขุนบรม ว่างั่วอิน (ลูกชายคนที่ 5 ของขุนบรม) จากเมืองแถน (ทางตะวันออกของลุ่มน้ำโขง) โยกย้ายลงไปสถาปนาบ้านเมืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา
[นักวิชาการกระแสหลักไม่รับตำนานนิทานเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่ผมยกย่องเป็นพยานสนับสนุนชั้นดี]
เนื้อหาเหล่านี้ ผมเคยเขียนเล่าไว้หลายครั้งในเอกสารหลายชุด เช่น
1. สุพรรณบุรี มาจากไหน? กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2557
2. พระรถ เมรี กับ พระสุธน มโนห์รา ละครยอดนิยมของชาวบ้านยุคอยุธยา ราว 500 ปีมาแล้ว เอกสารประกอบการบรรยาย ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ฯลฯ
![พาทย์ฆ้องวง (ไม่มีระนาด) กับดนตรี-มโหรี ยุคอยุธยา คนบรรเลงเป็นผู้หญิงล้วน (สืบประเพณีจากยุคทวารวดี) ตู้ไม้จำหลักนูนสูงสมัยอยุธยา เรื่องทศชาติ ภาพนี้เป็นด้านข้างขวาตอนล่างของตู้ไม้ เล่าเรื่องวิธุรชาดก [สรุปจากหนังสือตู้ลายทอง ภาค 1 (สมัยอยุธยาและสมัยธนบุรี) เลขที่ 69 (กพช.) ตู้เท้าสิงห์, กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2523 หน้า 232-237]](https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2016/12/54543674986413547986-1024x827.jpg)

